เรามักเห็นภาพของอาชญากรรมเป็นเพียงภาพนิ่งภาพหนึ่ง ที่ฉายให้เห็นความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเรามักมองข้ามไปว่า ภาพนิ่งที่เห็นนั้น เป็นเพียงเฟรมหนึ่งของภาพเคลื่อนไหว เป็นกระบวนการที่สั่งสมอย่างต่อเนื่องในตัวคนคนหนึ่ง
หากนำภาพเคลื่อนไหวมาคลี่ออก เราจะเห็นว่าชีวิตของคนคนหนึ่งถูกสังคมหล่อหลอมมาอย่างไร บ้างขัดสนขาดแคลน บ้างถูกทอดทิ้ง บ้างถูกบ่มเพาะให้รู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง จนไม่อาจจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ เราจึงเห็นว่าอาชญากรนั้น ‘ถูกสร้างขึ้น’ ใช่ว่าเกิดมาแล้วดำสนิท
การทำความเข้าใจที่มาของอาชญากร ไม่ใช่การหาข้ออ้างหรือให้ความชอบธรรมแก่ความผิดนั้น แน่นอนว่าการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความผิดยังเป็นสิ่งที่สังคมต้องพูดคุยกันต่อไป แต่อีกด้านหนึ่ง การแสวงหาความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการเรียกร้องถึงการลงทัณฑ์ หากยังรวมถึงการหาวิธีป้องกันไม่ให้ความสูญเสียเช่นเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีก
สังคมแบบไหนกันที่เปิดโอกาสให้อาชญากรเติบโตขึ้นมาได้? แล้วในคำว่าสังคมนี้มี ‘เรา’ รวมอยู่ในความหมายนั้นมากแค่ไหน พูดคุยกับ อุกฤษฏ์ ศรพรหม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถึงระบบยุติธรรมที่ทุกคนร่วมสร้างและรับผิดชอบร่วมกัน
จะเข้าใจอาชญากรไปทำไม? เป็นการให้ท้ายผู้กระทำผิดหรือเปล่า?
หลายคนรู้สึกว่าการพูดถึงภูมิหลัง ชีวิตวัยเด็ก หรือสภาพแวดล้อมของผู้ก่อเหตุ เหมือนเป็นการหาข้ออ้างให้กับการกระทำ หรือเป็นการพยายามลดทอนความรับผิดชอบของผู้ก่อเหตุ แต่หากมองในอีกมุม การทำความเข้าใจว่าอาชญากร ‘ถูกสร้าง’ มาได้อย่างไร จะพาเราไปสู่คำถามที่สำคัญ นั่นคือ แล้วเราจะป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมซ้ำได้อย่างไร
อุกฤษฏ์ ศรพรหม หัวหน้าฝ่ายนโยบายและกิจการระหว่างประเทศด้านหลักนิติธรรมกับความยุติธรรมทางอาญา (TIJ) อธิบายว่า ในทางอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา การกระทำผิดของคนคนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว แต่มีปัจจัยร่วมหลายทาง ทั้งครอบครัว สภาพแวดล้อม พันธุกรรม รวมถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากกระบวนการยุติธรรมก่อนหน้า การลงโทษจึงเป็นแค่หนึ่งตัวแปร ว่าคนคนนั้นจะตัดสินใจลงมือก่อเหตุหรือไม่ ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงอาจไม่ตรงจุด การศึกษาภูมิหลังจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่กระทำผิดซ้ำ
“เรามีงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุว่า คนที่พ้นโทษออกจากเรือนจำภายใน 3 ปี มีโอกาสกลับไปกระทำผิดซ้ำสูงถึงร้อยละ 30 นั่นแสดงว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงโทษเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากพ้นโทษออกมา เขาจะสามารถตั้งตัวได้หรือไม่ มีรายได้เพียงพอเลี้ยงชีพไหม สังคมให้โอกาสเขาหรือเปล่า”
สำหรับคนที่เคยต้องโทษ สังคมมักไม่ให้โอกาสในการทำงาน ทำให้เขาตั้งตัวได้ยากกว่าและมีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่วงจรอาชญากรรมเดิม เช่น ยาเสพติด หรือการลักทรัพย์ ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมไม่ได้จบลงที่การชำระโทษ แต่ต้องมีการบำบัดเพื่อคืนพลเมืองกลับสู่สังคมด้วย กฎหมายจึงมีการพิจารณาบริบทของการกระทำนั้นควบคู่ไปด้วยเช่นเดียวกัน
เราเรียนรู้อะไร จากการศึกษาอาชญากร?
