เคยชอบหนังสือเล่มไหนมากๆ จนอยากรู้จักนักเขียนไหม แต่พอรู้แล้วก็อึ้งขึ้นไปอีก เพราะเขาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงนักเขียนเต็มเวลา แต่ยังทำอาชีพอื่นควบคู่ไปด้วย!
แรงบันดาลใจในการเขียนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นปุบปับเสมอไป หลายครั้งมันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างประสบการณ์ชีวิต หรืองานประจำที่ดูธรรมดาๆ แม้ว่าบางครั้งอาจเต็มไปด้วยความขมขื่น แต่อย่างน้อยงานเหล่านี้ก็ช่วยให้เราได้ทำตามความฝันของตัวเองง่ายขึ้น แถมยังกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่นำมาสร้างสรรค์ที่สร้างเรื่องราวแสนตราตรึงใจเราได้
วันนี้ The MATTER ชวนทุกคนไปสำรวจเส้นทางชีวิตของเหล่านักเขียนชื่อดัง ก่อนวันที่พวกเขาจะสร้างผลงานอันเป็นที่จดจำ พวกเขาเคยทำงานอะไรกันมาก่อนบ้าง แล้วประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากวันธรรมดาๆ เหล่านั้น มีส่วนหล่อหลอมงานเขียนของพวกเขาอย่างไร
ฟรันซ์ คาฟคา (Franz Kafka) — อาชีพ นักกฎหมายบริษัทประกันภัย

ใครจะคิดว่าเรื่องราวความแปลกแยกและโดดเดี่ยวจากนักเขียนชื่อดัง ผลงานทั้งหมดเกิดจากชายผู้ใช้เวลากลางวันไปกับการจัดการเคลมประกันและร่างกฎความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
เวลากลางวัน ฟรันซ์ คาฟคา ในฐานะนักกฎหมาย นั่งทำงานอยู่หลังโต๊ะที่สำนักงานประกันภัยในกรุงปราก หน้าที่ของเขาคือสอบสวนอุบัติเหตุจากโรงงานอุตสาหกรรม และพิจารณาจำนวนเงินชดเชยให้แก่แรงงานที่สูญเสียนิ้ว แขน ขา หรือแม้กระทั่งชีวิตให้กับเครื่องจักร รายงานของเขาได้รับคำชื่นชมในด้านความชัดเจนและความแม่นยำ แตกต่างจากโลกอันแสนมืดมนจากงานเขียนที่เขาสร้างยามค่ำคืน
ผลงานส่วนใหญ่ของคาฟคามักพาไปสำรวจความแปลกแยก ความไร้เหตุผลของระบบราชการ ไปจนถึงความน่ากลัวของการดำรงอยู่ อย่างในเรื่อง The Trial ที่ตัวเอกอย่างโยเซฟ คา. ต้องเผชิญกับระบบกฎหมายอย่างไร้ทางสู้ หรือ The Castle นิยายที่ถ่ายทอดความพยายามอันสูญเปล่าของนักสำรวจที่ดินในการเข้าถึงอำนาจท้องถิ่น รวมถึงผลงานชื่อดัง อย่าง The Metamorphosis ที่สะท้อนถึงความแปลกแยกของแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมสุดๆ เมื่อจู่ๆ วันหนึ่งตัวเอกกลายเป็นแมลงปีกแข็ง จนไม่สามารถทำงานของตัวเองได้อีกต่อไป
ทั้งความขมขื่น และความสิ้นหวังในงานของคาฟคา เชื่อว่าคงมีมนุษย์ออฟฟิศอีกหลายคนที่รับรู้ถึงความรู้สึกอันหนักอึ้งเหล่านี้ได้ไม่ยาก
อกาธา คริสตี้ (Agatha Christie) — อาชีพ พยาบาลและผู้ช่วยเภสัชกร

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ปมปริศนาการตาย จากน้ำหมึกของราชินีแห่งนวนิยายอาชญากรรมจะเกี่ยวข้องกับยาพิษ เหตุก็เพราะอกาธา คริสตี้ ไม่ใช่เพียงนักเขียนธรรมดา แต่ยังเคยเป็นผู้ช่วยเภสัชกรที่เชี่ยวชาญด้านสารพิษเป็นพิเศษด้วย
ในแผนกเภสัชกรรมของโรงพยาบาลกาชาดทอร์คีย์ อกาธาได้รับการฝึกเป็นผู้ช่วยเภสัชกร เธอเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ช่วงเวลานี้เองที่อกาธาสั่งสมความรู้เกี่ยวกับยาพิษรอบด้าน จนผ่านการทดสอบของสมาคมเภสัชกรแห่งลอนดอน ต่อมาอกาธาจึงได้รับหน้าที่เป็นคนปรุงตามใบสั่งยา งานนี้ในยุคนั้นถือเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง เพราะทั้งยาเม็ด ยาน้ำ หรือโลชั่นล้วนแต่ต้องทำด้วยมือทั้งสิ้น ต่อมาไม่นานจากหน้าที่คนปรุงยา เธอเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้จ่ายยาเต็มตัว
ความเคร่งเครียดจากงานซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตคน เป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เธอหันมาจับงานเขียน โดยอกาธานำความรู้เรื่องพิษมาใช้ครั้งแรกในเรื่อง The Mysterious Affair at Styles นวนิยายเล่มแรกที่เปิดตัวในปี 1916 ว่าด้วยเรื่องราวของคุณนายเอมิลี อิงเกิลธอร์ป ผู้ร่ำรวย ถูกพบเสียชีวิตจากการถูกวางยาพิษในห้องนอนปิดตาย นอกจากนี้ยังมีสารพิษอีกหลายชนิดที่ปรากฏในงานของเธอ ไม่ว่าจะเป็น ไซยาไนด์ รวมถึงพืชพิษอย่างเฮมล็อกและฟ็อกซ์โกลฟ จนถึงสารเคมีแปลกๆ เช่น แทลเลียมและริซิน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องราวการฆาตกรรมด้วยยาพิษล้วนมาจากความรู้ด้านเภสัชกรรมที่อกาธาเคยทำงานในแผนกจ่ายยาของโรงพยาบาลในช่วงสงคราม จนกลายเป็นผลงานอมตะให้เราได้อ่านจนถึงทุกวันนี้
วลาดีมีร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) — อาชีพ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษและนักวิจัยผีเสื้อ

วลาดีมีร์ นาโบคอฟ นักเขียนชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย ที่หลายคนน่าจะรู้จักเขาจากผลงาน Lolita นิยายว่าด้วยเรื่องความหมกมุ่นและความบิดเบี้ยวของศาสตราจารย์วัยกลางคนที่มีต่อเด็กสาวแรกแย้ม ซึ่งได้รับความนิยมถึงขนาดเคยถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้วถึง 2 เวอร์ชั่น
นอกเหนือจากงานเขียน วลาดีมีร์ต้องบอบช้ำจากเหตุการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง เพราะเขาคือลูกหลานตระกูลขุนนางรัสเซีย ที่ต้องระหกระเหินเพราะการปฏิวัติและสงครามโลก ที่ผ่านมาเขาจึงต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในฐานะอาจารย์พิเศษพเนจรอยู่หลายปี จนกระทั่งได้งานประจำครั้งแรกเมื่อเกือบอายุ 50 ปี ในฐานะนักกีฏวิทยา รับผิดชอบจัดการคอลเลกชันผีเสื้อในพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไปพร้อมๆ กับดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์
แม้จะต้องเจอกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้ง แต่ไม่มีงานเขียนไหนเลยที่เขาจะใส่เรื่องราวโหดร้ายนี้ลงไป แต่ถึงอย่างนั้นงานเขาก็ไม่ได้ไร้ศีลธรรม เพราะงานส่วนใหญ่ของวลาดีมีร์มักพูดถึงความซับซ้อนด้านศีลธรรม หลอกล่อผู้อ่านให้ค่อยๆ มองผ่านมุมมองอันคับแคบของตัวละคร ก่อนจะทำลายมุมมองนั้นด้วยประโยคเพียงไม่กี่ประโยคอย่างเฉียบคม
