Captain Fantastic : ครอบครัวหัวเอียงซ้าย??

1. ลึกไปในป่า มีครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบด้วยคุณพ่อหนึ่ง และลูกๆ ของเขาอีกหกอาศัยอยู่ด้วยกัน เปล่าหรอกครับ พวกเขาไม่ได้เป็นกลุ่มชาวเผ่าหรือคนป่าที่หลีกเร้นออกจากอารยธรรมอื่นแต่อย่างใด กลับกันเลยต่างหากที่ครอบครัวนี้ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ที่ตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของโลกภายนอกดี เพียงแต่เลือกจะปลีกวิเวกออกมาอยู่กันอย่างสันโดดเสียมากกว่า

 

เบน (วิกโก้ มอร์เตนเซน) คุณพ่อหนวดรกรุงรัง ทั้งดูๆ ไปก็ชวนให้นึกว่าเป็นฮิปปี้ผู้นี้เลี้ยงดูลูกๆ ของเขา      ด้วยความเชื่อที่ว่าสังคมภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความกักขฬะ โสโครก เขารังเกียจสหรัฐฯ และผืนแผ่นดินข้างนอกป่าซึ่งเขาเห็นว่าเป็นผลผลิตบัดซบของระบอบทุนนิยมอันชั่วช้าที่รังแต่จะทำลายมนุษยชาติ

ด้วยเหตุนี้เบนจึงเลือกจะให้ความรู้ลูกๆ เขาด้วยตัวเอง ปฏิเสธที่จะส่งพวกเขาไปโรงเรียน และสอนให้พวกเขาอ่านเขียนเองจากหลักสูตรของเขา ซึ่งหนังสือที่เด็กๆ ได้อ่านแต่ละเล่มก็ไม่ใช่ธรรมดาเลยครับ ทั้งพี่น้องคารามาซอฟ และโลลิต้า สองวรรณกรรมเอกอุของรัสเซีย และรีพับลิกของเพลโต แถมพวกเขายังอ่านมันด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับอ่านมันเล่นๆ เสียด้วยสิ นอกจากนี้เบนยังฝึกฝนให้เด็กๆ เรียนรู้ศิลปะป้องกันตัว และการเอาชีวิตรอดในป่าทั้งปีนผาและล่าสัตว์ และเด็กๆ ก็ไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าพวกเขาได้ฉลาดล้ำหน้าเด็กปกติที่อายุเท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าไปเรียบร้อยแล้ว

kinopoisk.ru

กระทั่งอยู่มาวันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาทั้งเจ็ดชีวิตต้องละทิ้งผืนป่าชั่วคราว เพื่อเดินทางเข้าสู่เมืองใหญ่ จากพื้นที่อันคุ้นเคยและทำให้รู้สึกปลอดภัย เป็นครั้งแรกที่เบนได้พาลูกๆ ของเขาไปเผชิญกับโลกภายนอกที่พวกเขาไม่เคยได้รู้จัก โลกที่เบนแสนจะรังเกียจ

 

2. Captain Fantastic เข้าฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังซันแดนซ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งหนังก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีพอตัว ไม่กี่เดือนจากนั้นหนังก็ได้ไปฉายต่อที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ เข้าประกวดในสายรอง และส่งให้แมตต์ รอส ผู้กำกับของเรื่องคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีนี้ไปครองในที่สุด

 

ผมไม่สู้แน่ใจนักว่าหนังเรื่องนี้จะมีโอกาสได้ฉาย
ในโรงภาพยนตร์ไทยหรือเปล่า
และคงจะน่าเสียดายหากหนังเรื่องนี้จะไม่ได้รับความสนใจ

 

นั่นเพราะมันนำเสนอข้อถกเถียงที่เหมาะสมกับประเทศของเราและสภาพความเป็นไปของสถานการณ์โลกในตอนนี้อย่างน่าดูชมทีเดียว

จากเรื่องย่อที่เกริ่นในช่วงต้น จะเห็นได้ว่าเบนและครอบครัวต่อต้านระบบทุนนิยม เขาเลือกที่จะพาตัวออกห่างแทนที่จะจำทนถูกกดทับอยู่ภายใต้ระบบซึ่งเขาไม่เห็นดีด้วย ด้วยเหตุนี้เบนจึงพยายามปลูกฝังให้ลูกๆ มีความคิดเฉกเช่นเดียวกับเขา โดยไม่เพียงแต่วรรณกรรมเล่มหนาๆ เท่านั้นที่เบนกระตุ้นให้เด็กๆ ได้อ่าน แต่ยังรวมถึงหนังสือจำพวกปรัชญาการเมือง โดยเฉพาะงามเขียนที่มีแนวคิดทางสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นงานของคาร์ล มาร์กซ์ ทรอตสกี้ หรือเหมา เจ๋อ ตุง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต่อต้านระบบทุนนิยมแทบทั้งนั้น

