“ดื้อสบู่”
“หน้าบ้วนรองพื้น”
หลายคนคงเคยเห็นคำพวกนี้ผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง เพราะเป็นคำฮิตมาแรงในต้นปี 2026 แบบเลี่ยงไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอคนเอาคำว่า ‘ดื้อ’ คำว่า ‘บ้วน’ มาใช้กันเต็มไปหมด ยิ่งคอมเมนต์ใน TikTok ยิ่งมาแรง มีทั้งดื้อแป้ง บ้วนครีมนวด สำลักคูชั่น ต้านโรลออน และยิ่งดังไกลเกินกว่าโลกออนไลน์ เพราะขนาดชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ยังหยิบเอาคำพวกนี้ไปใส่ในคำขวัญวันเด็ก กลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน กับท่อนที่ว่า ‘ถึงหัวจะดื้อความรู้ ถึงหูจะบ้วนคำขวัญ’
และเมื่อกลายเป็นปรากฏการณ์ศัพท์ฮิตมาแรงขนาดนี้ มีหรือที่ The MATTER จะพลาดไปได้ แต่จะให้มาสรุปรวมคำศัพท์ใหม่ๆ ก็ดูจะไม่เพียงพอกับความไวรัลนี้ เราเลยอยากชวนทุกคนไปพูดคุยลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม ว่าเจ้าคำแมส ศัพท์ฮิตทั้งหลายเหล่านี้ คือปรากฏการณ์อะไรในมุมภาษาศาสตร์ และทำให้ภาษาวิบัติไปเหมือนอย่างที่หลายคนตำหนิไว้จริงไหม
แต่แน่นอนว่าถ้าจะให้เรามาเล่าให้ฟังเฉยๆ ก็กลัวจะไม่ลึกจุใจ เราเลยชวนอาจารย์สิทธิธรรม อ่องวุฒิวัฒน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาช่วยอธิบายปรากฏการณ์นี้กัน

เบื้องหลังคำฮิต มีอะไรซ่อนอยู่?
‘ดื้อสบู่’ ‘หน้าบ้วนรองพื้น’ คำเหล่านี้เป็นคำใหม่ที่เกิดขึ้นมาในยุคของโซเชียลมีเดีย กระจายความฮาส่งต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ต แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนที่จะมีคำเหล่านี้ ก็มีคำอื่นๆ เกิดขึ้นมานับไม่ถ้วน อาจจะเกิดขึ้นรายสัปดาห์หรือรายวันเลยก็ได้ เพียงแต่เราอาจจะไม่ทันได้สังเกต ไม่ทันสนใจว่านี่คือคำใหม่ๆ ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา ดีไม่ดี เราเองก็อาจจะเคยสร้างคำเหล่านี้ใช้กับกลุ่มเพื่อนของเราก็ได้ และหลายคนคงร้อง ‘อ๋อ’ ออกมาถ้าได้รู้ว่าคำเหล่านี้ถูกเรียกรวมๆ ว่าอะไร
คำที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เหล่านี้ มีชื่อเรียกในมุมภาษาศาสตร์ว่า ‘คำสแลง’ (Slang) ที่หลายคนอาจจะเคยตีตราว่าเป็นภาษาวิบัติ ใช้แล้วทำให้ภาษาผิดเพี้ยน ผิดฝาผิดตัวไป ทว่าในมุมมองของอาจารย์สิทธิธรรม ได้อธิบายเรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ที่จริงแล้วคำสแลง เป็นปรากฏการณ์ทางภาษาอย่างหนึ่งที่มีมานานแล้ว หมายถึง ถ้อยคำที่สร้างขึ้นเฉพาะกลุ่มในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ในปัจจุบัน การเข้ามาของสื่อออนไลน์ต่างๆ ทำให้คำสแลงที่เคยถูกนิยามเป็นคำเฉพาะกลุ่ม เฉพาะช่วงเวลา ขยายขอบเขตออกไปได้กว้างไกลกว่าเดิม ไม่จำกัดแอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอีกแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นคำว่า ‘มงลง’ ที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มนางงาม หมายถึงได้รับตำแหน่งสูงสุด ได้สวมมงกุฎที่มองเห็นเป็นรูปธรรม แต่ปัจจุบันคำนี้ขยายขอบเขตการใช้งานกว้างออกไป หลายคนเลือกใช้ ‘มงลง’ ในการชื่นชมคนที่ได้รับรางวัล หรือโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ จากที่เคยใช้แค่กลุ่มนางงาน ก็เผยแพร่สู่คนกลุ่มอื่นๆ เพราะมีโลกออนไลน์เป็นจุดเชื่อมต่อ ไม่ต่างอะไรกับคำว่า ดื้อสบู่ บ้วนรองพื้น ที่แรกเริ่มเดิมที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใช้แค่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ แต่ตอนนี้ก็ขยายออกไปใช้ในกลุ่มคนทั่วไป เห็นได้จากในคำขวัญวันเด็กของผู้ว่าฯ กทม.