ฮาร์เปอร์ ลี (Harper Lee) — อาชีพ พนักงานบริษัทรับจองตั๋วเครื่องบิน

ฮาร์เปอร์ ลี นักเขียนชื่อดัง ผู้เป็นที่รู้จักจากนวนิยาย To Kill a Mockingbird ที่คว้ารางวัลพูลิตเซอร์ ทันทีที่เปิดตัวในปี 1960 แต่เส้นทางกว่าจะมาเป็นนักเขียนของเธอไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเติบโตมาในครอบครัวนักกฎหมาย ทำให้เธอถูกคาดหวังให้เจริญรอยตามพ่อของเธอไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ฮาร์เปอร์ รู้ดีว่าสิ่งที่เธอรักที่สุดคือการเขียน ท้ายที่สุดเธอจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนกฎหมาย แล้วย้ายไปนิวยอร์กเพื่อทำงานที่เธอรัก ฮาร์เปอร์ต้องดิ้นรนอยู่หลายปีกับการทำงานเลี้ยงปากท้อง โดยช่วงหนึ่งเธอทำงานเป็นพนักงานขายตั๋วให้กับสายการบิน Eastern Airlines และ British Overseas Air Corp (BOAC) ขณะเดียวกันก็เจียดเวลาว่างมาเขียนบทความและเรื่องสั้นไปพร้อมๆ กัน
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอกลายเป็นนักเขียน อยู่ที่การกลับมาเจอเพื่อนสมัยเด็กอีกครั้งอย่าง ทรูแมน คาโพตี (Truman Capote) นักเขียนดาวรุ่งขณะนั้นได้มอบของขวัญวันคริสต์มาสเป็นเงินหนึ่งก้อน เพียงพอให้ฮาร์เปอร์อยู่ได้ 1 ปีโดยไม่ทำอะไร เพื่อให้เธอได้ทุ่มเทงานเขียนอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นต้นฉบับ To Kill a Mockingbird ผลงานชิ้นเอกที่เป็นใบเบิกทางในแวดวงการเขียนให้ตัวเอง
แม้ว่างานที่ฮาร์เปอร์ที่เคยทำเพื่อเลี้ยงชีพจะไม่ได้หยิบมาใส่ในงานเขียนมากนัก แต่ผลงานเปิดตัวชิ้นนี้หลายคนมองว่าคล้ายนิยายอัตชีวประวัติของเธอ ไม่ว่าจะเป็นฉากหลังอย่างสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความสัมพันธ์ของเธอกับพ่อที่เป็นทนายความ หรือแม้แต่การเหยียดผิวอย่างรุนแรง และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหากขาดงานธรรมดาๆ คอยหล่อเลี้ยงชีวิตระหว่างที่เธออยู่นิวยอร์ก ผลงานอันยิ่งใหญ่นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
คาซุโอะ อิชิงุโระ (Kazuo Ishiguro) — อาชีพ นักสังคมสงเคราะห์

คาซุโอะ อิชิงุโระ นักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายญี่ปุ่น ผู้เคยคว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2017 โดยผลงานของเขามักพาคนอ่านไปสำรวจความทรงจำ อัตลักษณ์ที่หลากหลาย และความหมายของมนุษย์ ส่วนหนึ่งก็เพราะประสบการณ์จากการทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ จนกลายเป็นผลงานที่เข้าถึงหัวใจของผู้คน อย่างเรื่อง The Remains of the Day หรือ Never Let Me Go
คาซุโอะเคยให้สัมภาษณ์กับ Huck นิตยสารจากอังกฤษไว้ว่าการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ส่งผลต่อนวนิยายเรื่องแรกๆ ของเขา ช่วงเวลาที่เขาทำงานในศูนย์พักพิงคนไร้บ้านในลอนดอน ทำให้เขามองเห็นความอ่อนแอและเปราะบางของมนุษย์อย่างหมดเปลือก ช่วงเวลานั้นคาซุโอะพบว่าตัวเองที่ยังไร้เดียงสา พยายามช่วยพวกเขาอย่างเต็มที่ ด้วยหวังว่าชีวิตพวกเขาจะดีขึ้น ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดและหดหู่ใจเสมอเมื่อเห็นชีวิตที่ย่ำแย่ของผู้คนต่อหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายเขาก็เข้าใจว่า ไม่ว่าตัวเองจะพยายามมากแค่ไหน สุดท้ายผู้คนก็ยังคงเป็นทุกข์อยู่ดี โดยที่เราไม่อาจทำอะไรได้เลย
แม้ว่าจะไม่ได้นำประสบการณ์ของคนที่เขาเคยพบเจอมาบอกเล่าตรงๆ แต่ก็กลายเป็นธีมสำคัญที่มักเจอในงานของเขาอยู่บ่อยๆ อย่างการตั้งคำถามถึงคุณค่าของมนุษย์เมื่อค่านิยมทางสังคมเปลี่ยนแปลง เช่นในThe Remains of the Day ที่สตีเวนส์ พ่อบ้านผู้เคร่งขรึมในบ้านดาร์ลิงตัน หวนคิดถึงอดีต ตอนทำงานรับใช้ลอร์ดดาร์ลิงตันผู้ล่วงลับ และชวนเราไปสำรวจความหมองหม่น การเสียสละที่ผ่านมา และชีวิตที่เหลืออยู่ต่อจากนี้
อองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี (Antoine de Saint-Exupéry) — อาชีพ นักบิน

หลายคนคงเคยได้ยินวรรณกรรมคลาสสิก อย่าง เจ้าชายน้อย หรือ Le Petit Prince ของอองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี เรื่องราวของเด็กชายผมสีทองที่หลงทางไปเจอกับนักบินกลางทะเลทราย อันที่จริงก็คล้ายกับชีวิตของผู้เขียนไม่น้อยเลย
แซงเตก-ซูเปรี นอกจากเป็นนักเขียนผู้ให้กำเนิดเจ้าชายน้อยแล้ว อีกด้านหนึ่งเขายังเป็นนักบินผู้เชี่ยวชาญด้วย ช่วงอายุ 21 ปี เขาเข้าร่วมกองทัพอากาศฝรั่งเศส ก่อนได้รับปีกนักบิน หลังจากรับราชการในกองทัพเป็นเวลา 4 ปี เขาก็ได้ทำงานกับบริษัทวิศวกรรมอากาศยานชื่อกลุ่มลาเตโกแยร์ (Latécoère Group) และมีส่วนร่วมสร้างเส้นทางไปรษณีย์ทางอากาศครอบคลุมหลายทวีป
ตลอดเส้นทางอาชีพด้านการบิน แซ็ง-เต็กซูเปรีก็ยังทุ่มเทเขียนงานและตีพิมพ์ผลงานอย่างสม่ำเสมอ งานส่วนใหญ่ของเขามักเกี่ยวกับการบิน การผจญภัย และปรัชญาแสนเรียบง่าย นอกจากเจ้าชายน้อยแล้ว เขายังมีผลงานเกี่ยวกับการบินอีกหลายงาน ไม่ว่าจะเป็น ไปรษณีย์ใต้ (1929) นวนิยายเรื่องแรกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาชีพนักบิน เที่ยวบินกลางคืน (1931) ว่าด้วยเรื่องการบินส่งไปรษณีย์ในอเมริกาใต้ หรือ แผ่นดินของเรา (1939) บันทึกประสบการณ์นักบินที่สะท้อนปรัชญาชีวิตและความเป็นมนุษย์
แม้ท้ายที่สุด แซงเตก-ซูเปรีจะบอบช้ำจากบาดแผลของสงคราม รวมถึงการโยกย้ายจากบ้านเกิดไปลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา แต่นั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้รู้จักเด็กชายผมทอง จากดาว B612 เป็นครั้งแรก และตราตรึงใจเราจนถึงทุกวันนี้
อ้างอิงจาก