นักกีฬาคงไม่สามารถเล่นกีฬาได้อย่างเต็มศักยภาพได้เลย หากขาดนักกายภาพบำบัดทางกีฬา ที่คอยดูแลการเคลื่อนไหวตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงสนาม
ทุกครั้งที่เราดูกีฬา สายตาของเราอาจมองไปที่นักกีฬาที่โดดเด่นอยู่กลางสนาม โชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์ได้อย่างไร้ที่ติ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าพวกเขาตั้งใจฝึกซ้อมมาอย่างดีครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เราก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่าในบรรดาการฝึกซ้อมนับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาเคยเจอกับอาการบาดเจ็บกันบ้างไหมนะ
ความสงสัยนี้พาเราไปพบกับ แซง—สุวิชชา นอรดี นักกายภาพบำบัดด้านกีฬา เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการรักษาอาการบาดเจ็บของนักฟุตบอลทีมชาติไทย จนถึงปี 2024 ก่อนผันมาเป็นนักกายภาพส่วนตัวให้นักแข่งรถ ซึ่งช่วยให้นักกีฬาสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ทุกการแข่งขัน
ลืมภาพจำของนักกายภาพที่อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวของโรงพยาบาลไปได้เลย เพราะเราจะพารู้จักอาชีพนักกายภาพบำบัดกีฬา ผู้ดูแลนักกีฬาที่อยู่ในแคมป์นักกีฬาตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน ผ่านสมุดบันทึกของเขากัน

นักกายภาพบำบัดที่ชื่นชอบกีฬา
ในยุคผมเทรนด์เรื่องของการเรียนสายสุขภาพมันกำลังมา ตัวเองก็ไม่ได้เรียนเก่งมาก เรามองว่าอยากเรียนคณะที่โอเค จบมาดูแลที่บ้านได้ สุดท้ายก็มาติดคณะกายภาพบำบัด ก็เลยลองเรียนดู แต่ก็รู้สึกว่าดีนะ มันมีความท้าทายใหม่ๆ
โชคดีที่ตอนเรียนเรารู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาไปฝึกงานกับทีมฟุตซอล เราก็เลยขอไปจอยด้วย เลยได้เปิดโลกว่ามันมีนักกายภาพที่ดูแลนักกีฬาโดยเฉพาะอยู่ด้วย ไม่ใช่นักกายภาพที่อยู่ในโรงพยาบาลอย่างเดียว
อีกอย่างที่ทำให้เราสนใจเป็นนักกายภาพด้านกีฬา แน่นอนว่าเราไม่ชอบท่องจำ หรือทำงานที่เป็นรูทีน แต่ชอบลงมือทำและเรียนรู้กับมัน การทำงานกีฬามันมีข้อดี ตรงที่คำว่า Sport มันคือกิจกรรมที่เอาหลายๆ คนมาทำร่วมกัน แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และพูดคุยกัน ทั้งหมดมันคือความสัมพันธ์ที่ในการใช้ชีวิต ดังนั้น เราเลยชอบการได้เห็นนักกีฬาบาดเจ็บ ได้กลับไปเล่นกีฬาอีกครั้ง
ฝึกฝน และจดจำให้มากขึ้น
หลังจากเรียนกายภาพเรียนจบแล้ว มันต้องสอบใบประกอบวิชาชีพ เราสอบไปทั้งหมด 6 ครั้ง ใช้เวลาถึง 2 ปี เพราะการสอบมันมีสิ่งที่เราไม่ถนัดด้วย ทั้งฟิลด์คลีนิก กล้ามเนื้อ ปอด ระบบหัวใจ ทุกอย่างเลย ช่วงที่ว่างตอนที่ยังไม่มีใบประกอบฯ เราก็อ่านหนังสือมาเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเราก็ไปขอรุ่นพี่ช่วยงาน เหมือนกับตอนเรียน
ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นคนเก่งมาก เราเลยได้เรียนมากกว่าคนอื่น ก็คือ 5 ปี ใน gap นั้น มันกลายเป็นว่าเราได้ค้นหาตัวเอง ช่วงที่ยังอยู่มหาวิทยาลัย ขออนุญาตอาจารย์ไปแจมกับเพื่อนที่ไปฝึกงาน ขอไปดูเฉยๆ ยิ่งพอเรามีเวลาเยอะ เราก็ขอไปได้หลายที่ ทำให้เราได้เห็น ได้ฝึกมากขึ้น มันยิ่งทำให้เราพัฒนาตัวเองได้เยอะในช่วงปีท้ายๆ ของการเรียน
จริงๆ นักกายภาพบำบัดกีฬา ตอนนี้มันยังไม่มีตำแหน่งที่จะเดินเข้าไปสมัครเลย เรายังใช้ระบบแนะนำคนรู้จักอยู่ ดังนั้นถ้าใครที่สนใจ ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย อาจใช้ช่องทางนี้ขอไปฝึกงานแทน ในช่วงนี้มันก็เป็นเวทีของเราแล้วที่จะแสดงศักยภาพให้ทีมงานเห็นว่าเราสามารถทำงานนี้ได้ เราคิดว่าทุกคนที่เรียนกายภาพบำบัดเป็นได้หมด เพราะมันยังเป็นพื้นฐานเดียวกัน ต่างกันแค่ความรู้ความเข้าใจในกีฬา หรือประสบการณ์ในการทำงาน ซึ่งมันสามารถเพิ่มได้

การรักษาเริ่มตั้งแต่การป้องกันอาการบาดเจ็บ
หน้าที่นักกายภาพไม่ใช่การรักษา มันเป็นการป้องกันอาการบาดเจ็บด้วย ทำยังไงก็ได้ที่ไม่ให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำในจุดเดิม เช่น เสริมความแข็งแรงในส่วนอื่นๆ เพื่อพัฒนาเพอร์ฟอแมนซ์ของนักกีฬา เพราะมันไม่ได้ส่งผลแค่นักกีฬาคนเดียว แต่ส่งผลทั้งทีม
ก่อนหน้านี้เราได้เป็นนักกายภาพบำบัดให้ฟุตบอลทีมชาติไทย งานของนักกายภาพ เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนเลย เพราะนักกีฬาหนึ่งคน ไม่ได้ดูแค่การซ้อมในสนาม แต่เพอร์ฟอแมนซ์ของนักกีฬามันรวมอยู่กับการฟื้นฟูด้วย ถ้าฟื้นฟูได้ดี เพอร์ฟอแมนซ์ก็ดีตาม
หลักการฟื้นฟู มันประกอบด้วย การพักผ่อน การทดทอนการขาดน้ำ และการทานอาหาร การนอนเราต้องเช็คว่าเคุณภาพการนอนเป็นยังไง เขานอนดีไหม นอนกี่ชั่วโมง ส่วนการขาดน้ำเราต้องเช็คสีของฉี่นักกีฬาในตอนเช้าด้วย
หลังจากนั้น เราก็มีหน้าที่ต่อ ตอนทำงานเราจะแบ่งนักกีฬาเป็น 4 หมวด ได้แก่ นักกีฬาปกติ, นักกีฬาที่ซ้อมได้ แต่ไม่ 100%, นักกีฬาที่ซ้อมได้ แต่ไม่เต็มรูปแบบการซ้อม (เข้าในบาง section) และนักกีฬาที่บาดเจ็บ หรือซ้อมไม่ได้ โดยเราก็ต้องวางแผนแล้วว่าเราซ้อมยังไง จากนักกีฬา 4 หมวดนี้ ควรแบ่งเวลาการซ้อมยังไงหรือหาทางป้องกันอาการบาดเจ็บของนักกีฬายังไงก่อนส่งไปให้โค้ช
ระหว่างที่นักกีฬาซ้อม เราก็ยังไม่ว่างอยู่ดี เพราะหน้าที่ของนักกายภาพบำบัด คือต้องเฝ้าระวังอาการบาดเจ็บของนักกีฬา ดังนั้นขณะสอน เราอาจจะต้องเดินตรวจสอบสนามก่อน เช่น ตรงไหนมีหลุม หรือตรงไหนพื้นไม่เท่ากันบ้าง เพราะมันเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของนักกีฬา เราต้องไปโน้ตกับนักกีฬาอีกทีช่วงก่อนซ้อม ว่าให้ระวังหลุม หรือไปบอกเจ้าหน้าที่สนามให้ช่วยรดน้ำเพื่อให้ดินนุ่มลงได้ไหม

