อย่าเข้าไปยุ่งดีกว่า ไม่อยากมีเรื่องเดือดร้อนตามมาทีหลัง
หากเจอคนทำผิดอยู่ตรงหน้า เราจะเลือกทำอะไรเป็นอย่างแรก? แน่นอน ตามอุดมคติแล้วหลายคนย่อมคิดว่าไม่ว่าใครก็ต้องเลือกเข้าไปช่วยเหลือ ต่อว่าสั่งสอนผู้กระทำให้หลาบจำ แต่ความเป็นจริงแล้ว เราอาจไม่ได้เห็นคนลุกขึ้นปกป้องความยุติธรรมเสมอไป เมื่อยังมีคนจำนวนมากที่เลือกมองเฉยๆ แล้วปล่อยผ่านไป แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าคนนั้นกำลังทำผิดเต็มประตู
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือไกลตัว แต่เรามักพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น หัวหน้าใจร้ายในที่ทำงาน กลุ่มเพื่อนที่ชอบรังแกในมหาวิทยาลัย คนลวนลามบนรถสาธารณะ หรือแม้ผู้ใหญ่ในบ้านของตัวเอง ท่ามกลางสถานที่เต็มไปด้วยคนหมู่มากเหล่านี้ หลายคนคงเข้าใจดีว่าการลุกขึ้นมาส่งเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย ลงเอยที่หลายคนเลือกนิ่งเฉย เพราะเชื่อว่าเป็นทางที่ปลอดภัยสำหรับตัวเองมากกว่า
ถึงแม้การนิ่งเฉยอาจช่วยปกป้องเราจากความเดือดร้อนได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ถึงอย่างนั้นการปล่อยผ่านก็ใช่ว่าเราจะไม่เสียอะไรเลย อันที่จริงการนิ่งเฉยเมื่อเห็นคนทำผิดอยู่ตรงหน้าก็มีราคาที่ต้องจ่ายไม่น้อย

เมื่อความเงียบมีราคาที่ต้องจ่าย
สิ่งที่ทำให้คนลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมควรค่าแก่การได้รับเสียงชื่นชม นั่นเพราะป็นการกระทำที่ต้องอาศัยความกล้าหาญและการเสียสละอย่างมาก ด้วยเหตุนี้สังคมจึงมีคนกล้าเพียงหยิบมือเท่านั้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยอมอยู่เฉย เพื่อแลกกับความสบายใจของตัวเอง
โจเอล ดวอสกิน (Joel A. Dvoskin) นักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตวิทยานิติเวช อธิบายว่ามีหลายเหตุผลที่ผู้คนหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ รู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเอาผิดคนตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็น ความไม่รู้จากการตีความผิด คิดว่าคนอื่นไม่ต้องการความช่วยเหลือ การไม่กล้าท้าทายผู้มีอำนาจ ความกลัวว่าจะดูไม่ฉลาดที่ไปยุ่งเรื่องคนอื่น รวมไปถึงการคิดว่าจะมีคนอื่นเข้ามาจัดการแทน
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ในทางจิตวิทยาสังคมก็มีคำอธิบายปรากฎการณ์นี้เช่นกัน ชื่อว่า ‘Bystander Effect’ หรือปรากฎการณ์ที่ผู้คนมีแนวโน้มให้ความช่วยเหลือน้อยลง เมื่ออยู่ท่ามกลางคนจำนวนมากขึ้น
เราอาจเคยเห็นเหตการณ์ที่มีผู้คนยืนมุงเป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ร้ายแรง แต่ไม่มีใครสักคนยื่นมือออกมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเหตุถูกทำร้าย หรือการล่วงละเมิดทางเพศ โดยปรากฎการณ์นี้อธิบายว่า การให้ความช่วยเหลือไม่ได้เกิดจากจิตใต้สำนึกอย่างเดียว แต่อาจขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เห็นเหตุการณ์ด้วย ยิ่งคนในเหตุการณ์นิ่งเฉยมากเท่าไหร่ เราก็อาจมีแนวโน้มไม่เข้าไปช่วยเหลือมากขึ้นเท่านั้น