“เมื่อเรามองภาษาเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ทางภาษา เกิดขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ในฐานะนักภาษาศาสตร์จึงไม่ได้มองว่ามันเป็นบวกหรือเป็นลบ ทำให้วิบัติหรือไม่ เพราะคำเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป พอวันหนึ่งถ้าคำพวกนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ติดปากคน คำว่าบ้วนหรือดื้อ ก็จะถูกเตะออกไปจากบริบทของการใช้ภาษาเอง ตราบเท่าที่อายุมันจะยังคงดำเนินอยู่ได้”
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ถ้าเราจะไม่เข้าใจคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หรือเลื่อนฟีด TikTok แล้วไม่เข้าใจคำบางคำที่เด็กรุ่นใหม่ๆ ใช้กัน เพราะมันอาจเกิดขึ้นมาจากกลุ่มเฉพาะเล็กๆ หรือเกิดขึ้นมาเพื่อเจนเนอเรชั่นใดเจนเนอเรชั่นหนึ่งก็ได้ กว่าที่เราจะเข้าใจคำนั้นได้ ก็เลยต้องอาศัยความรู้พื้นหลังประกอบกับบริบทสังคมมาช่วยอธิบาย
“บางครั้งถ้าเราไม่รู้บริบท ก็อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ มันก็จะมีความเป็นแบบความหมายแฝง ที่เราเรียกว่า Connotative Meaning หรือความหมายโดยนัย เช่นคำว่า ‘ดื้อสบู่’ ดื้อก็ดื้อ สบู่ก็สบู่ เราเข้าใจ แต่พอมันมารวมกันก็ต้องมีความหมายแฝงเข้ามาอยู่ ไม่ใช่แบบว่าคนดื้อไปใช้สบู่ ก็เลยต้องมีแบ็กกราวด์บางอย่าง เราถึงจะตีความหมายที่แฝงอยู่ในคำพวกได้”

นอกจากนี้ อาจารย์ยังอธิบายมุมมองเชิงภาษาศาสตร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำสแลงเพิ่มเติมว่า คำสแลง 1 คำนั้น เราสามารถมองด้วยมิติเชิงภาษามุมไหนได้บ้าง
มิติแรกก็คือ ภาษาศาสตร์สังคม (Sociolinguistics) ที่มองว่าคำสแลงเป็นการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม โดยสามารถวิเคราะห์ได้จากปัจจัยทางสังคมเป็นหลัก คำสแลงมักแปลไปตามอายุ อาชีพ ที่อยู่อาศัย กลุ่มคน เช่น กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มนักแสดง กลุ่ม LGBTQ+ และอาจหมายรวมถึงระยะเวลาที่ใช้ในช่วงหนึ่ง พอพ้นช่วงวัย คนอีกรุ่นหนึ่งก็ไม่รู้จักแล้วว่าหมายถึงอะไร เช่นคำว่า กิ๊ก จ๊าบ สลิด ที่พอผ่านพ้นยุคหนึ่งไป ไม่มีใครหยิบมาใช้ ก็ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา
มิติที่ 2 คือในมุมวัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatics) ที่มองว่าคำสแลงไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อความสวยเก๋เท่านั้น แต่มีวัตถุประสงค์ หรือหน้าที่ในการสื่อสาร เช่น ต้องการสร้างอารมณ์ขัน ต้องการประชด ต้องการสร้างอัตลักษณ์ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น เช่น ภาษา LGBTQ+ ที่เป็นไวรัลอยู่บ่อยๆ หรือในกลุ่มคนเล่นเกม ที่ก็จะมีภาษาเฉพาะตัวที่รู้กันแต่เรา คนเล่นเขารู้กัน
มิติที่ 3 เชิงอรรถศาสตร์ (Semantics) มองว่าคำสแลงไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบบังเอิญ แต่เกิดจากการสร้างขึ้น เช่น การขยายความหมาย (Semantic Extension) อย่างคำว่า บ้วน ที่เราเคยใช้ในความหมายหนึ่ง แต่พอมาใช้ในความหมายของสแลง มุมอรรถศาสตร์ก็มองว่าเป็นการขยายความหมาย คือคำว่าบ้วน ไม่ได้แปลว่าเอาออกจากปากแล้ว แต่หูบ้วนคำขวัญ คือหูไม่ได้เห็นด้วย หรือปฏิเสธการรับฟังคำขวัญ
