หากถามว่าคำใดที่คนไทยใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน ‘ครับ’ คงติดหนึ่งในนั้นแน่นอน แต่ที่น่าสนใจกว่าก็คือ คำสุภาพเรียบง่ายนี้กลับกลายเป็นคำที่ถูก ‘เล่น’ มากที่สุดในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น ค้าบ, ครัช, ครัฟ, งับ หรือ ฮ้าฟฟู่ ที่เราพบได้ทั่วไปในโซเชียลมีเดีย
จากคำที่ใช้เพื่อให้การสื่อสารสุภาพ ได้กลายเป็นคำที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและขี้เล่น รวมถึงสะท้อนให้เราเห็นถึงวัฒนธรรมออนไลน์ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
สุทธิคุณ แพ่งผ่องใส คือผู้ที่หลงใหลในความเปลี่ยนแปลงนี้ เขาใช้เวลาว่างรวบรวม ‘ลูกหลานของครับ’ จากทั้งการได้ยินและการพิมพ์บนโลกออนไลน์ ก่อนจะค่อยๆ วาดออกมาเป็นแผนภาพ (diagram) เส้นทางวิวัฒนาการของคำจนกลายเป็นไวรัล

The variations of ครับ, a polite ending particle in Thai cr.สุทธิคุณ แพ่งผ่องใส
จุดเริ่มต้นของ ‘นักภาษาศาสตร์สมัครเล่น’
“ผมไม่ได้เป็นนักภาษาศาสตร์โดยตรงนะครับ แค่เป็นงานอดิเรกที่ศึกษาด้วยตัวเองแบบถูๆ ไถๆ”
สุทธิคุณเริ่มต้นบทสนทนาด้วยถ้อยคำถ่อมตัว เขาเป็นผู้หลงใหลการทำภาพเชิงข้อมูล (visualization lover) และภาษาศาสตร์ จึงพยายามนำคำที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดเป็นแผนภาพ เพื่อให้เห็นภาพรวมของภาษาได้ชัดเจนขึ้น พร้อมอยากให้คนทั่วไปเห็นว่า
“ภาษาไทยเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แม้ในคำที่เราคิดว่าคงที่ที่สุด”
สิ่งที่ผลักดันให้เขาหยิบคำว่า ‘ครับ’ มาศึกษา ก็เริ่มจากความสงสัยง่ายๆ “ผมแค่สงสัยว่า ทำไม ‘ครับ’ ถึงกลายเป็นคำที่มีลูกหลานเยอะขนาดนี้ ทั้งที่มันดูเป็นคำทางการ”
จากความสงสัยนั้น เขาเริ่มรวบรวมคำที่แตกแขนงจาก ‘ครับ’ และนำมาสร้างเป็นแผนภาพเชิงภาพ (visual diagram) ที่เชื่อมโยงคำเหล่านั้นเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
“ผมโตมากับยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู (Gen Y) ที่คำสแลงผุดขึ้นเร็วมาก แต่ ‘ครับ’ กลับไม่เคยหายไป แถมยังมีลูกหลานเพิ่มขึ้นทุกปี”

“ไม่ว่าจะเกิดจากการแปลงเสียงโดยตั้งใจ โดยไม่ตั้งใจ หรือแม้กระทั่งการพิมพ์ผิดแล้วกลายเป็นไวรัล แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ ในการเลือกใช้คำที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์มากๆ”
สุทธิคุณบอกว่า เขาชอบวิเคราะห์ภาษามาตั้งแต่เด็ก และมองว่าสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัด รวมถึงน้ำเสียงและสีหน้าท่าทางต่างๆ “มันโคตรสนุกเลย” แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงโฟกัสที่ ‘ครับ’ เขาก็อธิบายว่า “แสลงส่วนใหญ่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปอย่างรวดเร็ว”
จาก ‘ฮับ’ ถึง ‘ฮ้าฟฟู่ว’ คำที่จุดประกายความสงสัย
เมื่อเราถามว่า เขาเริ่มสังเกตปรากฏการณ์การเปลี่ยนรูปของ ‘ครับ’ ตั้งแต่เมื่อไหร่ และอะไรทำให้คิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่าศึกษา?
สุทธิคุณตอบว่า ความสงสัยเริ่มจากคำว่า ‘ฮับ’ ที่เขาได้ยินในกลุ่มเด็กๆ และผู้ใหญ่พูดเล่น ๆ กับเด็ก “ไม่แน่ใจว่าคำนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะมีมาก่อนยุค 2000s แล้วก็ได้” เขายอมรับว่า ตอนนั้นรู้สึกเอะใจนิดๆ ว่าทำไมมันถึงกลายเป็น ฮ.นกฮูก
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจจริงๆ คือช่วงที่ได้ยินคำว่า ‘ฮ้าฟฟู่ว’ เป็นครั้งแรก จำได้ว่าเป็นช่วงต้นยุค 2010s “คำนี้มันตลกมาก เวลาได้ยินแล้วมันทั้งเกลียดและชอบไปพร้อมๆ กัน มันน่ารำคาญแหละ แต่มันก็ตลกด้วย”

