จากดราม่าทิ้งเงินก่อนเข้าสนามสอบเตรียมอุดมศึกษา สู่การตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของกฎระเบียบในโรงเรียนไทย กฎนี้มีไว้เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือชวนให้เกิดความโกลาหลมากกว่าเดิม?
“แต่ในเมื่อคิดจะเข้ามาเรียนที่นี่ ก็ต้องเคารพกฎของที่นี่” วลีสุดคลาสสิกที่ใช้กำราบทุกข้อคำถาม กำลังสะท้อนว่าสถานศึกษาวางตัวอยู่เหนือผู้เรียนหรือไม่? แม้คำพิพากษาของศาลปกครองกำชับว่ากฎในโรงเรียนต้องไม่ละเมิดสิทธิของนักเรียน ซึ่งถูกปกป้องโดยรัฐธรรมนูญ
กฎหมายสูงสุดยังต้องมีที่มาจากประชาชน แต่กฎโรงเรียนไม่ได้มาจากนักเรียน ในนามของ ‘กติกาที่ตกลงร่วมกัน’ ที่มักใช้อ้าง กลับไม่มีเสียงสะท้อนจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ในระบบการศึกษา แล้วกฎเหล่านี้มีไว้ให้ใครกัน? ชวนขบคิดไปกับกฎโรงเรียนสุดแปลกที่ผ่อนปรนไปแล้ว และยังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ห้ามชายและหญิงนั่งข้างกัน
บางโรงเรียนเคยมีกฎห้ามนักเรียนชาย-หญิงนั่งข้างกัน เพื่อป้องกันความใกล้ชิดเกินควร ส่วนหนึ่งมาจากข้อกังวลของผู้ใหญ่ที่มองถึงเรื่องความเหมาะสม กิริยามารยาทของนักเรียนในโรงเรียนสหศึกษา อย่างไรก็ตาม หลายสถานศึกษามีการผ่อนปรนกฎนี้มากขึ้น อย่างโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเคยได้ออกแถลงการณ์อนุโลมให้นักเรียนทุกเพศสภาพสามารถนั่งเรียนร่วมกันได้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566
ต้องมีสังคหวัตถุ 4 ไม่งั้นไล่ออก
กฎข้อนี้มาจากโรงเรียนเอกชนการกุศลของวัด (พุทธศาสนา) จึงมีการนำหลักธรรมของศาสนาพุทธมาปรับใช้กับกฎระเบียบ บทตัวเต็มของกฎข้อนี้ไม่ได้มีแค่ สังคหวัตถุ 4 (ธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคม) ที่ประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา แต่ยังมีกรรมบท 10 ประการ (แนวทางการทำดี เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่พูดเท็จ ไม่เจ้าชู้ ฯลฯ) และอิทธิบาท 4 (ธรรมแห่งความสำเร็จ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)
โดยกฎโรงเรียนนี้ระบุว่า หากนักเรียนคนใดฝ่าฝืน ต้องออกจากโรงเรียนทันที
ห้ามผมยาวเข้าสอบ–เรียนจบ
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เป็นกฎทั่วไปในบางโรงเรียน แต่เป็นการขยายขอบเขตของการบังคับใช้ ‘กฎทรงผม’ ไปในทางที่รุนแรงขึ้น จากก่อนหน้า เด็กคนไหนไว้ผมยาว อาจมีการตรวจระเบียบ และบังคับตัดผมให้สั้นถูกระเบียบ แต่กรณีที่เกิดขึ้น กลับมีการบังคับให้นักเรียนตัดผมให้สั้นก่อนจะเข้าสอบ หรือที่หนักไปกว่านั้นการรับใบปพ. 1 ซึ่งสำคัญต่อชีวิตนักเรียนมาก
