“อันนี้คุณหมายถึงเราหรือเปล่าคะ”
เวลาโพสต์วิพากษ์วิจารณ์หรือบ่นขิงข่าอะไรสักอย่างบนโซเชียลมีเดีย จะต้องมีใครสักคนคิดว่าข้อความที่เราโพสต์ไปนั้นเกี่ยวกับตัวเขาเสมอ ถ้าแค่คิดก็คงไม่มีอะไร แต่บางคนถึงขั้นสไลด์ตัวเองมาแต่ไกล เพื่อมารับเรื่องที่ไม่ใช่ของตน มิหนำซ้ำยังลงสนามต่อล้อต่อเถียงกันอยู่นาน ทั้งที่เราทั้งคู่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลยด้วย
ทำไมบางคนถึงชอบเสนอหน้ามารับเรื่องราวต่างๆ บนโซเชียลมีเดีย แม้ว่าเรื่องนั้นจะไม่ได้เอ่ยชื่อพวกเขาเลยก็ตาม The MATTER จึงอยากชวนไปสำรวจเหตุเบื้อหลังพฤติกรรมของคนเหล่านี้กัน

เมื่อการเสนอหน้า คือวิธีการปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเอง
ทุกๆ การกระทำของมนุษย์ล้วนมีเหตุผลมารองรับอยู่เสมอ บ่อยครั้งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลยิ่งใหญ่หรือมีหลักการอะไรมากมาย แค่เกี่ยวโยงกับตัวเราในด้านใดด้านหนึ่งก็เพียงพอจะขับเคลื่อนให้เราลงมือทำอะไรสักอย่างลงไปแล้ว
เช่นเดียวกันกับการชอบเสนอหน้ามารับเรื่องต่างๆ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องตัวเอง เหตุผลเบื้องหลังอาจเป็นเพราะคำพูดหรือเนื้อหาต้นทาง ดันไปแตะต้องอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามรักษาไว้อยู่ก็ได้ ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้ อธิบายได้ผ่านทฤษฎีทางสังคมวิทยา ของ เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving Goffman) ที่เรียกว่า ‘Dramaturgical Analysis’ ซึ่งได้เปรียบการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นเหมือนการแสดงละครบนเวที แต่ละคนจะนำเสนอภาพลักษณ์ที่ผ่านการสร้างสรรค์หรือปรุงแต่ง เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ แบ่งออกเป็น พื้นที่เบื้องหน้า (front stage) พื้นที่สาธารณะที่บุคคลแสดงตัวตนให้ผู้อื่นเห็น และพื้นที่เบื้องหลัง (back stage) พื้นที่ที่บุคคลสามารถผ่อนคลายและละทิ้งบทบาทหรือการแสดงที่ตนกำลังสวมอยู่ได้
ทฤษฎีนี้จะให้ความสำคัญกับแนวคิด การจัดการความประทับใจ (impression management) ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่บุคคลทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว คัดเลือกและปรับแต่งพฤติกรรม การแสดงออก หรือท่าทีของตนเอง เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์บางอย่างที่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้
สำหรับใครที่กำลังสงสัย ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจะเป็นเหมือนการแสดงละครได้อย่างไร เราอยากให้ลองนึกถึงสถานการณ์ อย่างตอนเจ้านายสั่งงานมากมายในห้องประชุม เราผู้นั่งจ๋องอยู่ตรงหน้า ได้แต่พยักหน้าตบปากรับคำอย่างไร้ทางสู้ พอเจ้านายก้าวเท้าออกจากห้องไปเมื่อไหร่ เราก็รีบหมุนเก้าอี้หันไปทำท่าทางล้อเลียนกับเพื่อนร่วมงานลับหลังทันที ภาพการแสดงออกที่แตกต่างกันระหว่างเบื้องหน้ากับเบื้องหลังนี้แหละที่กอฟฟ์แมนเรียกว่าเวทีการแสดง
นอกจากการนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่แตกต่างกันแล้ว กอฟฟ์แมนยังพูดถึงเรื่องของ ‘Face’ ที่ไม่ได้หมายถึงใบหน้าในเชิงกายภาพอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป แต่หมายถึง คุณค่าทางสังคมในเชิงบวกที่บุคคลพยายามสร้างและอ้างสิทธิ์ให้กับตนเองผ่านการประพฤติหรือการแสดงออกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการนำเสนอตัวตนต่อหน้าผู้อื่นในแนวคิด Dramaturgical Analysis ด้วย
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เชื่อว่าทุกคนก็คงพยายามทำตัวเองให้มีคุณค่า มีความสามารถ และมีความโดดเด่นในด้านใดสักด้าน เพื่อนำไปแลกกับการได้รับความเคารพและการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีจากผู้คนรอบข้าง และเมื่อใดก็ตามที่ภาพเหล่านั้นถูกตั้งคำถามหรือสั่นคลอน เราก็อาจรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องออกมาปกป้องมันเอาไว้ เพราะสิ่งที่กำลังถูกกระทบไม่ได้มีเพียงความคิดเห็นหนึ่งเรื่อง แต่เป็นการรับรู้ที่คนอื่นมีต่อตัวเรา
ด้วยเหตุนี้ Face ในมิติของกอฟฟ์แมนจึงเป็นสิ่งที่ต้องคอยรักษาและจัดการอยู่ตลอดในระหว่างการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไม่สามารถปล่อยปะละเลยทิ้วไว้ไปเฉยๆ ได้ ทั้งนี้ เราจึงเลือกอธิบายตัวเอง ปฏิเสธบางอย่าง หรือแสดงท่าทีบางรูปแบบ เพื่อให้ภาพของเรายังคงสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการให้คนอื่นรับรู้

ย้อนกลับมาคำถามที่ว่า ทำไมบางคนถึงชอบร้อนตัวหรือชอบเสนอหน้ามารับ ทั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เมื่อมองในมุมมองเรื่อง Dramaturgical Analysis และ Face คนเหล่านี้ก็อาจทำลงไป เนื่องจาก พวกเขากำลังรู้สึกว่าตัวตนบางอย่างกำลังถูกคุกคาม โดยมันอาจกำลังส่งผลต่อการรับรู้ต่อตัวพวกเขาในบางแง่มุม ฉะนั้น หน้าที่ของพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในสังคม ที่ยังคงอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น จึงพุ่งตัวมาปกป้องไม่ให้สังคมเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตนและภาพลักษณ์ด้านนั้นๆ
ลองนึกภาพตามว่า ขณะที่เราแค่บ่นว่า “คนสมัยนี้ทำไมไม่มีน้ำใจเลย” อันเนื่องมาจากเหตุการณ์บางอย่างที่เราพบเจอตามท้องถนนทั่วไป ทว่ากลับมีคนหนึ่งมาคอมเมนต์โต้ตอบว่า “จริงๆ แล้วคนสมัยก่อนก็แล้งน้ำใจไม่ต่างกัน คนสมัยนี้ยังน้อยไป” ที่ตัวเขาสไลด์ตัวเองมาในสเตตัสบ่นขิงข่าเรานี้ นั่นเพราะตัวเขาอาจรู้สึกว่า ตัวตนความเป็น ‘คนสมัยนี้’ ของตัวเอง ที่สร้างคุณค่าเอาไว้กำลังถูกคุกคาม ซึ่งมีแนวโน้มทำให้คนอื่นในสังคมเข้าใจผิดได้ว่าคนสมัยนี้หรือคนแบบเขาเป็นคนไม่มีน้ำใจ ตัวเขาในฐานะองคาพยพหนึ่งของสังคมคนสมัยนี้จึงกระโจนเข้ามามาแก้ต่างนั่นเอง
มนุษย์ทุกคนล้วนมีสังคมเป็นของตัวเอง สังคมที่ไม่ได้หมายถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพเท่านั้น หากยังหมายถึงสังคมที่ผู้คนต่างก็มีการรับรู้บางอย่างร่วมกันด้วย ซึ่งไม่ว่าจะสังคมรูปแบบไหน ล้วนเกี่ยวข้องกับ Face ของแต่ละคนทั้งสิ้น และเมื่อสังคมที่เราเป็นส่วนหนึ่งถูกโจมตี บุคคลภายในก็อาจอยากลุกขึ้นมาปกป้องเป็นธรรมดา
อ้างอิงจาก