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยอย่าง TIJ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับกรมราชทัณฑ์และกรมพินิจฯ เริ่มชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การแก้ปัญหาที่ปลายน้ำเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะเมื่อคนก้าวเข้าสู่เรือนจำแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาจะใช้ทั้งเวลา ทรัพยากร และบุคลากรจำนวนมาก ในทางกลับกัน การป้องกันไม่ให้อาชญากรถูกสร้างขึ้นนั้นประหยัดและเห็นผลได้มากกว่า
หากเราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมคนที่ทำผิด เราต้องหาให้เจอว่าปัจจัยการกระทำผิดคืออะไร เพราะลำพังการลงโทษเพียงอย่างเดียวไม่ได้แก้ปัญหา เราต้องเข้าใจก่อนว่าวัตถุประสงค์ของโทษแต่ละประเภทนั้นต่างกัน เช่น การจำคุกเพื่อกันเขาออกจากสังคมเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ การปรับเพื่อชดเชยให้รัฐ หรือแม้แต่โทษประหารชีวิตที่มีการถกเถียงกันอยู่ เราจะเห็นว่าโทษเหล่านี้อาจไม่ได้ช่วยปรับพฤติกรรมโดยตรง ดังนั้น หากเราไม่เข้าใจปัจจัยการกระทำผิด เราจะแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเลย
“การแก้ปัญหาอาชญากรหนึ่งคนถือเป็นงานฝีมือที่ต้องใส่ใจรายละเอียดมาก ไม่ต่างอะไรจากงานคราฟต์สักชิ้นหนึ่งเลย”
ตัวอย่างเช่น บางคนมีปัญหาเรื่องการเสพติดสาร การจำคุกจึงไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่ต้องใช้กระบวนการบำบัดทางการแพทย์ควบคู่ไปด้วย หรือบางคนเติบโตมาในครอบครัวและโรงเรียนที่ใช้ความรุนแรงมาตลอดชีวิต เขาอาจจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีหรือการพูดคุยกันดีๆ นั้นเป็นอย่างไร เพราะเขาไม่มีต้นแบบเลย ดังนั้นเราจึงต้องใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาช่วย ทั้งเรื่องการปรับทัศนคติและการสอนทักษะการจัดการความโกรธ เป็นต้น
หากมองในมุมของเยาวชน รายงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำรวจเด็กและเยาวชน 1,195 คน ที่เข้าสู่สถานพินิจ 75 แห่งทั่วประเทศ พบว่า เด็กจำนวนมากมีประสบการณ์ความรุนแรงและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง มากกว่าร้อยละ 70 มาจากครอบครัวที่มีปัญหา เช่น พ่อแม่แยกทาง เสียชีวิต หรือไม่เคยรู้จักพ่อแม่ นอกจากนี้ ร้อยละ 70 ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหา เช่น ยาเสพติด แหล่งมั่วสุม หรือความรุนแรงในชุมชน
ผลสำรวจยังพบว่า เด็กและเยาวชนร้อยละ 53.2 เคยถูกทำร้ายร่างกาย เช่น ตบ ต่อย เตะ หรือถูกตีด้วยอุปกรณ์ต่างๆ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้าน และผู้กระทำมักเป็นคนใกล้ตัว ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจำนวนหนึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้ก่อเหตุ แต่เคยเป็นผู้ที่เผชิญความรุนแรงมาก่อน และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากปัจจัยแวดล้อมรอบตัวควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรม
แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนคนหนึ่งก้าวเข้าสู่วงจรอาชญากรรม?