ที่เราต้องเฝ้าระวัง เพราะยิ่งเราสกรีนอาการบาดเจ็บนักกีฬาได้เร็วเท่าไหร่ เราจะสามารถทดสอบอาการบาดเจ็บได้เร็วมากเท่านั้น และแผนการรักษาหรือฟื้นฟูมันก็จะเร็วตามมา แต่ถ้าเราไม่ได้เฝ้าระวัง เราก็อาจไม่รู้ว่าคนนี้เจ็บเข่าจากแอ็กชั่นไหน และอาจรักษาได้ช้าลง ส่วนถ้าเกิดมีเคสนักกีฬาบาดเจ็บ เราวางแผนกับแพทย์ และจัดนักกีฬาเข้าไปอยู่ใน 4 หมวดที่เราว่ามาอีกครั้ง
หลังจากซ้อม มันจะเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูอีกครั้ง การฟื้นฟูของทีมชาติ ง่ายที่สุดเลยคือ ice bath หลังซ้อม เราต้องคอยเช็คอุณหภูมิของน้ำแข็งให้มันเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ก็ยังต้องเช็คอาหารของนักกีฬาด้วย โดยวางแผนร่วมกับนักโภชนการ ดูจากรูปแบบการซ้อมของวันนั้น หลังจากนั้นเราจะสรุปผลนักกีฬาที่บาดเจ็บ มาประชุมกับทีมงานผู้ฝึกสอนอีกที เพื่อวางแผนการฝึกต่อไป แล้วเราก็จะได้นอน ก่อนจะตื่นเช้ามาเก็บข้อมูลใหม่ แน่นอน ทุกวันมันจะมีเรื่องใหม่ๆ มาเรื่อยๆ
จากฟุตบอลทีมชาติ ตอนนี้เรามาเป็นนักกายบำบัดให้นักแข่งรถ แน่นอนมันต่างกันที่ จำนวนคนที่เราต้องดูแล จากที่เคยดู 10-30 คน ตอนนี้มาดูแค่คนเดียว ภาระงานมันลดลงแหละ แต่ความคาดหวังมันยิ่งเพิ่มขึ้นตาม
พอมาทำงานกับนักแข่งรถมันก็จะมีหน้าที่เพิ่มขึ้นมา นั่นคือเราต้องทำตัวเหมือนเป็นบัดดี้เลย แน่นอนเราใช้องค์ความรู้เดียวกันกับที่เราใช้ฟุตบอล ทั้งการวางแผนการซ้อมเฉพาะบุคคล การประเมิน วิเคราะห์ และอีกสิ่งหนึ่งที่เราทำอยู่เหมือนเดิม คือป้องกันอาการบาดเจ็บ
นักกายภาพบำบัดคือคนสำคัญของทีม
คนที่เป็นนักกายภาพบำบัดทางกีฬาได้ดี แน่นอนเลยต้องมีความชอบหรือความหลงใหลในกีฬานั้นก่อน สองคือ ความรู้ความสามารถในการดูแลนักกีฬาเฉพาะด้าน ส่วนเสริมอีกอย่างคือ เรามองว่านักกายภาพบำบัดกีฬาอย่างน้อยต้องมีความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไว แข็งแรงระดับหนึ่งที่จะสามารถดูแลนักกีฬาหลายๆ คนได้
พอเริ่มทำงานมาถึงจุดหนึ่ง เราก็ควรมีความเข้าใจในกีฬานั้นระดับหนึ่ง เช่น ในกีฬาฟุตบอล นักกายภาพควรรู้ว่าจะวิ่งเข้าตอนไหน ตอนไหนห้ามวิ่งเข้า ตอนไหนควรต้องรอผู้ตัดสินเรียกเข้า ซึ่งส่วนอันนี้จริงๆ แล้วมันจะมีกฎชัดเจนอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ความรู้เชิงเทคนิคที่เราต้องรู้เพิ่มเติม เช่น ธรรมชาติของนักกีฬาคนนี้เป็นยังไง นักกีฬาคนนี้ถนัดวิ่งเร็ว คนนี้ถนัดเปลี่ยนทิศทาง คนนี้ถนัดชน คนนี้กระโดดเก่ง พวกนี้ก็คือพื้นฐานของนักกายภาพบำบัด การรู้ว่ากีฬาชนิดนี้ต้องใช้กล้างเนื้อส่วนไหน หรือมีความพิเศษแตกต่างจากแอ็กชั่นอื่นๆ ยังไง จะทำให้เรามีแนวทางรักษานักกีฬาแต่ละคน
