สื่อศาล

ในช่วงปี 2016 ที่กำลังจะหมดลงในอีกไม่กี่วัน ดูเหมือนจะเป็นปีทองของเหล่าสื่อกอสสิปของญี่ปุ่น เพราะสามารถทำสกูปข่าว “แฉ” คนดังในวงการบันเทิงหลายแบบที่เรียกได้ว่ากลายเป็นวาระแห่งชาติไปเลยทีเดียว ซึ่งกรณีใหญ่สุด คงต้องยกให้กับหัวนิตยสาร ‘ชูคังบุนชุน’ ที่เปิดตัวแรงตั้งแต่ต้นปี สามารถแฉเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่าง เบคกี้ ดาราสาวที่มีภาพลักษณ์เป็นสาวสดใส ร่าเริง เข้ากับใครก็ได้ เหมือนเป็นสาวข้างบ้านที่เราเอ็นดู กับ คาวาทานิ เอะนอน นักร้องหนุ่มวง Gesu no Kiwami Otome วงดนตรีที่โด่งดังและมาแรงในญี่ปุ่น

 

ซึ่งถ้าสองคนรักกันเฉยๆ คงไม่เป็นอะไร แต่จริงๆ แล้ว คาวาทานิ มีภรรยาเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว และที่โหดคือ สื่อเล่นวิธีใช้ดาบสอง คือ ปล่อยข่าวก่อนว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กัน แต่พอเบคกี้ออกมาปฏิเสธข่าว เท่านั้นล่ะครับ ในฉบับต่อมา ชูคังบุนชุน งัดเอาหลักฐานสารพัดมาลงตีพิมพ์สวนทันที เล่นเอาทั้งหมดที่ปฏิเสธมา กลายเป็นเรื่องโกหกไปเลยทีเดียว ซึ่งผลก็คือ เบคกี้ ก็ต้องถอนตัวจากวงการบันเทิงไประยะหนึ่ง แม้ตอนนี้จะกลับมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้าง รับงานโฆษณาเยอะไปหมดแบบแต่ก่อน

 

แต่ที่แน่ๆ คำว่า Gesu Furin ที่ผสมคำว่า Gesu จากชื่อวงของฝ่ายชาย
ซึ่งมีความหมายว่า ต่ำตม และคำว่า Furin ที่แปลว่า การคบชู้
กลายมาเป็นหนึ่งในคำฮิตของญี่ปุ่นประจำปี 2016 ไปเรียบร้อยแล้ว

 

ก่อนอื่น ต้องขอนำเสนอเรื่องสื่อของญี่ปุ่นซักหน่อย เพื่อจะได้อ่านบทความนี้เข้าใจได้มากขึ้นครับ สื่อของญี่ปุ่น นอกจากหนังสือพิมพ์เล่มใหญ่แบบหนังสือพิมพ์รายวันแบบบ้านเราแล้ว ก็จะมีหนังสือพิมพ์อีกกลุ่ม ที่เน้นขายข่าวกีฬาและบันเทิง เพื่ออ่านเบาสมองเป็นหลัก (เครียดกับงานแล้วก็ไม่อยากมาเหนื่อยอ่านข่าวอีก) ซึ่งพวกนี้จะเป็นสื่อขนาดแทบลอยด์เท่ากับหนังสือพิมพ์ฟุตบอลบ้านเรา ข่าวที่รายงานส่วนมากก็เป็นข่าวกีฬารายวัน ตั้งแต่เบสบอล ฟุตบอล ซูโม่ มวยปล้ำ (ครับ รายงานกันจริงจัง) และอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นข่าวบันเทิงอ่านเอาเบาสมองเป็นหลัก กลุ่มนี้จะเน้นลงข่าวบันเทิงใหญ่ๆ รายวัน ซึ่งเวลามีข่าวฉาว หรือข่าวใหญ่ของวงการ พวกสื่อกีฬาพวกนี้ก็จะตีข่าวเต็มหน้าหนึ่งพาดหัวเลยทีเดียว