อุกฤษฏ์ย้ำว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญ อิงจากงานวิจัยของ TIJ ที่สำรวจเด็กในศูนย์ฝึกเยาวชนกว่า 1,500 คน พบว่าร้อยละ 73 มาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อีกด้านหนึ่งคือเรื่องความรุนแรงในครอบครัว การที่เด็กเห็นพ่อแม่ทะเลาะหรือทำร้ายกัน เด็กก็จะซึมซับและจดจำว่านั่นคือเรื่องปกติแล้วอาจนำไปสู่การส่งต่อความรุนแรงนั้น
น่าสนใจคือ เส้นทางการสร้างอาชญากรคนหนึ่งไม่ใช่เส้นตรง แต่มันเป็นวงจรไม่รู้จบ ให้นึกภาพบ้านที่มีความเครียดมากๆ มีปัญหาภาระหนี้สิน มีปัญหาการใช้ความรุนแรงที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น สุดท้ายความรุนแรงนี้ก็จะดำเนินต่อ เด็กจะค่อยๆ ซึมซับพฤติกรรมไปพร้อมกับความมั่นคงของจิตใจที่อ่อนแอเรื่อยๆ
ในต่างประเทศมีการศึกษาสมองเด็กอยู่ในความรุนแรงด้วยเครื่อง MRI และพบว่า ปริมาตรของสมองส่วน Amygdala และ Hippocampus ต่ำกว่าปกติ ซึ่งสมองส่วน Amygdala ทำหน้าที่ตรวจจับมิตรหรือศัตรู (detect) และส่งผลต่อพฤติกรรม หากสมองส่วนนี้ทำงานผิดปกติ การแสดงออกอาจกลายเป็นความก้าวร้าวหรือการหลีกหนี
ตัวอย่างเช่น ‘การกอด’ ซึ่งปกติควรทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข แต่สำหรับเด็กที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ การกอดอาจกลายเป็นสิ่งที่เขากลัวและกระตุ้นให้สมองสั่งการเพื่อป้องกันตัว จนกลายเป็นการแสดงออกที่ก้าวร้าวใส่คนที่ปรารถนาดีได้ และวงจรแห่งอาชญากรรมก็ยังดำเนินต่อ หากเขาไม่ตัดสินใจหลีกหนี (Flight) ออกจากสภาพแวดล้อมนั้นไป เขาก็จะกลายเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ (Fight) เสียเอง
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีบาดแผลในใจ หรือ trauma ก็อาจมาจากวัยเด็กที่เลวร้าย เขามีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม หรือมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับคนรอบข้างได้ยาก เราจะเห็นว่าปัจจัยทั้งทางชีววิทยาและสังคมวิทยาเหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการหล่อหลอมคน โดยเฉพาะคนมีพฤติกรรมโน้มเอียงไปในทางการเป็นอาชญากร
หากบอกว่าสภาพแวดล้อมมีส่วนในการสร้างอาชญากรคนหนึ่ง แปลว่าสังคมเองก็ต้องรับผิดชอบด้วยใช่ไหม?
เราอาจต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า ทุกคนล้วนเป็นหน่วยเล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคม เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ การกระทำของเราก็ล้วนมีส่วนหล่อหลอมให้สังคมเป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
หลายครั้งเวลาพูดถึงคำว่า ‘สังคม’ เรามักนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรา เหมือนเป็นปัญหาของคนอื่นหรือเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ในความเป็นจริง เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นกัน
ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราเห็นการกระทำผิดเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการขับรถย้อนศร การฝ่าฝืนกฎหมาย หรือการใช้ความรุนแรง แล้วเลือกที่จะเพิกเฉยหรือปล่อยผ่าน การไม่เข้าไปจัดการหรือไม่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติที่สังคมยอมรับมากขึ้น
เขาชวนมองว่า อาชญากรรมไม่ใช่ภาพนิ่ง ภาพเดียวอธิบายได้ทุกสิ่ง แต่มันเป็นภาพเคลื่อนไหว เป็นกระบวนการที่มีเรื่องราวและปัจจัยสะสมต่อเนื่องมาในตัวคนคนหนึ่ง โดยเฉพาะคดีอาชญากรรมร้ายแรง เราจึงต้องมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของสายพานอาชญากรรมนี้ ที่รายล้อมไปด้วยหน่วยทางสังคมต่างๆ แล้วเราก็จะมาสู่คำถามสำคัญว่า สังคมแบบไหนกันที่เปิดโอกาสให้อาชญากรเติบโตขึ้นมาได้
อุกฤษฎ์ยกตัวอย่างประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมต่ำ จะพบว่ามักมีลักษณะร่วมกันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี ระบบสวัสดิการที่เข้มแข็ง ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนในสังคมไม่สูงมาก รวมถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ไม่ผลักให้ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดจนเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้อาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยลง
อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ หลักนิติธรรม (Rule of Law) กล่าวคือ สังคมที่กฎหมายมีความชัดเจน บังคับใช้อย่างเป็นธรรม และประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม มักจะมีแนวโน้มเกิดอาชญากรรมน้อยกว่าสังคมที่ผู้คนไม่ไว้วางใจระบบหรือรู้สึกว่าความยุติธรรมไม่สามารถเข้าถึงได้
ในบางสังคม ผู้คนมีส่วนร่วมในการสร้างความยุติธรรมได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่หน้าที่ของตุลาการหรือ?