มิติที่ 4 สัทศาสตร์และวิทยาหน่วยคำ (Phonology and Morphology) มองว่าคำสแลงมีกระบวนการต่างๆ บางคำอาจเกิดจากตัดคำ เช่น ทำงานโปรมาก ที่คำว่า โปร ตัดมาจาก Professional หรือคำว่า สายเปย์ ที่มาจากคำว่า Pay ที่เป็นคำยืม รวมเข้ากับคำว่า สาย หรือการใช้คำเลียนเสียง เช่น กรี๊ดสลบมาก ที่เป็นการใช้คำเลียนเสียงกรี๊ด
และมิติสุดท้ายคือ มิติทางวาทกรรม (Discourse) มองว่าคำสแลงเป็นกลวิธีทางภาษาแบบหนึ่ง ที่นอกจากสร้างอัตลักษณ์แล้ว ยังมีอำนาจในการต่อรองอะไรบางอย่างด้วย เช่น การทำให้พื้นที่ที่เคยอยู่ในมุมสลัวๆ พลิกมาอยู่ในที่แจ้งได้ อย่างเวทีประกวดนางงาม ก็มีศัพท์ในวงการหลายคำที่เผยแพร่มาถึงคนทั่วไปอย่างคำว่า จริตเวเน มงลง ตาแตก หรืออำนาจทางภาษาที่เกิดกับวงการการเมือง เช่น งูเห่า คืนหมาหอน นาฬิกาเพื่อน

เมื่อคำสแลงไม่ได้แสลงใจ แต่สะท้อนสังคมได้
นอกจากการวิเคราะห์คำสแลงด้วยมิติทางภาษาศาสตร์แล้ว อาจารย์ยังชวนให้เราเห็นภาพของคำสแลงในมิติสังคมมากยิ่งขึ้น ด้วยการอธิบายให้เห็นภาพว่าในคำสแลงนั้นสะท้อนให้เห็นค่านิยม และลักษณะนิสัยของคนไทยอย่างไร
“อย่างแรกเลย คือ ความคิดและความสร้างสรรค์ในการใช้ภาษาของคนเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะกลุ่มไหน จะเป็นกลุ่มวัยรุ่น กลุ่ม LGBTQ+ กลุ่มนางงาม กลุ่มเฉพาะในออนไลน์ ก็คือมันสะท้อนความสร้างสรรค์ได้ ต้องใช้คำว่าสร้างสรรค์นะ เพราะอาจารย์ไม่ได้มองว่ามันเป็นความวิบัติ มันไม่ได้บวกหรือลบ มันคือสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว”
“ถัดมาก็คือสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมและการให้ความสำคัญ หรือคุณค่าของคนในสังคม ว่าเขากำลังให้ความสำคัญอะไร มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยความงาม เช่นว่า โบ๊ะ แอ๊บแบ๊ว ก็คือเรื่องรูปลักษณ์ หรือแบบที่สวนทางกันก็มี เพราะสังคมไทยเป็นสังคมผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็มีคำศัพท์เช่น กิ๊ก ฟ้องชู้ พวกนี้เกิดขึ้นมาอยู่เหมือนกัน”
“อย่างที่สาม สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่ม LGBTQ+ กลุ่มนางงามทั้งหลาย หรือสแลงที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ เราจะเห็นว่ามันเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่ง หรือเป็นการเลี่ยงอะไรบางอย่างด้วยซ้ำไป อาจจะเลี่ยงความไม่สุภาพ นับเป็นความชาญฉลาดอย่างหนึ่งของคน สิ่งใดที่มันเป็นเรื่องต้องห้าม ก็มีสแลงที่ใช้เลี่ยง อาจจะไม่ใช่คำที่เป็นคำไทยแท้ สื่อความหมายชัดเจน แต่ก็ยังใช้สแลงเพื่อเลี่ยงสิ่งต้องห้ามในสังคมอยู่”
ดังนั้นการเกิดขึ้นมาของคำสแลง จึงแฝงไปด้วยการแสดงออกบางอย่างอยู่เสมอ อาจจะเป็นการสะท้อนสังคมในมุมอื่นๆ นอกเหนือจากที่อาจารย์กล่าวมาก ยิ่งในสังคมที่กำลังรุดไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ภาษาที่เกิดขึ้นก็ย่อมสะท้อนแง่มุมการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงทิ้งร่องรอยของวัฒนธรรมบางประการให้เราได้ลองสังเกตผ่านภาษาและคำที่เกิดขึ้น เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่บันทึกช่วงเวลาท่ามกลางพายุของการเปลี่ยนแปลง

อนาคตของคำสแลงจะเป็นยังไง?