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือ นิตยสารรายสัปดาห์ ขนาดเล็กกว่า A4 นิดนึง ซึ่งพวกนี้จะเป็นนิตยสารลงเรื่องที่จัดว่าเบากว่านิตยสารข่าวทั่วไป คือมีข่าวประจำสัปดาห์ มีคอมเมนต์ให้อ่าน แต่ก็เน้นเรื่องเบาสมอง เรื่องเพี้ยนๆ กีฬา และรวมไปถึงภาพนางแบบวาบหวิว ซึ่งมักจะเป็นการโปรโมตอัลบั้มภาพเล่มใหม่ๆ บางเล่มก็มีส่วนที่เราต้องไปแกะตามรอยปรุเอง เพราะว่าเป็นภาพแบบที่เปิดทั่วไปไม่ได้ (ภาพนางแบบแบบโชว์รอยไหมนั่นเอง) แต่จุดขายที่เด่นจริงๆ ของสื่อพวกนี้คือ ข่าวฉาวของคนดังครับ เพราะเขารับซื้อภาพฉาวคนดังกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และแข่งกันว่าใครจะทำข่าวใหญ่ได้มากกว่ากัน ซึ่งข่าวฉาวของดาราก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ดาราวัยรุ่นออกเดตกัน ไอดอลที่ห้ามมีความรักแต่ดันไปเดินกับผู้ชาย ดาราออกมาจากคอนโดของฝ่ายหนึ่งพร้อมกัน ภาพของตลกรุ่นใหญ่หลังจากเสร็จกิจกับสาว (สาวคนที่ว่านั่นล่ะเอามาขายเอง) ดารารุ่นใหญ่เมาเหล้ากอดสาวนอนหลับกลางถนน ไปจนกระทั่ง ตลกออกจากอาบอบนวดแล้วไปนั่งกินข้าวเหงาๆ คนเดียว (นี่ก็ข่าวเหรอ) ซึ่งที่ผ่านมา เจ้าใหญ่เจ้าดังของญี่ปุ่น ต้องยกให้ Friday สื่อกอสสิป ที่มีผลงานเด่นมาตลอด จากกลายเป็นคำศัพท์แสลงไปว่า ‘ถูกไฟรเดย์’ หมายถึง ถูกนำภาพฉาวๆ ไปขายออกสื่อนั่นเอง และสื่อที่ว่า ก็มักจะเป็น Friday นั่นล่ะครับ

 

แต่ปีนี้ความโดดเด่นของ Friday ถูกแย่งไปโดย ชูคังบุนชุน ตั้งแต่ข่าวใหญ่เมื่อต้นปี และล่าสุดยังทำข่าวแฉเรื่องการคบชู้ของผู้ประกาศข่าวสาวชื่อดัง จนแย่งความโดดเด่นจาก Friday ไปอย่างงดงาม (ผมควรชมไหม?) และแน่นอนว่ามีหรือครับที่ Friday จะยอมอยู่เฉย พวกเขาเตรียมตอบโต้กลับด้วยการเปิดตัวข่าวที่กลายมาเป็นข่าวใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นส่งท้ายปีเลยทีเดียว และเหยื่อของพวกเขา ก็คือ นาริมิยะ ฮิโรกิ ดาราหนุ่มชื่อดัง

ต้นเดือนธันวาคม Friday ลงสกู๊ปข่าวใหญ่ พร้อมภาพถ่ายที่ ‘น่าสงสัยว่า’ นาริมิยะกำลังใช้โคเคนอยู่ ซึ่งภาพและเนื้อข่าวที่ว่า ก็มาจากคนใกล้ตัวดาราหนุ่มนั่นเอง ข่าวนั้นกลายเป็นข่าวดังไปทั่วญี่ปุ่น เพราะนาริมิยะเองก็เป็นดาราหนุ่มที่อยู่ในวงการมีผลงานโดดเด่นมาเกินสิบปี และไม่แน่ใจว่าบังเอิญหรือไม่ เพราะเขาเพิ่งถอนตัวจากบทนำในละครชุด ไอโบ (คู่หู) ซึ่งยืนยาวมากว่า 15 ปี โดยเขาไปร่วมแสดงบทนำเป็นเวลา 3 ปี ก่อนจะเปลี่ยนตัวนำแสดง ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง หนึ่งในนักแสดงร่วมในละครชุดนี้ ก็ถูกจับข้อหาเสพกัญชาไปหมาดๆ ซึ่งตามธรรมเนียมของญี่ปุ่น เมื่อนักแสดงคนไหนมีคดีเช่นนี้ ก็จะถูกตัดออกจากซีรีย์ไปเลย แม้จะเลิกแสดงแล้ว ก็จะทำการลบโปรไฟล์ในเว็บไซต์ของละครออก และงดการฉายซ้ำตอนที่มีนักแสดงคนดังกล่าวเล่นด้วย (ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อรายรับคนอื่น เพราะฉายซ้ำที ก็ได้เงินเสริมที) นักแสดงร่วมเพิ่งมีเรื่องไปหมาดๆ นี่นาริมิยะก็มามีข่าวอีกคน จนแทบจะเป็นเมดเลย์ข่าวฉาวของกลุ่มนักแสดงเรื่องไอโบก็ว่าได้

แต่เรื่องก็ไม่ได้จบง่ายๆ ครับ เพราะว่าภาพที่ออกมานั้น แทบจะใช้พิสูจน์อะไรไม่ได้ เพราะมันแค่ “คล้าย” ว่าจะเป็นโคเคนเท่านั้น ไม่ได้ชัดเจนอะไร จะอาศัยน้ำหนักของคำพูดของคนที่เอาข่าวมาขาย ก็ใช่ว่าจะเป็นความจริงเสมอ และกลุ่มแฟนๆ ก็ช่วยกันพยายามหาภาพอ้างอิงว่า ที่เห็นในรูปไม่ใช่โคเคน แต่เป็นขนมของเล่นที่ให้เด็กมาทำซูชิเอง แบบที่คนไทยชอบซื้อมาเล่นกันนั่นล่ะครับ ซึ่งต่อมา ต้นสังกัดและเจ้าตัวก็ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวหาจากทาง Friday (ณ จุดนี้ยังไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายโดยตำรวจต่อนาริมิยะครับ) ซึ่งตัว Friday เองก็ออกมาแย้งกลับด้วยเทปบันทึกเสียงของนาริมิยะ บอกว่า “อยากได้ชาลี (โคเคน)” อีก ซึ่งก็แน่นอนครับ เทปที่มาก็มาจากเพื่อนคนเดิมนั่นเอง

 

งานนี้ ดูเหมือนว่าทางสื่อจะเป็นต่อ แต่ไม่กี่วันต่อมาเกมก็พลิกครับ เมื่อนาริมิยะส่งแฟกซ์ไปที่สื่อต่างๆ บอกว่า ต้องการออกจากวงการบันเทิงแล้ว เพราะทนเรื่องต่างๆ ไม่ไหว และมีประโยคสำคัญคือ

 

“เรื่องของ Sexuality ที่ไม่อยากให้ใครรู้ ก็จะถูกสื่อโฟกัสด้วย
ด้วยสภาพแบบนี้คิดว่าตนเองคงไม่สามารถทนไหว”

 

กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ทิ้งไว้ แล้วตัวเขาเองก็ออกเดินทางมายังสิงคโปร์และคิดว่าคงจะเดินทางในประเทศโซนนี้ไปซักระยะ (จะมาไทยไหม)

เท่านั้นล่ะครับ กระแสตีกลับทันที จากที่เป็นเรื่องสื่อแฉดาราเล่นยา กลับกลายเป็นสื่อใช้อำนาจเล่นงานเรื่องส่วนตัวของดารา โดยเฉพาะเรื่องรสนิยมเพศ จนทำให้ดาราถึงกับต้องออกจากวงการ เพราะในเนื้อข่าวเดิม ก็มีรายงานถึงพฤติกรรมที่พยายามตีสนิท ‘เพื่อน’ คนดังกล่าวเกินกว่าจะเป็นเพื่อนเฉยๆ พอคนทั่วไปเห็นข่าวนี้ ก็เกิดกระแสความเห็นใจแทน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่า นาริมิยะเองก็ไม่ได้เป็นลูกคุณหนูที่เข้าวงการมาด้วยเส้นสายที่ไหน แต่เขาคือคนที่ผ่านความยากลำบากมามาก เขากับน้องชายโตขึ้นมาโดยมีแม่เลี้ยงมาคนเดียว และเมื่ออายุ 14 แม่เขาก็เสียชีวิต จนสองพี่น้องไม่เหลือใคร เขาตัดสินใจไม่เรียนต่อมัธยมปลายและออกทำงานสารพัด เพื่อหาเงินส่งน้องที่อายุน้อยกว่า 6 ปีเรียนหนังสือต่อ และทำหน้าที่ผู้ปกครองของน้อง จนบังเอิญเจอประกาศรับสมัครออดิชั่นนักแสดง ก็ไปลองดูเพราะคิดว่าน่าจะทำเงินได้เยอะพอ และกลายเป็นว่าเขาได้รับบทนั้นไป หลังจากนั้น เส้นทางสายนักแสดงของเขาก็รุ่งเรืองอย่างไม่น่าเชื่อเลย

พอคนเริ่มเห็นใจ แทนที่สื่อจะเล่นกับกระแสตีกลับ กลับไปสุมไฟเข้าไปอีก จากเรื่องโคเคน กลายเป็นว่าสื่อกอสสิปหันมาเล่นข่าวเรื่องที่นาริมิยะ ‘น่าจะ’ เป็นเกย์อย่างเมามัน ถึงขนาดที่สื่อกีฬาอย่าง SportNichi ตีข่าวหน้าหนึ่งตัวโตๆ ว่า “นาริมิยะ ออกจากวงการ เพราะว่า (มีรายงานว่า ตรงนี้ใส่ตัวหนังสือเล็กมาก) เป็นเกย์” เล่นเอาคนเดือดกันหมด เพราะรู้สึกว่า สื่อชักจะล้ำเส้นเกินไป ในเมื่อเขาเลือกถอยออกจากวงการบันเทิงแล้ว ยังกลับไปตีข่าวต่ออีก

 

ที่น่าสนใจคือ เรื่องดาราชายเป็นเกย์ ยังเป็นข่าวใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นอยู่ แม้เมื่อเทียบกับสิบกว่าปีก่อน จะเปิดเรื่อง LGBT มากขึ้น มีคนดังที่เป็นกลุ่ม LGBT มากขึ้น ทั้งในวงการนักแสดง ดารา ตลก นายแบบนางแบบ แต่พอเป็นเรื่องของ นักแสดงขายดีแล้ว ดูเหมือนว่า ดารานำชายที่เป็นเกย์ ก็มักจะถูกมองด้วยสายตาเย็นชาอยู่ดีนะครับ เพราะเขาไม่ได้ทำตัวเหมือนกับบทบาทของเขานั่นเอง ต่างจากคนอื่นที่เปิดตัวกันแล้วก็ทำตามนั้นไป ไม่ต้องฝืนอะไร พอนาริมิยะโดนตีข่าวแบบนั้น ก็ไม่แปลกอะไรที่จะอยากออกจากวงการบันเทิงไป

ซึ่งเรื่องนี้ ก็มีความเห็นมากมายจากคนในหลายวงการเช่นกัน รวมไปถึง คิตะโนะ ทาเคชิ ที่เรารู้จักกันดี ก็บอกว่า น่าสงสาร และน่าจะเล่นงานทางสื่อกลับไปเลย จะไปกลัวอะไร ขณะที่ ทนายหนุ่มในโตเกียวที่เปิดตัวว่าตัวเองเป็นเกย์อย่างคุณมินามิ คาซึยุคิ ก็ได้แต่ออกมาแสดงความเห็นใจ เพราะเข้าใจว่าการที่ต้องอยู่โดยพยายามปกปิดตัวตนที่แท้จริง ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก ต่อให้ออกมาเปิดตัว ก็คงเป็นที่สาแก่ใจของสื่อมากกว่า โดยสื่อคงคิดว่า “เห็นมั้ย ก็เป็นจริงๆ พวกเราสิ ที่ให้โอกาสเปิดตัว” แต่ในขณะเดียวกัน ก็มองว่า ในจดหมายนั้น การพูดเรื่องรสนิยมเพศออกมา ก็เหมือนเป็นแทคติกในการดึงความสนใจจากเรื่องโคเคนไป