ก่อนจะบอกว่าความรู้สึกนั้นทำให้เกิดคำถามตามมา “ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ยังเป็นแค่ ‘ฮ้าฟ’ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ แล้วมันกลายเป็น ‘ฮ้าฟฟู่ว’ ได้ยังไง ซึ่งถ้าย้อนกลับไปอีก มันก็มาจาก ‘ค้าฟ’ นี่แหละ และยิ่งย้อนกลับไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่า ‘ครับ’ มีการแปลงเสียงที่สืบสายได้อย่างต่อเนื่อง”
เขาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของคำสแลงเกือบทั้งหมดในแผนภาพที่เขาสร้างขึ้น ใช้เวลาไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาคิดว่าน่าศึกษา เพราะแม้เราจะรู้ว่าทุกคำมีรากมาจาก ‘ครับ’ เหมือนกัน แต่แต่ละคำกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันมากๆ และบางคำยังใช้ได้เฉพาะบางบริบทเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนกันได้เลย
การเปลี่ยนแปลงเสียงของ ‘ครับ’ สะท้อนเสรีภาพของภาษาในยุคโซเชียลมีเดีย
สุทธิคุณอธิบายว่า ประเด็นนี้สามารถมองได้สองส่วนใหญ่ๆ อย่างแรกคือ ‘พฤติกรรมการพิมพ์’ และอย่างหลังคือ ‘พฤติกรรมการเผยแพร่ข้อมูล’
“การพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดมันเร็วกว่าการเขียนด้วยมือ จะแก้ไขก็ง่ายเพราะไม่ได้พิมพ์ลงกระดาษ”
เขาอธิบายว่า เมื่อพิมพ์เร็วมาก ก็ยิ่งพิมพ์ผิดง่าย ซึ่งสอดคล้องกับความเร่งรีบของคนรุ่นใหม่ที่ชินกับเทคโนโลยี บางครั้งถ้าไม่จำเป็นต้องแก้ไขข้อความจริงๆ เช่นเวลาแชทกับเพื่อน ก็อาจปล่อยให้ผิดไปเลย แล้วให้เพื่อนไปแกะข้อความเอาเอง
ทีนี้พอคำไหนพิมพ์ผิดบ่อยมาก แล้วเกิดมีใครสักคนชอบคำสะกดผิดนั้น ก็อาจจะเอาไปใช้งานจริงเลย เช่น “ครัช ครุบ คนับ ครัย” บางทีมันปรากฏแค่บนอินเทอร์เน็ต แต่บางคนก็เอามาออกเสียงจริงๆ ด้วย ซึ่งโยงไปถึงส่วนที่สอง คือ พฤติกรรมการเผยแพร่ข้อมูล
เนื่องจากคำต่างๆ ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วในอินเทอร์เน็ต และทุกคำก็มีโอกาสกลายเป็นไวรัลได้หมดเลย ขอเพียงแค่มีคนจำนวนมากชอบใจคำนั้นและใช้ตามกัน ดังนั้น การแปลงเสียงภาษาไทยในยุคโซเชียลมีเดียจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และยากจะเดาว่ามันเริ่มจากที่ใด เพราะไม่ได้แลกเปลี่ยนกันแบบปากต่อปากเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป

ประกอบกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ผ่อนปรนและเปิดเสรีทางภาษามากกว่าสมัยก่อน ยิ่งทำให้คำสแลงใหม่ๆ เหล่านี้ไม่ถูกกีดกันออกไปจากการใช้งาน อย่างไรก็ตาม คำเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถแทนที่ ‘ครับ’ ในบริบททางการได้อยู่ดี ทำให้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่เสรีทางภาษาในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง
มหากาพย์ของคำว่า ‘ครับ’
เมื่อถามว่าตอนรวบรวมข้อมูล มีอะไรที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจที่สุดไหม สุทธิคุณตอบว่า “ตอนแรกก็นึกออกแค่ไม่กี่คำ แต่พอลองนึกไปซักพักก็มีคำงอกออกมาเรื่อยๆ จนต้องไปกูเกิ้ลเพิ่มเติมว่ามีคำไหนที่ตกหล่นอีกไหม แถมตอนโพสต์ภาพนี้ไปแล้วก็ยังมีคนมาบอกคำเพิ่มเติมอีก มีเยอะมากจนแปลกใจว่ามันจะไปสุดที่ตรงไหน”
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจที่สุดกลับไม่ใช่จำนวนของคำเหล่านั้น หากเป็นตอนที่นำทุกคำมาเรียงต่อกันทั้งหมด แล้วพยายามเชื่อมโยงว่าคำไหนมาก่อนมาหลัง
“แล้วถึงพบว่าคำทุกคำมีที่มาที่ไปหมดเลย โดยเฉพาะเส้นทาง ‘ขอรับ > ครับ > คับ > ฮับ > ฮ้าบ > ฮ้าฟ > ฮ้าฟฟู่’ ที่แปลงร่างมาไกลมาก รู้สึกแปลกใจที่มันไม่มี missing link เกิดขึ้นเลย เพราะสามารถสืบสายย้อนกลับไปหา ‘ขอรับ’ ได้อย่างต่อเนื่อง”
เขายอมรับว่า ตอนนั้นรู้สึกทึ่งและขำในเวลาเดียวกัน “พอนึกถึงคนที่แชร์ไปแล้วใส่แคปชั่นว่า ‘มหากาพย์ของคำว่าครับ’ แล้วผมโคตรจะเห็นด้วยมากๆ”
เสียงที่เปลี่ยนไป กับอัตลักษณ์ที่เปลี่ยนตาม
จากมุมมองทางภาษาศาสตร์ เราถามสุทธิคุณว่า การเปลี่ยนแปลงของ ‘ครับ’ บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับระบบเสียงและอิทธิพลทางสังคมของภาษาไทยบ้าง
เขาเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า “เราต้องแยกการแปลงเสียงเป็น 2 ประเภทก่อน คือ ‘การแปลงเสียงโดยธรรมชาติ’ กับ ‘การแปลงเสียงโดยตั้งใจ’ แบบแรกจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและมักใช้เวลานาน จึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน บางทีใช้เวลาชั่วอายุคนเลยก็มี”
“ลองดูที่แผนภาพจะเห็นว่า ผมตั้งใจแยกการแปลง 2 ประเภทนี้เป็นแนวตั้งกับแนวนอน แนวตั้งก็คือ ‘ขอรับ > ครับ > คับ > ฮับ > ฮะ’ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ มันอาจจะเกิดจากความขี้เกียจออกเสียงโดยไม่ตั้งใจของมนุษย์นี่แหละ ซึ่งจะค่อยๆ กร่อนและเบาลงไปเรื่อยๆ โดยอาจเกิดจากการที่ ‘ขอรับ’ และ ‘ครับ’ เป็นคำที่ถูกใช้บ่อยมากในอดีตจนมันค่อยๆ กร่อนในหลายชั่วอายุคนแล้วกลายเป็น ‘ฮะ’ ในที่สุด”

เขาอธิบายต่อว่า “ส่วนสาเหตุที่ว่าในเมื่อมันกลายร่างเป็น ‘ฮะ’ ไปแล้ว ทำไมยังเหลือ ‘ครับ คับ ฮับ’ อยู่ล่ะ ทำไมไม่ล้าสมัยเหมือนคำว่า ‘ขอรับ’ ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ ‘ครับ’ ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานแล้ว และสังคมไทยก็ยังมองว่าเป็นคำสุภาพ หน้าที่หลักของ ‘ครับ’ จึงยังไม่หายไป ส่วน ‘คับ’ ก็ถือว่าเป็นการออกเสียง ‘ครับ’ แบบขี้เกียจในระดับที่คนทั่วไปยังพอรับได้อยู่”
“ทีนี้พอพูดถึงการแปลงในแนวนอน มันคือการตั้งใจบิดเบือนเพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกโดยไม่เปลี่ยนแปลงความหมาย เช่น ‘งับ’ ใช้แสดงความน่ารัก ถ้าให้ผมเดาก็อาจจะเป็นเพราะมันพ้องเสียงกับคำว่า ‘งับ’ ที่แปลว่าการขบด้วยฟันเบาๆ ก็ได้ หรือคำว่า ‘คร้าบ’ คำนี้ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ามันให้อารมณ์ไหน แต่เวลาได้ยินทีไรก็จะนึกถึงหน้าสตรีมเมอร์ผู้ชายตลอด”
“จากที่พูดมาก็เห็นได้ชัดว่าทุกคำล้วนมีการใช้งานที่เฉพาะตัว และถูกหยิบไปใช้โดยประเภทของกลุ่มคนที่แตกต่างกันไป การเปลี่ยนแปลงของ ‘ครับ’ จึงทำให้เกิดทางเลือกในการใช้คำที่หลากหลายขึ้น และใช้แสดงออกถึงอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสังคมด้วย”
ภาษาอื่นก็เล่นเสียงเหมือนกัน
สุทธิคุณยังยกตัวอย่างปรากฏการณ์คล้ายกันในประเทศเพื่อนบ้าน “ปรากฏการณ์นี้เกิดกับทุกภาษานะ ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเสียงในยุคโซเชียลมีเดีย”
เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน “ในภาษาฟิลิปิโน คำว่า lodi เป็นคำสแลงที่สลับตัวอักษรมาจากคำว่า idol หรือในภาษาอินโดนีเซีย คำว่า anjing แปลว่า ‘ไอ้หมา!’ ซึ่งเป็นคำด่า ก็ถูกแปลงเป็น anjay ซึ่งมีความหมายเบาลง”
“ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกันก็จะเกี่ยวข้องกับการเล่นเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกร่อน การเพิ่ม หรือการสลับตำแหน่ง เพื่อแสดงถึงอารมณ์ที่แตกต่างกัน บางครั้งก็ทำให้คำมีความหมายแรงขึ้น เบาลง หรือลดความเป็นทางการ” เขาอธิบายต่อว่า นอกจากเรื่องเสียงแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างอัตลักษณ์ของสังคมเฉพาะกลุ่มด้วย
“เช่น คำนี้จะใช้กันเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่เล่นเกม คำนั้นจะใช้กันเฉพาะในกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งอาจจะมีการแยกสังคมย่อยๆ ลงไปอีก”
ภาษาไม่ได้เสื่อม แค่มีชีวิตมากขึ้น
เมื่อถามว่าการที่คำสุภาพถูกนำมา ‘เล่น’ แบบนี้ ทำให้ภาษาลดความเป็นทางการลงไหม หรือกลับทำให้ภาษาดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
สุทธิคุณตอบว่า “การเล่นกับภาษาแบบนี้ฟังดูเหมือนเป็นของใหม่ที่เพิ่งเกิดไม่นานมานี้นะ แต่ไม่ใช่เลย มนุษย์เราเล่นกับภาษามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการแปลงเสียงตามใจชอบ หรือตั้งใจสะกดผิดไปจากเดิมก็ตาม และมนุษย์เราก็เลือกใช้ภาษาตามบริบทที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”

เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพ “เราคงไม่เอาคำว่า ‘ฮับ งับ จ๊าฟ’ เข้าไปพูดในที่ประชุมของบริษัทแน่นอน ภาษาจะลดความเป็นทางการลงได้ ก็ต่อเมื่อสังคมยอมให้ทุกคนใช้คำไหนกับบริบทใดก็ได้ ยอมให้ใช้คำว่า ‘กู มึง’ กับใครก็ได้ ยอมให้ใช้คำว่า ‘เตง ตะเอง’ กับคนแปลกหน้าได้ แต่ถ้าสังคมโลกเรายังไม่ยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น คำสุภาพ คำหยาบ และคำสแลง ย่อมวิวัฒน์ไปในที่ทางของตัวเองโดยไม่ก้าวก่ายกันเสมอไป”
เขาเสริมว่า “ดังนั้นคำสแลงที่ใช้ในอินเทอร์เน็ตย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อภาษาระดับทางการ แต่มันจะวิวัฒน์ควบคู่กันไปแบบคู่ขนาน แต่แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของคำสแลงใหม่ๆ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ภาพรวมของภาษานั้นมีชีวิตชีวาและยืดหยุ่นมากขึ้นอยู่แล้ว”
ภาษาคือจดหมายเหตุของสังคม
เมื่อถามว่าความสนุกของการศึกษาภาษาในยุคโซเชียลมีเดียคืออะไร
สุทธิคุณตอบว่า “ประเด็นนี้บางคนอาจบอกว่าไม่สนุกนะ เพราะเมื่อมีคำใหม่เกิดขึ้นและหายไปเร็วมาก หลายคนก็เบื่อหน่ายที่จะต้องจำคำใหม่เรื่อยๆ บางคนเลิกตามศัพท์วัยรุ่นไปแล้วก็มี”

“แต่ถ้าตอบจากมุมของผมก็คือ ภาษาคือจดหมายเหตุที่บอกถึงค่านิยมของผู้คน ณ ช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี ความสนุกมันอยู่ที่เราได้เห็นพลวัตของภาษาแบบเรียลไทม์และหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร มีม คลิปวิดีโอ หรือโพสต์ต่างๆ เราไม่จำเป็นต้องพยายามค้นหาคำเหล่านั้นเองด้วยซ้ำ เพราะสุดท้ายมันก็จะผ่านเข้ามาใน news feed ของเราอยู่ดี”
เขาอธิบายต่อว่า “การศึกษาภาษาในโซเชียลมีเดียก็ทำให้เราเข้าใจคนหลากหลายกลุ่มมากขึ้น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องกระโดดเข้าไปอยู่ในกลุ่มนั้นโดยตรงด้วยซ้ำ
“นอกจากนี้ การติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้เราเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าไปพร้อมกัน รวมทั้งเข้าใจอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมย่อย และความรู้สึกที่ผูกติดมากับคำเหล่านั้นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย”
อ้างอิงจาก