หลายประเทศเริ่มมองเห็นความจริงส่วนหนึ่งว่า อาชญากรรมเป็นผลผลิตของสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างขึ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และนั่นทำให้ ‘การป้องกัน’ อาชญากรรมไม่ใช่หน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งสังคมด้วย
อุกฤษฏ์ ได้ยกตัวอย่างหนึ่งคือระบบ ยุติธรรมชุมชน ที่เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ช่วยกันสอดส่อง ดูแล และรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน แนวคิดสำคัญคือการสร้างความรับผิดชอบร่วมของคนในสังคมให้ทุกคนตระหนักว่า ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล
ประเทศกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียมีอัตราอาชญากรรมค่อนข้างต่ำ ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะเขาใช้บทลงโทษที่รุนแรงกว่าประเทศอื่น (เช่น โทษประหารชีวิต) แต่เกิดจากการที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีระบบสวัสดิการรองรับ และรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการสอดส่องและดูแลสังคม ทั้งหมดนี้ต้องเข้าใจด้วยว่าสังคมตะวันตกมีความเข้าใจเรื่องของพื้นที่สาธารณะ และผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันดูแล
ในทางกลับกัน สังคมตะวันออกบางแห่งอาจมีวิธีคิดอีกแบบ คือมองว่าพื้นที่สาธารณะเป็นหน้าที่ของรัฐ เมื่อเป็นของรัฐก็เป็นเรื่องที่รัฐต้องดูแล ประชาชนมีหน้าที่เพียงเข้าไปใช้ประโยชน์ ความแตกต่างของวิธีคิดลักษณะนี้เป็นประเด็นที่นักสังคมวิทยาพูดถึงอยู่พอสมควร เพราะส่งผลต่อรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้คนในสังคม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อุกฤษฏ์อยากให้สังคมทำความเข้าใจก็คือ โทษประหารชีวิตไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับอาชญากรรมทุกประเภท แต่ใช้กับความผิดที่มีความร้ายแรงมากเท่านั้น โดยในมุมหนึ่ง โทษดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข็ดหลาบเพื่อทำให้คนในสังคมตระหนักถึงผลลัพธ์ของการกระทำผิด
แต่คำถามสำคัญคือ โทษประหารสามารถยับยั้งอาชญากรรมได้จริงหรือไม่?
เพราะเมื่อพิจารณาจากอาชญากรรมร้ายแรงหลายกรณี จะพบว่าผู้กระทำผิดบางคนไม่ได้ตัดสินใจลงมือเพราะไม่รู้ว่ามีบทลงโทษ หรือเพราะคิดว่าตัวเองจะหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษได้ แต่เกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ความต้องการแก้แค้น ความโกรธ ความสะใจ หรือในบางกรณีก็ไม่ได้มีความกลัวต่อความตายอยู่แล้ว เพราะท้ายที่สุดผู้ก่อเหตุอาจเลือกจบชีวิตตัวเองตามไปด้วย
อีกประเด็นสำคัญคือ หากเป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมคือการลดอาชญากรรมและลดการกระทำผิดซ้ำ สิ่งที่จำเป็นอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษ แต่คือการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับความผิด และออกแบบกระบวนการที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทำผิดได้
ประเด็นเรื่องโทษประหารชีวิตจึงยังสามารถถกเถียงได้ทั้งในมิติความเหมาะสมของการลงโทษ ศีลธรรม หรือสิทธิมนุษยชน แต่ในแง่ประสิทธิภาพในการยับยั้งอาชญากรรม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า การใช้โทษประหารชีวิตสามารถลดอาชญากรรมได้ดีกว่าการจำคุกตลอดชีวิต
ดังนั้น เราไม่สามารถสรุปได้ว่าการยกเลิกโทษประหารชีวิตจะทำให้อาชญากรรมลดลงโดยอัตโนมัติ หรือถ้าพูดอีกทางหนึ่ง คือ การพิจารณาเรื่องโทษเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ส่วนสำคัญที่เราควรพูดถึงให้มากขึ้น คือ การสร้างระบบสวัสดิการที่เข้มแข็ง การทำให้ทุกคนกินดีอยู่ดี รัฐช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คนสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดมากจนเกินไป ด้วยปัจจัยเหล่านี้จะช่วยลดอาชญากรรมที่เกิดจากปัญหาปากท้อง หรือ Street Crime เช่น การลักทรัพย์ วิ่งราว หรือชิงทรัพย์ ลงได้ตามธรรมชาติ
ครอบครัวไทยกำลังแบกรับปัญหามากมาย แล้วรัฐจะช่วยเหลืออย่างไร?
ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเด็กเกิดน้อยที่สุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งหมายถึงกำลังแรงงานในอนาคตจะลดลง ในขณะที่ครอบครัวที่มีฐานะปานกลางหรือมีรายได้สูง มักเลือกมีลูกน้อย ขณะที่ครอบครัวที่มีรายได้น้อยกลับมีลูกจำนวนมากกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับโอกาสในการเข้าถึงความรู้เรื่องการวางแผนครอบครัว สุขภาวะทางเพศ และการเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร
ปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชน ความก้าวหน้าของวิทยาการเทคโนโลยี AI กำลังเป็นที่ถกเถียงว่าจะช่วยให้การเรียนรู้ของเยาวชนไปได้ไกลหรือถดถอยกว่าเดิม รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่เชื่อมโยงกันกับปัญหาความขัดแย้งในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก โจทย์เหล่านี้ไม่ง่ายสำหรับการเป็นพ่อแม่ในยุคนี้เลย
แล้วรัฐควรเข้ามาช่วยครอบครัวไทยอย่างไร สำหรับอุกฤษฏ์มองว่า รัฐไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้เพียงลำพัง และไม่ควรคิดว่าจะมีนโยบายเพียงข้อเดียวที่แก้ได้ทุกปัญหา
งานสังคมเป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ภาครัฐอาจช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ยังเป็นลักษณะ ‘silo approach’ หรือต่างคนต่างทำ รับผิดชอบเฉพาะภารกิจของตัวเอง การบูรณาการระหว่างหน่วยงานยังไม่เข้มแข็งมากพอ ทั้งที่ปัญหาของครอบครัวหนึ่งครอบครัวมักไม่ได้มีเพียงมิติเดียว
เป็นต้นว่า ครอบครัวหนึ่งอาจเผชิญทั้งปัญหาการว่างงาน รายได้ไม่เพียงพอ ขาดความรู้ในการเลี้ยงลูก มีปัญหาสุขภาพจิต หรืออาศัยอยู่ในชุมชนที่ยาเสพติดเข้าถึงได้ง่าย หากมองเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ก็ยากที่จะช่วยให้ครอบครัวนั้นหลุดพ้นจากความเสี่ยงที่ทับซ้อนเหล่านั้นได้ นั่นทำให้การช่วยเหลือครอบครัวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา สวัสดิการสังคม จิตวิทยา และการพัฒนาอาชีพ ควบคู่กันไป
การสนับสนุนของรัฐเองก็ควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเด็กจะเกิด ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เรื่องการวางแผนครอบครัว การดูแลสุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงการสร้างความเข้าใจว่าพ่อแม่ควรแบ่งบทบาทในการเลี้ยงดูลูกอย่างไร ไปจนถึงสวัสดิการสำหรับครอบครัว การพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างโอกาสในการทำงาน หรือการส่งเสริมรูปแบบการทำงานที่ทำให้พ่อแม่สามารถมีรายได้ควบคู่กับการดูแลลูกได้
ในอนาคต สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือการทำงานเชิงรุก เข้าไปสำรวจว่าครอบครัวใดกำลังเผชิญความเปราะบาง ครอบครัวใดกำลังจะมีบุตร และควรได้รับการสนับสนุนด้านใด ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนยากต่อการแก้ไข
แม้มาตรการเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมโดยตรง แต่หากเราไม่ลงทุนสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวตั้งแต่ต้น เด็กจำนวนหนึ่งก็อาจเติบโตขึ้นท่ามกลางความเปราะบาง และก้าวเข้าสู่วงจรอาชญากรรมเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน
อ้างอิงจาก