 

ในตอนนี้ก็น่าคิดว่า เมื่อเขาเลือกที่จะออกจากวงการบันเทิงไปแล้ว
สื่อควรจะขีดเส้นว่า จะทำข่าวเขาต่อไปอีกแค่ไหน

 

เพราะเมื่อเป็นคนธรรมดา ก็ควรจะได้รับความเป็นส่วนตัวบ้างไม่ใช่เหรอ แต่ ณ ตอนนี้ เท่าที่ผมไล่ตามอ่านสื่อญี่ปุ่น ก็พยายามหาข่าวใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพจาก ‘งานเลี้ยง’ ที่ดูน่าสงสัย หรือข่าวว่าเขาเคยพยายามจ่ายเงินเพื่อนอนกับคนดัง จนทำให้มีกระแสเรียกร้องจริยธรรมในการรายงานของสื่อด้วย

แน่นอนว่า ความผิดเรื่องการใช้โคเคนนั้น ควรจะได้รับการจัดการทางกฎหมาย (แต่เจ้าตัวก็ไม่อยู่ในญี่ปุ่นแล้ว อันนี้ก็พูดยาก เพราะทำให้หลายคนไม่พอใจเหมือนกัน) ไม่ใช่สื่อที่ทำหน้าที่ศาลเตี้ยแบบนี้ (แต่หลายกระแสก็ว่า ตำรวจพร้อมจะเล่นงานอยู่แล้ว สื่อเลยรีบตีข่าวก่อนเพราะขายได้) จนหลายคนบอกว่า สื่อแสร้งทำตัวเป็นคนดี แต่สุดท้ายก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆ เพราะถ้าเรื่องโคเคนเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าเป็นความผิด ที่ไม่แปลกที่จะถูกรายงาน แต่การขยี้ข่าวเรื่องรสนิยมทางเพศของเขาต่ออย่างยืดยาวนั้น เหมาะสมหรือไม่ จนเรียกได้ว่า เรื่องอื้อฉาวในครั้งนี้ทำให้หลายต่อหลายคน หันมามองสื่อกอสสิปด้วยสายตาที่เข้มงวดกว่าเดิม และจากนี้ไป วงการสื่อและบันเทิงของญี่ปุ่น คงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่มากก็น้อย

 

อ้อ แล้วก็ยังมีหลายคนที่มองว่า จริงๆ แล้ว เรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ ถูกนำออกมาใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา เพื่อดึงความสนใจของมหาชน ไปจากการผ่านกฎหมายอนุญาตให้เปิดคาสิโนในประเทศญี่ปุ่นได้เท่านั้นเองครับ

ขึ้นชื่อว่า มีผลประโยชน์ เราก็เริ่มไม่รู้ล่ะครับ ว่าอะไรจริง อะไรเท็จแค่ไหน เฮ้อ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

http://www.excite.co.jp/News/entertainment_g/20161213/Cyzowoman_201612_post_122912.html

http://www.excite.co.jp/News/entertainment_g/20161215/DailyNews_1244049.html

http://www.excite.co.jp/News/entertainment_g/20161214/DailyNews_1243513.html

https://www.buzzfeed.com/tatsunoritokushige/narimiya-intai?utm_term=.dj7MwmKQpe#.ghaXZLnY8M

http://www.huffingtonpost.jp/2016/12/09/story_n_13528098.html

http://www.huffingtonpost.jp/2016/12/10/matsumoto-narimiya_n_13556088.html

https://1kando.com/38054

http://www.huffingtonpost.jp/2016/12/13/hiroki-narimiya_n_13596184.html?ncid=fcbklnkjphpmg00000001

 

 

Illustration by Namsai Supavong
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed