Rise of the Right

1

หลัง Brexit แล้ว คลื่นแห่งคำถามหนึ่งดูจะกระเพื่อมกว้างไปทั่วยุโรป

กับคำถามที่ว่า นี่คือการเรืองอำนาจขึ้นของ ‘ความเป็นขวา’ หรือเปล่า?

 

2

โลกตะวันตก-โดยเฉพาะยุโรป, ได้รับบทเรียนจากอาการ ‘ขวาจัด’ (โดยเฉพาะกับปรากฏการณ์ฟาสซิสม์และนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง) จนกระทั่งรู้ว่า วิธี ‘ต่อกร’ กับ ‘ความเป็นขวา’ ที่ดีที่สุด ก็คืออย่าไปเอาจริงเอาจังกับความเป็นขวามากนัก พูดเป็นภาษาอังกฤษก็คือ อย่าไป take it too seriously พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ อย่าไปโต้เถียงกับ ‘ความขวา’ แบบจริงจังนักหนา แต่จงใช้ ‘อาวุธ’ สำคัญ คือ ‘การล้อเลียน’ (lampooning) ตัวละครขวาจัดท้ังหลาย ซึ่งเราจะเห็นได้บ่อยครั้งกับการล้อเลียนฮิตเลอร์จนกลายเป็นตัวตลกบ้าง ล้อเลียนพวกเผด็จการทหารบ้าอำนาจในเครื่องแบบลายพรางทำสิ่งโง่ๆ น่าขันบ้าง แม้กระทั่งในเกมคอมพิวเตอร์อย่าง Tropico (ที่ภาค5 ถูกสั่งแบนในไทย) ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเกมที่เอาตัวละครเผด็จการมา ‘เล่น’

แต่แล้วจู่ๆ อาการ ‘ขวาหัน’ ก็ดูเหมือนจะเกิดข้ึน

ไม่ใช่แค่ในยุโรป-แต่แทบจะกับโลกทั้งใบกันเลยทีเดียว!

เอาแค่ในยุโรป คอลัมนิสต์อย่าง Nick Robins-Early แห่ง Huffington Post เคยรายงานว่า การเลือกตั้งของโปแลนด์เมื่อปีที่แล้วได้รัฐสภาที่ว่ากันว่า ‘ขวาจัด’ ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศ (นับตั้งแต่คอมมิวนิสม์ล่มสลายลง) ส่วนในเดนมาร์ค พรรคที่มีแนวคิดขวาอย่าง People’s Party ก็ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับสองในการเลือกตั้งระดับประเทศ กระทั่งในสวีเดน พรรคประชาธิปัตย์ เอ๊ย! พรรค Sweden Democrats ที่ขวาจัดมากๆ ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในขณะที่ในกรีซ พรรค Golden Dawn ที่เป็นพรรคนีโอฟาสซิสม์ ก็ได้คะแนนมาเป็นอันดับสามในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกสามปรากฏการณ์ที่แม้ฝ่ายขวาจะไม่ชนะในท้ายที่สุด แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่บ่งชี้ว่า ‘ความขวา’ กำลังมา ปรากฏการณ์แรกเกิดขึ้นในออสเตรีย เมื่อ Norbert Hofer แห่งพรรค Freedom ที่มีแนวคิดแบบขวาจัด ได้คะแนนมาเป็นอันดับสองในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบสูสีฉิวเฉียดมากๆ กับผู้ชนะจากพรรคกรีน (ประมาณว่าเกือบครึ่งต่อครึ่ง) ซึ่งแปลว่าออสเตรียก็มีโอกาสจะ ‘หันขวา’ ในอนาคตได้ไม่น้อย

ปรากฏการณ์ที่สองเกิดในฝรั่งเศส Marine Le Pen แห่งพรรค Natanal Front ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก (ใช่! ใครๆ ก็เห็นว่าเธอหันขวา!) เรียกได้ว่าเธออาจเป็นผู้ทำให้ประธานาธิบดีฟรังซัวส์ ออลลองด์ ต้องหลุดจากตำแหน่งไปได้ในอนาคตกันเลยทีเดียว ส่วนปรากฏการณ์สุดท้ายคือความนิยมในตัวของ Frauke Petry แห่งพรรค AFD (Alternative for Deutschlan) (ถึงชื่อ Frauke แต่เธอเป็นผู้หญิงนะครับ) ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับนางแองเจลา เมอร์เคิล และมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม (ซึ่งก็คือขวานั่นแหละ)

ดูเหมือนว่า-หันไปทางไหนก็ขวาๆๆๆ กันหมด!

เกิดอะไรขึ้นกับยุโรปล่ะนี่?

Nick Robins-Early วิเคราะห์แบบฟันธงว่า สิ่งที่เป็น ‘เชื้อเพลิง’ ให้กับอาการ ‘ขาขึ้น’ ของพรรคการเมืองที่มีแนวคิด ‘ขวาจัด’ ในยุโรปเหล่านี้ไม่ใช่อะไรอื่น,

แต่คือผู้อพยพ!

 

3

ในอเมริกา ‘ปรากฏการณ์ทรัมป์’ ทำให้เหล่านักวิเคราะห์ทางการเมืองทั้งหลายต้องประหลาดใจ บางคนถึงขั้นช็อกด้วยซ้ำไป ที่ได้เห็นว่าคนอเมริกันจำนวนมากกระตือรือร้นกับทรัมป์ และสไตล์แบบ ‘ขวา’ ที่อาจจะออกไปในแนวทางต่อต้านประชาธิปไตยของเขา

หลัง Brexit หลายคนออกอาการ ‘เป็นห่วง’ ว่าอะไรคล้ายๆ กันนี้อาจเกิดขึ้นในอเมริกาก็ได้ นั่นคือคนอาจจะ ‘เหวี่ยง’ กลับไปหาความเป็นขวาและอนุรักษ์นิยมมากขึ้น จนกระทั่งทรัมพ์อาจกลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาก็เป็นได้

 

นักเขียนอย่าง Paul Theroux บอกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มีลักษณะหลายอย่างเหมือนคนที่ชอบไปงานแสดงปืน (เขาหมายถึงงาน gun show ซึ่งเป็นงานแสดงและขายปืน) นั่นคือมีลักษณะ anti-Obama, anti-Muslim, anti-Mexican และ anti-immigrant

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลักษณะร่วมของปรากฏการณ์ทรัมป์ กับอาการขาขึ้นของฝ่ายขวาในยุโรปนั้น ก็คือการ ‘ต่อต้านความเป็นอื่น’ ซึ่งในที่นี้ก็คือคนที่ต่างไปจาก ‘แบบและเบ้า’ ที่ตนวางเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละประเทศย่อมมีแบบและเบ้าที่ต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันก็คือ-ไม่อาจยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งนำไปสู่การไม่อาจยอมรับปัญหาที่อาจพ่วงมากับความแตกต่างหลากหลายได้

คลื่นผู้อพยพจากดินแดนที่มีความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นซีเรียหรืออัฟกานิสถาน-หลั่งไหลไปสู่ยุโรปเป็นจำนวนมาก (ตัวเลขของสหประชาชาติบอกว่ามีจำนวนมากถึงกว่า 700,000 คน ซึ่งกว่าครึ่งมาจากซีเรีย) ตอนแรกๆ ชาวยุโรปก็โอบรับเพราะเห็นแก่มนุษยธรรม แต่ต่อมาก็เริ่มเกิดกระแสต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงและการก่อการร้ายเป็นระลอกๆ ก็ยิ่งเกิดความรู้สึกต่อต้านผู้อพยพเหล่านี้-ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ตั้งแต่กรีซถึงเยอรมนี และจากสวิตเซอร์แลนด์ถึงสวีเดน