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2568 วิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตมีนบุรี ไม่อนุญาตให้นักเรียนเข้าสถานศึกษา เพราะฝ่ายปกครองกำหนดให้นักเรียนชายต้องโกนผมขาวสามด้าน และผมด้านบนต้องยาวไม่เกิน 3 ซม. หากผิดระเบียบ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน ซึ่งมีนักเรียนบางส่วนต้องเข้าสอบมาตรฐานวิชาชีพในวันนี้ แต่กลับไม่สามารถเข้าสอบได้
ขณะที่เหตุการณ์ในปี 2567 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ รร. ได้แจก “แบบคำร้องตรวจสอบรายการปฏิบัติตามระเบียบโรงเรียนก่อนอนุมัติจบการศึกษา” ให้นักเรียน ม.3 และ ม.6 ทุกคนที่กำลังจะจบการศึกษา โดยนักเรียนต้องนำเอกสารนี้ไปให้ครูที่รับผิดชอบฝ่ายต่าง ๆ ลงนามเพื่อให้ตนจบการศึกษาได้ ซึ่งหลายคนต้องไปตรวจระเบียบให้ผ่านก่อน จึงจะได้รับอนุมัติให้จบได้
ห้ามนินทาครู
เป็นกฎของโรงเรียนสาธิตฯ แห่งหนึ่ง ระบุว่า ‘กระด้างกระเดื่อง หรือนินทาว่าร้าย ประทุษร้ายต่อครู–อาจารย์ ผู้ปกครอง หรือบุคลากรของโรงเรียน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง’ ถือเป็นความผิดที่สามารถตัดคะแนนได้ครั้งละไม่น้อยกว่า 10 คะแนน แต่ไม่เกิน 20 คะแนน โดยเป็นดุลยพินิจของหัวหน้าฝ่ายปกครอง หากนักเรียนถูกหักคะแนนเกิน 20 คะแนน จะต้องเข้ากิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ห้ามทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง
เป็นกฎของโรงเรียน อบจ. แห่งหนึ่ง ระบุว่า ‘พูด เขียน หรือกระทำก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของโรงเรียน’ หรือ ‘มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะขณะที่สวมใส่เครื่องแต่งกายที่เป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียน’ ถือเป็นความผิด โดยหักคะแนนความประพฤติ 30 คะแนน และแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ หากทำให้เสียหายขั้น ‘ร้ายแรง’ จะถูกหัก 80 คะแนนและเชิญผู้ปกครอง
หากถูกหักคะแนนถึง 100 คะแนน โรงเรียนจะไม่ออกใบรับรองความประพฤติให้
ห้ามย้อมผมช่วงปิดเทอม
เคยเป็นประเด็นในช่วงปี 2567 หลังจากโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ลงประกาศห้ามไม่ให้ย้อมหรือกัดสีผม ห้ามซอย ห้ามดัด ห้ามสไลด์ ห้ามไว้หน้าม้าหรือแรเงาผม ตลอดจนห้ามใส่เจล ห้ามแต่งลวดลาย และห้ามตัดทรงสกินเฮด โดยระบุว่า เพื่อเป็นไปตามระเบียบของทางโรงเรียน เมื่อเปิดภาคเรียน
ห้ามฟ้องร้องโรงเรียน
เมื่อปี 2568 มีรายงานว่า ผู้ปกครองได้รับ “หนังสือสัญญาและข้อตกลงในการเป็นนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2568” ของโรงเรียนสังกัด กทม. ในเอกสารระบุข้อผูกพันว่า ผู้ปกครองต้องกำกับวินัยของนักเรียนอย่างเคร่งครัด แต่สิ่งที่ผู้ปกครองกังวลจริง ๆ คือความตอนท้ายในเอกสาร
“หากข้าพเจ้าไม่สามารถควบคุม ดูแล และปฏิบัติตามหนังสือสัญญาและข้อตกลงในการเป็นนักเรียนของโรงเรียน…ประจำปีการศึกษา 2568 ได้ ข้าพเจ้ายินดีให้โรงเรียนพิจารณาดำเนินการตามระเบียบของโรงเรียนตามความเหมาะสม เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของโรงเรียน โดยไม่มีข้อโต้แย้ง เรียกร้องหรือฟ้องร้องใด ๆ ทุกกรณี”
ต้องใส่ถุงเท้าของโรงเรียนเท่านั้น
โรงเรียนมัธยมฯ แห่งหนึ่งในพื้นที่กทม. ออกกฎระเบียบเครื่องแต่งกาย โดยกำชับว่า ถุงเท้าต้องเป็นของโรงเรียนเท่านั้น เช่นเดียวกับกระเป๋าเป้ที่ต้องซื้อของโรงเรียน และไม่อนุญาตให้หิ้วกระเป๋าเป้เพียงใบเดียว หากพบผิดระเบียบ จะหักคะแนนความประพฤติครั้งละไม่เกิน 5 คะแนน
ห้ามใส่ชุดชั้นในสีสดหรือสีดำ
ค่อนข้างเป็นกฎระเบียบที่น่าจะพบเห็นได้ทั่วไป ในหลาย ๆ โรงเรียน โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนหญิงล้วน สำหรับโรงเรียนนี้ที่นำมาใช้อ้างอิง เขียนระบุไว้ในระเบียบนักเรียนว่า ‘ไม่ใส่เสื้อซับใน หรือใส่เสื้อชั้นในสีสด หรือสีดำไม่เหมาะสมกับสภาพนักเรียน’ ถือเป็นความผิดขั้นปานกลาง หักคะแนนความประพฤติ 20 คะแนน อยู่ในกลุ่มเดียวกับ การหนีเรียน, มาสาย, ใช้สื่อออนไลน์ไม่เหมาะสม ฯลฯ
ห้ามสวมฮิญาบ
เมื่อปี 2561 ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลปัตตานีห้ามนักเรียนมุสลิมไม่ให้คลุมฮิญาบไปเรียน เป็นเหตุให้ผู้ปกครองราว 50 คน รวมกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยทางโรงเรียนอ้างว่าตั้งมา 50 ปี ไม่เคยมีปัญหา ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองก็ทราบกฎตั้งแต่ก่อนสอบเข้าเรียน จึงต้องยอมรับ
ในท้ายที่สุด ปี 2565 ศาลปกครองยะลาพิพากษาให้โรงเรียนอนุบาลปัตตานียกเลิกกฎระเบียบที่ขัดกับกฎกระทรวง ให้นักเรียนคลุมฮิญาบไปเรียนได้
อื่น ๆ ที่ครูคิดว่าผิด
เมื่อปี 2566 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ. นครปฐม ได้แจก “บันทึกพฤติกรรมการทำความผิดของนักเรียน ประจำปีการศึกษา ….” รวบรวมกฎข้อห้าม 48 ข้อ หนึ่งในนั้นระบุว่า “ห้ามหมิ่นชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สถานศึกษา และผู้มีพระคุณ” หากฝ่าฝืนจะถูกตัดคะแนนถึง 30 คะแนน ซึ่งเป็นโทษหนักสุด เทียบเท่ากับความผิดอย่างการทุจริตการสอบ, ลักขโมย, และปลอมแปลงเอกสาร
นอกจากนี้ ในข้อท้ายที่สุด ถือเป็นยาครอบจักรวาล เพราะเขียนไว้ว่า “อื่น ๆ (พิจารณาตัดคะแนนได้ตามความเหมาะสม ตั้งแต่ 2 – 30 คะแนน” กล่าวคือ การกระทำใด ๆ ก็ตามที่ครูพิจารณาแล้วว่าเป็นความผิด ให้สามารถพิจารณาหักคะแนนได้
ท้ายเอกสารระบุว่า หากโดนหักคะแนนถึง 40 คะแนนจะไม่ได้ใบรับรองความประพฤติซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะต้องใช้ในการเข้ามหาวิทยาลัย
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon
Editor: Thanyawat Ippoodom