ผลที่ตามมาคือเด็กๆ เหล่านี้รู้สึกรังเกียจทุนนิยม พวกเขาใช้คำว่า facist capitalist ในการอ้างถึงคุณตากับคุณยายของเขาที่อาศัยอยู่ในโลกข้างนอกนั่น ทั้งยังไม่รู้สึกอยากฉลองงานเทศกาล, ที่ในทางหนึ่งสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นกลไกที่หมุนเม็ดเงินให้สะพัดและหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจประเทศ, โดยกลับเลือกจะตั้งวันเฉลิมฉลองพิเศษของพวกเขาขึ้นมาเอง อย่างเช่น วันโนม ชอมสกี้ (Noam Chomsky’s day) เพื่อสดุดีแก่นักคิดผู้คอยโจมตีสหรัฐฯ อยู่เนืองๆ

3. ไม่เพียงแค่ในประเด็นทางการเมืองเท่านั้นที่หนังวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังรวมถึงเรื่องของการเลี้ยงดูเด็กที่วางอยู่บนมาตรฐานสามัญ ภายใต้การกำกับกรอบคิดทางสังคมที่กำหนดไว้เสร็จสรรพว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรควร ไม่ควร อะไรถูก อะไรผิด

ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการเลี้ยงดูที่ต่างออกไปของเบนปรากฏขึ้นในฉากเล็กๆ ที่ลูกคนหนึ่งของเขา ซึ่งมีอายุแค่แปดขวบ ถามขึ้นมาว่าข่มขืนคืออะไร แทนที่จะตระหนกตกใจ หรือเลือกอธิบายอย่างอ้อมแอ้ม เบนกลับให้ความหมายของการข่มขืนอย่างตรงไปตรงมา โดยที่บทสนทนาระหว่างเขากับลูกก็ได้แตกประเด็นไปสู่หลายๆ เรื่องที่เด็กอายุเพียงเท่านั้นยังไม่เข้าใจ เช่น การมีเพศสัมพันธ์คืออะไร และทำไมมนุษย์ถึงมีเพศสัมพันธ์

พูดได้ว่า เบนยืนยันที่จะพูดกับลูกๆ ของเขา ถกเถียงกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องการจะโกหกหรือดุด่าในความใคร่รู้หรือสงสัย เขาไม่เห็นว่าความอยากรู้ในสิ่งที่ใครๆ อาจเห็นว่า ‘เด็กยังไม่ต้องรู้หรอก’ หรือ ‘โตไปเดี๋ยวก็รู้เอง’ เป็นเรื่องอันตรายหรือไม่เหมาะสมกับวัย และเลือกที่จะให้คำอธิบายออกไปตรงๆ นั่นเพราะในทางหนึ่งเขาเองก็เชื่อใจในศักยภาพของลูกๆ ว่าพรั่งพร้อมเพียงพอที่จะได้รู้ในเรื่องที่ผู้ใหญ่รู้

4. แต่แล้วมันก็เป็นเรื่องน่าเสียดายทีเดียวครับ เมื่อหนังที่เปิดเรื่องมาด้วยการตั้งคำถามต่อสังคมอย่างตรงๆ ชัดเจน สุดท้ายก็จำต้องมาประณีประนอมกับหลักการและแนวคิดที่ตัวมันเองต่อต้าน แม้ว่าจริงๆ มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ก็ตามว่าทำไมหนังถึงไม่ได้ผลักประเด็นที่ตัวมันวิพากษ์วิจารณ์ไปให้ไกลกว่านี้

เราจะพบว่า Captain Fantastic เป็นหนังที่มีตัวละครแบบซ้ายสุดโต่ง และขวาสุดขั้ว ที่เมื่อนำมาปะทะกันบนเวที เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีท่าทีจะยอมกันได้ลง ก็ต้องหาวิธีลงที่จะหยวนๆ ทั้งสองฝ่ายให้สงบลงได้

เพราะหัวใจสำคัญของ Captain Fantastic คือเรื่องของครอบครัว ที่ไม่ว่าสมาชิกแต่ละคนจะแตกต่างกันอย่างไร จะมีหัวคิดไม่ตรงกันแค่ไหน จะต่อต้านกันคนละเรื่อง เห็นดีกันคนละประเด็น หรือสนับสนุนกันคนละฝ่าย แต่ทุกคนก็ยังเป็นสมาชิกของครอบครัวเดียวกันอยู่ เป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง

คาลิล พิศสุวรรณ
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed