“ก็เวลายังไม่เดินเป็นเส้นตรง” อาจทำให้นึกถึงได้ทั้งเพลง อุบัติเหตุ จาก Greasy Cafe และแนวคิดเรื่องเวลาจากไฮเดกเกอร์ แต่บทความนี้เราจะพูดถึงอย่างหลังกัน
ด้วยความคุ้นเคยกับตัวเลขปลายเข็มชี้บนหน้าปัด ตัวเลขดิจิทัลบนหน้าจอ เราจึงมองเวลาเป็นเส้นตรงที่พาเราจากอดีตไปยังอนาคตอย่างสม่ำเสมอ มันเดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจว่าเรากำลังรั้งรอหรือเร่งร้อน
แต่เมื่อเกิดความรู้สึกอยากรั้งรอหรือเร่งเร็วขึ้น ความเสียดายในกระแสเวลาที่ผ่าน ความกังวลล่วงหน้าแม้ยังไม่มีอะไรมาถึง เราจะเริ่มเห็นว่าเวลามีความหมายกับชีวิตเรามากกว่าตัวเลขที่ไหลไป
สำหรับมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) นักปรัชญาชาวเยอรมัน เวลาไม่ใช่ตัวประกอบแอบอยู่หลังฉากชีวิต หากแต่เป็นตัวกำหนดวิธีที่เราดำรงอยู่ตั้งแต่ต้น
หากจะไล่เรียงถึงแนวคิดเรื่องเวลา อาจจะต้องเริ่มกันที่ ‘Being and Time’ มันคือความพยายามกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดของปรัชญาที่ว่า การมีอยู่คืออะไร? แต่แทนที่จะตอบด้วยการให้คำนิยามแบบนามธรรม เขาเลือกหันกลับมามองสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือประสบการณ์ของเราผู้ดำรงอยู่บนโลกนี้

เขาเริ่มจากการบอกว่า ถ้าจะเข้าใจการมีอยู่ (Being) ต้องเริ่มจากสิ่งที่สามารถตั้งคำถามได้ นั่นคือ มนุษย์ ซึ่งในงานชิ้นนี้เขาเรียกว่า Dasein หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่รู้ถึงการมีอยู่ของตน และรู้จักถามถึงความหมายของการมีอยู่ได้ด้วย
ไฮเดกเกอร์ไม่ได้สนใจมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตทางชีววิทยา แต่สนใจมนุษย์ในฐานะมนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดนิ่งกับที่ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในความกำลังจะเป็นตลอดเวลา (Dasein always projects itself into possibilities.)
ความไม่หยุดนิ่งของมนุษย์เรานี้ นำไปสู่แนวคิดเรื่องเวลาได้โดยไม่ทันรู้ตัว ไฮเดกเกอร์ ไม่เห็นด้วยกับปรัชญาตะวันตกที่มองเวลาแบบเส้นตรง แยกอดีต ปัจจุบัน อนาคตออกจากกัน เหมือนหน่วยนาทีในนาฬิกา ทั้งสามห้วงเวลานั้นเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอในประสบการณ์การมีอยู่ของเรา เขาเรียกสิ่งนี้ว่า temporality ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของ Dasein

เริ่มต้นจากมนุษย์เราถูกโยนเข้ามาในโลก (thrownness) โดยไม่ทันเลือกเงื่อนไขใดๆ อย่างครอบครัว ภาษา วัฒนธรรมให้ตัวเอง (เหมือนสุ่มเกิดในเกม) อดีตเหล่านี้มันไม่ได้เกิดขึ้นแล้วเลยผ่านไป แต่มันกำหนดพื้นฐานในชีวิตเราและส่งผลไปยังปัจจุบันและอนาคตเสมอ
ปัจจุบัน ไม่ใช่จุดบนเส้นเวลาที่อยู่ระหว่างอดีตและอนาคต (เพราะเขาไม่ซื้อไอเดียเวลาเป็นเส้นตรง) การเผชิญในโลกจริง แต่คือสภาวะที่เราหมกมุ่นอยู่กับโลก ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน กิจวัตรประจำวัน งานอดิเรก ความกังวล อารมณ์ต่างๆ ทำให้มนุษย์มีอยู่ได้เพราะเรากำลังกระทำอะไรบางอย่างกับโลกตลอดเวลา
ส่วนอนาคต เป็นเหมือนลักษณะพิเศษที่มนุษย์เรามี เป็นสิ่งมีชีวิตที่นำหน้าตัวเองอยู่เสมอ เรามักนิยามตัวเองจากสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ความฝัน เป้าหมาย ความกังวล เรามักหวาดกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ตัดสินตัวเองจากสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่นั่นทำให้เราเป็นสิ่งที่กำลังก้าวไปสู่ความเป็นไปได้

นั่นเลยทำให้ไฮเดกเกอร์มองว่า Dasein คือการดำรงอยู่ที่ถูกกำหนดโดยอนาคตมากกว่าปัจจุบัน สิ่งที่เราจะเป็น สิ่งที่เรามุ่งไปหา เพราะความเป็นไปได้ต่างๆ นั่น เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็ถูกอดีตผูกไว้ ทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เรากลายเป็นตัวเราที่เป็นอยู่ตอนนี้ ดังนั้น การดำรงอยู่ของเราเป็นการเคลื่อนไหวระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่ซ้อนทับกัน ไม่ได้แยกขาดกันแบบสามเส้นเวลา แต่มันหลอมรวมกันเป็นโครงสร้างเวลาของการมีอยู่
จากแนวคิดนี้เอง นำไปสู่ Being-toward-death การมุ่งสู่ความตาย นอกจาก Dasein จะรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของตัวเองแล้ว ยังรู้ว่าเราจะก้าวไปสู่ความตายในที่สุดอีกด้วย ทำให้เวลาไม่ได้เป็นตัวเลขแต่เป็นสิ่งมีขอบเขต และขอบเขตนี้เองที่ทำให้เราต้องตัดสินว่าชีวิตจะไปทางไหน
ถ้าเราหลีกหนีความตาย เราจะใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นบอกให้ทำ แต่ถ้าเรายอมรับมัน เราจะใช้เวลาของเราอย่างแท้จริง เพราะเมื่อระลึกถึงความตาย เราจะเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น กล้าตัดสิน เลือกรับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่าชีวิตนี้เป็นของเราเอง
ในความคิดของเขา อดีตไม่ใช่อะไรที่ผ่านไปแล้วแบบตัดขาด หากเป็นชั้นของประสบการณ์ ความทรงจำ และความเป็นมา ที่ยังส่งเสียงอยู่กับปัจจุบันอย่างเงียบๆ ส่วนอนาคตก็ไม่ใช่พื้นที่ว่างที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นทิศทางที่เราจำลองตัวเองเข้าไปทุกครั้งที่เราคิด ตัดสินใจ หรือหวังบางอย่าง ชีวิตมนุษย์จึงเหมือนยืนอยู่บนสะพานระหว่างสิ่งที่เราเป็นมาและ สิ่งที่เรากำลังจะเป็น และตรงจุดที่ยืนอยู่นั้นเองคือปัจจุบันที่มีน้ำหนักอย่างประหลาด
การทำความเข้าใจเวลาตามแบบของไฮเดกเกอร์ อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย มันอาจสัมพันธ์กับความรู้สึกเล็ก ๆ อย่างการอยากเริ่มต้นใหม่ การตั้งคำถามกับเส้นทางชีวิต หรือแม้แต่ความเงียบภายในที่เรามีในวันที่วุ่นวายที่สุด เพราะในท้ายที่สุด เวลาไม่เพียงบอกว่าเรามีชีวิตแค่ไหน แต่บอกด้วยว่าเรากำลังใช้มันอย่างไร
อ้างอิงจาก