ในวันโลกออนไลน์กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ การเกิดและแพร่ขยายของคำสแลงจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป อำนาจของโลกออนไลน์ทำให้ทุกคนเชื่อมต่อเข้าหากัน ฉะนั้นทิศทางของภาษาจึงไม่หวนกลับไปทางเดิม แต่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กับผู้คนกลุ่มใหญ่
ซึ่งอาจารย์สิทธิธรรมเองก็มองว่า คำสแลงจะก้าวต่อไปข้างหน้า และไม่น่าจะหายจะโลกนี้ไปได้ เพียงแค่คำใหม่จะถูกคิดขึ้นมา คำเก่าที่ไม่ถูกหยิบมาใช้งานก็จะหมดอายุหายไป
“แนวโน้มและทิศทางการใช้คำสแลง คือยังไงมันก็คงไม่จากโลกนี้ไปแล้วล่ะ มันต้องอยู่ แล้วก็อาจจะยิ่งรวดเร็วมากขึ้น สื่อออนไลน์เป็นบ่อเกิดของสแลง เวลาเราขี้เกียจพิมพ์อะไรสักอย่าง มันก็จะเกิดตัวย่อขึ้นมาใช้ หรือพิมพ์ผิดบ้าง มันก็กลายเป็นสแลง
“แล้วมันเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้รวดเร็ว รุ่นผู้ใหญ่เขาใช้สื่อออนไลน์ ใช้ไลน์ ใช้เฟซบุ๊กกันหมดเลย แนวโน้มมันต้องมากขึ้น ส่วนคำเก่าๆ ก็ยังอยู่ตราบเท่าที่มันยังคงใช้ได้ ถ้ามันใช้ไม่ได้หมายถึงว่ามันหมดอายุแล้ว ก็คือมันไม่ติดปากแล้ว ไม่ติดหูแล้ว มันก็จะถูกลบหายไป เพราะว่าโลกออนไลน์มันไม่มีเส้นแบ่ง เรื่องกลุ่มคน เรื่องระยะเวลาแล้ว
“ส่วนคำใหม่ๆ ก็จะต้องถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองการใช้ภาษาที่มันต้องการเรียกปรากฏการณ์ใหม่ๆ หรืออาจจะไม่ใหม่ก็ได้ อาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่แล้ว แต่เราต้องการให้ความสำคัญมันด้วยคำที่ดูว้าว คำสแลงก็จะเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองสิ่งนั้นๆ
“อาจารย์เลยมองว่าคนที่คิดสแลงไม่ใช่คนผิด ไม่ใช่คนที่ทำให้ภาษาวิบัตินะ แต่พอดีคิดขึ้นมาแล้ว มันก็ทำให้เขามีอัตลักษณ์อะไรบางอย่างขึ้นมา โดยที่เขาอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่ามันเป็นอัตลักษณ์ บางอย่างเราจะไปแบบคิดแทนเขามันคงไม่ได้ แต่ว่าเรามองในฐานะนักภาษาศาสตร์ว่ามันมีปรากฎการณ์แบบนี้เกิดขึ้น”
ท้ายที่สุดคำสแลงก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในวงจรของภาษาที่ทำให้เราสื่อสารกันได้รวดเร็ว อาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจตามพื้นเพสังคม ทว่ามันก็ช่วยบันทึกช่วงเวลาทางสังคมให้เราเข้าใจอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน และมองไปถึงอนาคตได้นะ
มาถึงขนาดนี้ ใครยังดื้อคำสแลงอีก ก็อยากให้ลองชิมคำใหม่ๆ เผื่อจะอร่อยถูกใจ แล้วไม่บ้วนคำจ๊าบๆ ทิ้งไปนะ