แม้กระทั่งในอียูเอง ก็มีสมาชิกบางคน (เช่น Viktor Orban จากฮังการี และ Robert Fico จาก Slovakia) ที่พูดว่าชาวยุโรปต้องลุกขึ้นปกป้อง ‘วัฒนธรรมคริสเตียน’ จากการรุกรานของชาวมุสลิมอพยพและจากชาวต่างชาติ (บางคนพูดแรงถึงขั้นบอกว่าคนเหล่านี้เข้ามาเหมือนกับเป็นกองทัพกันเลยทีเดียว) ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันกับพรรค AFD (ของนาง Frauke Petry) แห่งเยอรมนี ที่เคยมีข้อเสนอว่าให้สั่งแบนมัสยิด รวมไปถึงแนวคิดของพรรคขวาจัดในอีกหลายประเทศ ที่เห็นว่าผู้อพยพ (โดยเฉพาะที่เป็นชาวมุสลิม) จะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับยุโรป อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งโปแลนด์ Jaroslaw Kaczynski (จากพรรคฝ่ายขวา Law and Justice Party) ก็ออกมาเตือนด้วยว่า ผู้อพยพชาวมุสลิมเหล่านี้อาจนำมาซึ่งปรสิตและโรคร้ายต่างๆ ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ Jimmie Akesson ผู้นำพรรค Democrats ของสวีเดน ถึงขั้นเคยออกมากล่าวว่า Islamism is the Nazism and Communism of our time

 

สมาชิกกลุ่มขวาหันเหล่านี้มีความคิดคล้ายๆ กันว่า การ ‘ปกป้องตัวเอง’ ให้พ้นจากภัยร้ายเหล่านี้ คือ ‘สิทธิ’ ที่ตัวเองจะทำได้ เป็น ‘สิทธิ’ ที่คนในแต่ละประเทศจะสามารถตัดสินใจได้ว่า-ตัวเองไม่ต้องการให้ประเทศของตนมีประชากรอพยพที่เป็นมุสลิมมากเกินไป

เห็นได้ชัดเลยนะครับ ว่าแนวคิดแบบ anti-immigrant นั้น แทบทั้งหมดปนเปไปกับแนวคิดแบบ anti-islam ซึ่งก็มีนักวิพากษ์สังคมหลายคน (เช่น Martin Schain แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค) บอกว่านี่เป็นแนวคิดที่แย่มากและจะสร้างปัญหาที่เลวร้ายให้เกิดขึ้นต่อไป

 

4

ทอดตามองไปทั่วโลก ความขวาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยุโรปเท่านั้นนะครับ เราเห็น Jacob Zuma เป็นประธานาธิบดีแห่งแอฟริกาใต้ เห็น Rodrigo Duterte เป็นประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ รวมถึงผู้นำในอีกหลายประเทศ (ที่บางประเทศคุณก็คงคุ้นหน้าคุ้นตาดี) ที่พูดได้ว่ามีแนวคิด ‘ขวาหัน’ กันแทบทั้งนั้น

คำถามที่อยากชวนคุณคิดกันต่อก็คือ-แล้วอะไรล่ะ, ที่คือ ‘ขวา’

ตามตำนานที่หลายคนคงรู้ดีกันอยู่แล้วก็คือ เรื่องขวาๆ ซ้ายๆ นี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ คือในวันที่ 5 พฤษภาคม 1789 ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มเสรีนิยม กับกลุ่มนิยมเจ้า ปรากฏว่าในการประชุมสภา (ที่เรียกว่า Estates General) ฝ่ายเสรีนิยมเข้าไปนั่งทางซ้ายของประธานในที่ประชุม ทำให้ฝ่ายนิยมเจ้าเข้าไปนั่งทางด้านขวา แล้วเลยก่อให้เกิดฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาในการเมืองฝรั่งเศสขึ้นมา

คำถามก็คือ-อะไรคือ ‘ความคิดรวบยอด’ ของ ‘ความเป็นขวา’ กันแน่?

แน่นอน ความเป็นขวาในแต่ละสังคมย่อมไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละสังคมมีประวัติศาสตร์ ระบบการเมือง และอุดมการณ์ต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน มีคนแบ่ง ‘ความขวา’ ออกหลายลักษณะ เช่น ขวาแบบปฏิกิริยาต่อความซ้าย, ขวาปานกลาง, ขวาสุดขั้ว, ขวาใหม่ อะไรทำนองนี้ แต่ความขวาที่เราน่าจะคลุกคลีคุ้นเคยและอยู่กับมันมากที่สุด ก็คือขวาปานกลาง

 

ราวๆ สิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา หลายคนคิดว่า ‘ความขวา’ ค่อยๆ หมดไปจากโลกแล้ว โลกมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมกันมากขึ้น แต่ที่จริงเมล็ดพันธุ์แห่งความขวาไม่ได้หมดสิ้นไปไหนนะครับ เพียงแต่อยู่ในรูปของ ‘ขวาปานกลาง’ เท่านั้นเอง

เอ็ดมุนด์ เบิร์ก (Edmund Burke) นักเขียนชาวดับลิน เคยบอกว่า ขวาแบบ ‘ปานกลาง’ (moderate right) คือขวาประเภทที่ทนต่อความเปลี่ยนแปลงได้พอสมควร โดยความเปลี่ยนแปลงที่ว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหน้ามือเป็นหลังมือ และยอมรับเสรีนิยมได้ในบางแง่มุม เช่น เรื่องกฎหมาย ทุนนิยม เศรษฐกิจ แต่อาจมองว่าสภาวะแบบสุดขั้วเกินไป เท่าเทียมกันเกินไป หรือเป็นปัจเจกนิยมมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อสังคมได้ เพราะฉะนั้นจึงดูเหมือนว่า ‘ความขวา’ นั้นหายๆ ไปจากสังคมพอสมควร แต่จริงๆ แล้วมัน ‘ฝังตัว’ อยู่เงียบๆ ต่างหาก

โดยทั่วไป ขวาปานกลางจะสนับสนุนเสรีประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ทุนนิยม สิทธิในการครอบครองทรัพย์สินของผู้คน และบางทีก็รวมไปถึงเรื่องสวัสดิการสังคมด้วย บางคนจึงมองว่า พวกขวาปานกลางมีความขัดแย้งในตัวเองตรงที่สนับสนุนเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม แต่อยากให้สังคมเป็นอนุรักษ์นิยม

 

ส่วนความคิดรวบยอดของ ‘ความเป็นขวา’ นั้น มีผู้วิเคราะห์ไว้มากว่า ไม่ว่าจะเป็นขวาแบบไหน ล้วนเป็นกลุ่มที่เห็นว่า ‘ความไม่เท่าเทียม’ ในสังคม (จะเรียกว่า social stratification หรือ social inequality ก็ได้) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยส่วนใหญ่จะชอบเอาสังคมไปเปรียบเทียบกับร่างกายของมนุษย์ เช่นบอกว่าขนาดนิ้วยังไม่เท่ากันเลย คนเราจะเท่ากันได้อย่างไร ความเป็นขวาจึงมีแนวโน้มมองเห็นว่า ‘ลำดับชั้น’ (Heirachy) ในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ หรือถึงขั้น ‘เป็นเรื่องธรรมชาติ’ ด้วยซ้ำ มนุษย์จึงควรจะยอมรับความจริงนี้เสียเถิด ว่าคนเราไม่เท่ากันและไม่มีทางเท่าเทียมกันได้ ดังนั้นจึงควรมาหาวิธีอยู่ร่วมกัน-ว่าจะอยู่กันอย่างไร ระหว่างคนที่สูงกว่าและคนที่ต่ำกว่า, โดยไม่ต้องไป ‘ทำลาย’ โครงสร้างสูงต่ำเหล่านี้

พูดง่ายๆ ก็คือ ความเป็นขวาคือการหาวิธีรักษา staus quo แบบที่เป็นมานับพันๆ ปีเอาไว้นั่นเอง!