ไม่ใช่แค่นักกีฬา แต่เราต้องทำความเข้าใจในมิติของโค้ชด้วย เพราะว่าโค้ชแต่ละคนมีพื้นฐานหรือรูปแบบเกมที่เขาถนัด ซึ่งการเข้าใจบริบทตัวเองและเกมกีฬา จะช่วยให้เราหาวิธีที่มีประโยชน์กับทีมหรือองค์กรด้วย

ความสุขคือการเห็นคนกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักกายภาพบำบัดกีฬา ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากหน้าที่ของนักกายภาพ แต่มักเกิดขึ้นในระบบมากกว่า ถ้ามองแวดวงกีฬาในไทย ปัญหามันไม่ได้เกิดขึ้นจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันเกิดขึ้นจากความรู้ ความเข้าใจในการดูแลตัวเองของนักกีฬาที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก ที่เราเจอคือ นักกีฬาเด็กๆ ที่มีแมตช์การแข่งขันเยอะๆ ก็อาจทำให้เขาบาดเจ็บได้เยอะ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นปัญหาเชิงระบบ ที่อาจขาดความเข้าใจด้านร่างกายของเด็กแต่ละวัย
ลองนึกภาพว่าถ้าเราเป็นคนที่มีผลประโยชน์ในทีมของเด็กๆ กลุ่มนั้น เราคงอยากให้ทีมนั้นชนะ ซึ่งการทำให้ทีมชนะ เราก็อาจจะกดดันเด็ก หรือฝึกเด็กให้หนักขึ้น โดยอาจไม่ได้ดูว่าความต้องการทางร่างกายของเด็กวัยนั้น หรือไม่รู้วิธีฝึกที่เหมาะสมกับวัยนั้น จนทำให้กล้ามเนื้อเขารับภาระหนักตั้งแต่เด็ก
พอไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เห็นลูกหาย ก็ให้กลับไปเล่นอีก มันก็กลายมาเป็นบาดเจ็บเรื้อรัง หรือเกิดความผิดปกติระดับโครงสร้างเข้าไปอีก แทนที่มันจะอยู่แค่ระดับกล้ามเนื้อ พอมันเจ็บซ้ำๆ มันก็ลดโอกาสในการเพิ่มศักยภาพเด็กในอนาคต ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราเจออาการบาดเจ็บของของนักกีฬาวัยรุ่น เราก็พอมองออกว่ามันไม่ใช่ปัญหาตอนนี้ มันเป็นความบาดเจ็บที่เกิดก่อนหน้านี้ ผมมองว่าตรงนี้มันเป็นปัญหาของภาพรวมวงการกีฬา
ผมเชื่อว่าถึงทีมกีฬาจะไม่มีนักกายภาพบำบัด แต่เราสามารถเข้าไปปรึกษานักกายภาพบำบัดได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ดีกว่าเราฝืนนักกีฬาไปเรื่อยๆ แถมช่วงนี้มันเปิดกว้างขึ้นมาก ความรู้เรื่องสุขภาพ แค่เปิดติ๊กต๊อกหรือเฟซบุ๊กก็เจอ หรือแม้แต่เดินเข้าไปขอคำแนะนำนักกายภาพบำบัด ไม่จำต้องเข้าไปรักษาก็ได้
ดังนั้น สิ่งที่ยังทำให้เราชอบอาชีพนี้อยู่ เพราะว่าเราได้เติมเต็มส่วนเล็กๆ ในชีวิต ชอบความรู้สึกที่เราทำให้ใครสักคนหนึ่งมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากคนที่นอนอย่างเดียว กลับมานั่งได้ จากคนที่นั่งได้กลับมายืนได้ จากคนที่ยืนได้กลับมาก้าวขาได้ จากคนที่ก้าวขาได้กลับมาวิ่งได้ จากคนที่วิ่งได้กลับมากระโดดได้
การได้เห็นเขาค่อยๆ ดีขึ้น มันทำให้เราภูมิใจในสิ่งที่ทำไปด้วย