นักจิตวิทยาสังคม อธิบายปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ Bystander Effect คือการการกระจายความรับผิดชอบ และความกดดันทางสังคม เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดท่ามกลางคนผู้คนจำนวนมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้สึกรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้นน้อยลง ประหนึ่งเราคิดว่า ‘ต่อให้เราไม่ทำ เดี๋ยวก็มีคนจัดการเอง’ หรือ ‘ทำไมต้องเป็นเรา’ เช่นเดียวกับแรงกดดันทางสังคมที่น้อยลง เพราะเมื่อคนรอบข้างนิ่งเฉย เราก็อาจตีความไปว่าคือสิ่งที่หลายคนยอมรับ จึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือก็ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการปล่อยผ่านเหตุการณ์นี้จะทำให้เราไม่ต้องเสียผลประโยชน์ใดๆ ทั้งการไม่ต้องตกเป็นเป้าเสียเอง หรือแม้แต่ไม่ต้องเจอเรื่องยุ่งยากตามมาทีหลัง แต่ถึงอย่างนั้นใช่ว่าการกระทำนี้จะไม่มีผลตามมา อันที่จริงการนิ่งเงียบมีราคาที่ต้องจ่ายมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยินยอมให้คนผิดยังลอยนวลต่อไป
การนิ่งเงียบจะยิ่งทำให้ความเชื่อผิดๆ มีพื้นที่มากขึ้น ตามทฤษฎี ‘Spiral of Silence’ หรือวงเกลียวแห่งความเงียบ ที่เสนอโดย เอลิซาเบธ โนเอล-นอยมันน์ (Elisabeth Noelle-Neumann) นักรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ที่เคยอธิบายไว้เมื่อปี 1970 ว่าการรับรู้ความคิดเห็นจากสาธารณะ ส่งผลต่อความคิดเห็นหรือการกระทำของเรา
อธิบายอย่างคร่าวๆ ทฤษฎีนี้แสดงให้เห็นว่า เราจะเริ่มมั่นใจและกล้าแสดงความเห็นมากขึ้นก็ต่อเมื่อเราสังเกตว่าความคิดนั้นเป็นที่ยอมรับภายในกลุ่ม แต่ถ้าหากความคิดของเราแตกต่างไปจากกลุ่ม เราก็มีแนวโน้มจะปิดปากเงียบมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกมองว่าเป็นคนแปลกแยก หรือโดดเดี่ยวในสังคม

แม้ดูเผินๆ จะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่ว่าใครต่างก็ต้องการยอมรับทั้งนั้น แต่สิ่งที่น่ากังวลจะเกิดขึ้นเมื่อความคิดอันแปลกแยกนั้น อันที่จริงก็มีหลายคนคิดเช่นเดียวกัน กระนั้นเมื่อไม่มีใครพูด ความคิดเหล่านั้นก็ต้องจางหายไป จนสุดท้ายแล้วสังคมก็อาจถูกกำหนดทิศทางจากความคิดที่เสียงดังกว่า
ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ หากไม่มีใครกล้าพูดว่าการกระทำนั้นผิด ก็อาจเท่ากับยอมรับการกระทำนั้นให้เกิดขึ้นต่อไป ในที่สุดผู้คนก็จะเริ่มเชื่อว่าการไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเป็นเรื่องที่สมควรทำแล้ว จนเหยื่อไม่กล้าขอความช่วยเหลือจริงๆ
การนิ่งเงียบนอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้คนทำผิดลอยนวลไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว ยังทำให้คนไม่กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเกิดการเรียนรู้ว่าการช่วยเหลือเป็นสิ่งไม่จำเป็น หรืออาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนทีหลัง บาดแผลของการเมินเฉย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเหยื่อเท่านั้น แต่เราในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ ก็มีโอกาสรู้สึกผิดและละอายใจ รวมไปถึงรู้สึกหมดหวังที่ไม่สามารถทำอะไรกับเหตุการณ์ตรงหน้าได้
สุดท้าย เมื่อไม่มีใครหยุดยั้ง ความรุนแรงก็จะยังดำเนินต่อไป และอาจตีความการเงียบงันว่าเป็นใบอนุญาตให้ทำสิ่งผิดต่อไปได้จนยกระดับความรุนแรงขึ้น เมื่อเป็นแบบนี้เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าครั้งต่อไปคนที่ตกเป็นเหยื่อจะไม่ใช่เรา และเมื่อถึงเวลานั้นจะยังมีใครกล้าลุกขึ้นมาช่วยเหลือเราอยู่บ้าง
การหลุดพ้นจากวงจรของความเงียบ
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย หรือลุกขึ้นมาพูดเพื่อคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อนเสียเอง เพราะการประเมินสถานการณ์ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของเราย่อมเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถหลุดพ้นจากการเมินเฉยได้เลย เคนดรา เชอร์รี (Kendra Cherry) เผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูทางจิตสังคม แนะนำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักถึงปรากฎการณ์การเมินเฉย รวมถึงผลกระทบของการนิ่งเงียบของคนส่วนใหญ่ จะช่วยบรรเทาความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ได้
เราอาจเริ่มจากการเห็นอกเห็นใจผู้ถูกกระทำ โดยไม่มองว่าเป็นเพียงปัญหาของคนแปลกหน้าเท่านั้น และควรตระหนักว่าการนิ่งเฉยไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด มันอาจจะทำให้เราปลอดภัยชั่วคราว แต่ปัญหาเหล่านี้จะยังคงวนเวียนอยู่กับเราไม่หายไปไหน เมื่อเราเห็นแล้วว่าการเงียบส่งผลกระทบอย่างไร เราก็จะสามารถตัดสินใจช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น เช่น ลองดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อลดความรุนแรงที่เกิดขึ้น
บางทีการไม่เพิกเฉย อาจไม่ใช่การทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่แค่การส่งเสียงออกมาว่าเราไม่เห็นด้วย หรือไม่พอใจ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำลายความเงียบ รวมถึงจุดประกายให้คนที่คิดเหมือนกันกล้าส่งเสียงแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาเช่นกัน
และเมื่อมีเสียงจากทุกคนมากพอ ความคิดเห็นของเราก็จะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป จนมันอาจส่งไปถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่จริงๆ ก็ได้นะ
อ้างอิงจาก