ความขวาเคยมี ‘ศัตรูร่วม’ ที่สำคัญตัวหนึ่งในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือลัทธิคอมมิวนิสม์ ความขวาจัดทำให้เกิดลัทธิ McCarthyism ในอเมริกา คือล่าแม่มดคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ สังคมไทยเราก็มีการล่าแม่มดที่ได้อิทธิพลมาจาก McCarthyism ในยุคตุลาคม

เราจะเห็นว่า ความขวานั้นมักอิงแอบอยู่กับอำนาจใหญ่ๆ ทั้งหลาย เช่น ชาตินิยม ศาสนานิยม เป็นต้น

 

5

เอาเข้าจริง คำอธิบายเรื่อง ‘ผู้อพยพ’ ที่ก่อให้เกิดความขวาจัดขึ้นในยุโรปอาจจะใช้การได้กับยุโรป แต่พอหันหน้ามามอง ‘ความขวา’ ที่เกิดในที่อื่นๆ ของโลก เช่นกับบางประเทศในเอเชียและแอฟริกาที่ยินยอมให้เผด็จการลุกขึ้นมาครองอำนาจด้วยท่าทีตลกขบขันเหมือนผู้นำเผด็จการในเกม Tropico ผมก็กลับไม่แน่ใจนักหรอกว่า-อะไรคือสาเหตุของความ ‘นิยมขวา’ ที่เกิดขึ้น

เป็นไปได้ไหมว่า อาการนิยมขวา-ก็คือปฏิกิริยาเหวี่ยงกลับ จากโลกที่เคยใช้วิธี ‘ล้อเลียน’ เผด็จการนิยมขวา พยายามมองว่าพวกเผด็จการขวาจัดโง่เง่านั้นน่าตลกขบขัน แต่จู่ๆ ความขวาก็โต้กลับแบบหนามยอกเอาหนามบ่ง ด้วยการใช้บุคลิกกร่างๆ บ้าๆ บอๆ น่าขันเหมือนฝันร้ายเหล่านั้นนั่นแหละ-เป็นตัวดึงดูดคนที่มีแนวคิดหันขวาด้วยกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากปรากฏการณ์โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีคนอธิบายว่า-ทรัมป์อาจรู้ตัวดีก็ได้ ว่าบุคลิกบ้าๆ บอๆ ดูเป็นการ์ตูน (caricature) นั้น อาจเป็นที่ต้องการของ ‘ตลาด’ อยู่ก็ได้

ไม่อย่างนั้น คนจะนิยมเล่นเกม Tropico ที่มีเผด็จการเป็นจุดขายกันได้อย่างไรเล่า?

คำว่า Right ไม่ได้แปลว่าขวาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สำหรับบางคน มันยังแปลว่า-ถูกต้องอีกด้วย

ความขวาโดยลำพังไม่น่ากลัวเท่าไหร่หรอกครับ แต่ความขวาที่คิดว่าตัวเองถูกต้องสัมบูรณ์จนละเลยการตรวจสอบทั้งปวงนั่นต่างหากที่น่ากลัว

ตอนนี้คนทั้งโลกเริ่มเห็นถึง Rise of the Right และลุกขึ้นมาตั้งคำถามกันเป็นการใหญ่

ที่น่าสงสัยก็คือ-เป็นไปได้ไหมที่คนในบางสังคมอาจมีสำนึกเป็นขวามากเสียจนสิ้นความสำเหนียกที่จะมองทะลุให้เห็นถึงความขวาตกขอบของตัวเอง!

โตมร ศุขปรีชา
โตมร ศุขปรีชา
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed