“ผม ร้อยตำรวจโทนาวิน ถูกคำสั่งย้ายมาช่วยราชการที่สน.โชคชัยครับ”
1.
ทุกอย่างเกิดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน 2545 ณ โรงพักซึ่งตั้งอยู่ริมถนนลาดพร้าว สน.ที่คนทั่วไปมักจะเรียกชื่อผิดๆ ว่า โชคชัยสี่ ทั้งที่จริงแล้ว มันคือสถานีตำรวจ ชื่อว่า ‘โชคชัย’เท่านั้น
ขณะที่พนักงานสอบสวนยศร้อยตำรวจตรี นั่งทำงานรับแจ้งความอย่างตั้งใจ ชายคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดของตึก เลี้ยวขวาเปิดประตูเข้ามา พร้อมบอกกับหมวดที่ดูแลประชาชนในขณะนั้นว่า
“ผม ร.ต.ท.นาวิน ทรงละออ รองสวป.ที่โรงพักกะปาง ทุ่งสง นครศรีธรรมราช ถูกคำสั่งย้ายมาช่วยราชการให้เป็นพนักงานสอบสวนที่โรงพักโชคชัย จึงเดินทางมาก่อนที่คำสั่งจะมาถึง”
ประโยคที่กลั่นออกมานั้น ทำให้ร้อยตำรวจตรีหนุ่มหูผึ่ง และลุกยืน เพื่อแสดงความเคารพแก่ผู้มียศสูงกว่า พร้อมลอบสังเกตไปในตัว บุคคลตรงหน้า เป็นชาย ตัดผมสั้นเกรียน ท่าทางทะมัดทะแมง พิจารณาอย่างถี่ถ้วนเหมาะสมกับการเป็นรองสวป.จากโรงพักปักษ์ใต้ทุกประการ
ดังนั้น จึงพาตัวหมวดมาใหม่ไปพบกับผู้บังคับบัญชา น่าเสียดายหัวใจเศร้าที่เวลานั้น ผู้กำกับการของสน.โชคชัยไม่อยู่ จึงได้คุยกับผู้รับผิดชอบงานสอบสวนยศพันตำรวจโทแทน
ร.ต.ท.นาวินแจ้งว่า ตัวเองจบนายร้อยตำรวจรุ่น 53 หรือเรียกกันในวงการสั้นๆ ว่า นรต.53 เป็นลูกน้องของพลตำรวจตรีนายหนึ่งในกองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมอ้างอีกว่าเป็นน้องเมียของพันตำรวจโทนายหนึ่ง ซึ่งเป็นรองผกก.โรงพักแถวอุบลราชธานีอีกด้วย
ความกว้างขวางแบบนี้ ทำให้ผู้บังคับบัญชาในโรงพักโชคชัยเชื่อมั่น ก่อนแจ้งการเดินทางมาของหมวดนาวินให้กับกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ตามขั้นตอน พร้อมมอบหมายให้ตำรวจมาใหม่ไปดูแลงานสายตรวจทันที
โดยหน้าที่ดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานป้องกันและปราบปราม ใส่เครื่องแบบเต็มยศ อาวุธครบมือ ตระเวนทั้งขี่จักรยานยนต์และรถตำรวจไปตามพื้นที่ สอดส่องหาวายร้าย หากประชาชนมีเรื่องเดือดร้อน ก็จะได้ช่วยเหลือทัน
ร.ต.ท.นาวิน เริ่มทำงานจับคู่บัดดี้กับผู้กอง รองสวป.ของโรงพัก นอกจากดูแลพื้นที่แล้ว ยังต้องสั่งการตำรวจชั้นประทวน ยศสิบตำรวจตรียันดาบตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงวางแผนสอดส่องอาชญากรอีกด้วย
นี่เป็นหน้าที่สำคัญ ที่หมวดนาวินได้รับมอบหมาย
อย่างไรก็ดี ร.ต.ท.มาใหม่ ปฏิบัติงานแบบไม่ย่อท้อ เขาออกลุยพื้นที่กับผู้กองต่อเนื่องหลายวัน ช่วงค่ำคืนที่คนหลับ เจ้าตัวแปรสภาพเป็นผู้พิทักษ์ดูแลปวงประชา สร้างความประทับใจให้กับผู้บังคับบัญชาในความตั้งใจเอาการเอางานอย่างมาก
“แล้วพักที่ไหนล่ะ” หัวหน้าถาม
“ไม่มีครับ เพราะเพิ่งย้ายมา”
สน.โชคชัยจึงจัดห้องพักร่วมกับเจ้าหน้าที่นายอื่นๆ ในแฟลตสวัสดิการตำรวจที่ซอยลาดพร้าว 61
เรียกว่าดูแลกันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ก่อนออกตรวจ ร.ต.ท.นาวิน จะเดินทางมาที่สน. โดยแต่งเครื่องแบบครึ่งท่อน กางเกงสีกากี แต่เสื้อนั้นจะใส่แจ็กเก็ตดำคลุมทับไว้
พอได้เวลาลุยงาน ก็จะใส่เครื่องแบบเต็มยศ ติดทุกอย่างเรียบร้อย ไฟฉายก็พร้อม ไปตั้งด่านแถวถนนประดิษฐ์มนูธรรมทุกค่ำคืน
นอกจากนี้ผู้บังคับบัญชายังให้ร.ต.ท.นาวิน ควบคุมการปล่อยแถวออกตรวจ เจ้าหน้าที่ชั้นประทวนต่างตะเบ๊ะทำความเคารพให้เกียรติ เช่นเดียวกับร้อยตำรวจตรีในสน.
ทุกคนเรียกชายคนนี้อย่างสนิทสนมว่า “เฮีย”
แต่ไม่มีใครสงสัยสักนิดเลยว่า
ทำไมนายร้อยตำรวจจบใหม่ผู้นี้ ถึงไม่พกปืนสักกระบอก
2.
1 เดือนแห่งการออกตรวจและทำหน้าที่อย่างเข้มข้นกว่า 24 วัน จนกระทั่งถึงวันที่ 23 กรกฎาคม ร.ต.ท.คนหนึ่ง สังกัดตำรวจตระเวนชายแดนที่อุดรธานี โผล่มาเยี่ยมเพื่อนฝูงที่สน.โชคชัย ตามประสาคนหนุ่ม ก็ต้องสังสรรค์เฮฮากันนิด
ระหว่างนั้นร้อยเวรเข้าไปหา พร้อมถามว่า
“รู้จักพี่นาวินไหมครับ”
“รู้จักเป็นอย่างดีเลย เพราะจบรุ่นเดียวกัน ตอนนี้มันอยู่ที่สภ.วิเชียรบุรี เพชรบุรี”
ประโยคนี้สร้างความงุนงงให้กับตำรวจโชคชัยอย่างมาก ทุกอย่างดูไม่เข้าเค้าและทะแม่งแบบผิดปกติ
หมวดนาวินจะไปอยู่เพชรบุรีได้อย่างไร ในเมื่อเขาปฏิบัติหน้าที่ออกตรวจอยู่ที่โรงพักโชคชัย
“เขาอยู่ที่นี่นะพี่”
คราวนี้ตำรวจตระเวนชายแดนหนุ่มถึงกับงงเองบ้าง พร้อมยืนยันว่า นาวิน ที่จบรุ่น 53 อยู่เพชรบุรี ทว่าร้อยเวรยืนยันอีกรอบว่า ตอนนี้มาช่วยราชการที่นี่ต่างหาก
“งั้นไปเจอมันพร้อมๆ กัน”
พวกเขาเดินทางไปยังแฟลตตำรวจ เดินไปห้องที่ร.ต.ท.นาวิน ทรงละออพัก เมื่อเคาะเรียก หมวดหนุ่มก็เปิดออกมา สร้างความตกตะลึงให้กับร.ต.ท.ปรีชาวุฒิอย่างมาก
“นี่ไม่ใช่นาวิน”
แล้วเป็นใครกันแน่
ก่อนจะทันได้หาคำตอบ ตชด.จากอุดรธานี ตรงเข้าล็อกตัวหมวดนาวินทันที ทำทุกอย่างให้อีกฝ่ายสิ้นฤทธิ์ไร้ประสิทธิภาพจะหนีหรือตอบโต้ เมื่อจับได้มั่น ก็ต้องเค้นให้คายข้อสงสัยทุกอย่าง
“ไปโรงพักกัน”
พยานที่เห็นเหตุการณ์จะเล่าว่า สิ่งที่พบในวันนั้น ช่างเป็นภาพแสนประหลาด เพราะมีตำรวจไปคุมตัวตำรวจด้วยกันเอง ในแฟลตของตำรวจ เพื่อพาตัวไปยังห้องสอบสวนของตำรวจโชคชัย ท่ามกลางคนทั้งโรงพักเข้ามารุมล้อม เพราะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้ใหญ่ประจำสถานีต่างเข้ามาสอบถามแบบละเอียด มุ่งหวังข้อเท็จจริงกับหมวดหนุ่มที่ย้ายมาจากปักษ์ใต้ได้เกือบเดือนคนนี้
กินเวลาไม่นาน
ชายที่คนทั้งโรงพักคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ก็สารภาพว่า
“ผมไม่ใช่ตำรวจครับ”
ทุกคนขมวดคิ้วอึ้ง
“แล้วมึงเป็นใครกันวะ”
3.
คำให้การทั้งหมด ถูกส่งต่อไปยังผู้กำกับการสน. รายงานขึ้นไปยังกองบังคับการ และไปจบที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล สิ่งที่นายตำรวจรับรู้คือ เรื่องสุดช็อค แสนอึ้ง ปนกับความอาย
มีคนอ้างตัวเป็นหมวดนาวิน มาทำงานในโชคชัยได้เกือบเดือน โดยที่เพื่อนร่วมงานไม่เคยสงสัยแม้แต่นิดเดียวเลยว่า มันไม่ใช่ตำรวจ
เมื่อเรื่องรู้เข้าหูนักข่าว สื่อมวลชนทุกแห่งในเวลานั้น ต่างเดินทางไปยังสน. ต้นเรื่อง เพื่อสอบถามหาข้อเท็จจริงทันที
บุรุษที่ออกตรวจกับเพื่อนสีกากีนั้น แท้จริงแล้ว ไม่ใช่ร.ต.ท.นาวิน ทรงละออ แต่คือนายนาคิน ศรีสมบูรณ์ อายุ 25 ปี คนเชียงราย และตลอดชีวิตไม่เคยเรียนโรงเรียนนายร้อย ไม่เคยเข้าฝึกหลักสูตรเกี่ยวกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เขาเป็นเพียงอดีตยาม ที่ศรีราชาเท่านั้น
แม้กระนั้น เจ้าตัวโชว์ทักษะการปลอมตัวขั้นเทพ ชนิดลือลั่นไปทั่ว เพราะสามารถหลอกตำรวจทั้งสถานีให้เชื่อว่า เขาคือร้อยตำรวจโทหนุ่มได้แบบแนบเนียนอย่างยิ่ง
รองผู้กำกับการสืบสวนโทรศัพท์ไปถามตำรวจที่นาคินแอบอ้าง ว่ารู้จักกับหมวดนาวินหรือไม่ ผลที่ได้คือ ปลายสายงงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่คุ้นชื่อนี้แม้แต่น้อย
ด้านรองผกก.โรงพักแถวอุบลราชธานี ก็ไปไม่ถูก เพราะไม่รู้จักกับหมวดนาวินเป็นการส่วนตัว
“นาคินล่ะครับ รู้จักไหม”
“รู้จักสิวะ ไอ้นาคินเคยทำงานเป็นยามบริษัทที่ผมดูแล แต่ไล่มันออกไปแล้ว เพราะชอบอ้างตัวเป็นตำรวจ แล้วไปเบ่งกินฟรีตามร้านอาหาร”
เมื่อรู้พฤติกรรมแบบนี้ ตำรวจท้องที่จึงตระเวนหาข้อมูลว่า มีใครคุ้นกับหมวดนาวินบ้างไหม ผลที่ได้คือมีประชาชนร้องเรียนมาเป็นจำนวนมาก
“มันกินฟรีตามร้านเป็นประจำ อ้างเป็นตำรวจเลยทำแบบนี้”
นอกจากสร้างความขายขี้หน้าให้วงการสีกากีแล้ว ยังสร้างความเจ็บช้ำให้กับคนทั่วไปอีก นั่นทำให้เจ้าหน้าที่โชคชัยคุมนาคินเข้าห้องขัง พร้อมแจ้งข้อหาไม่มีสิทธิ์ที่จะสวมเครื่องแบบตำรวจ ก่อนค้นห้องพักที่แฟลต พบเครื่องแบบสีกากีอยู่หลายชุด ยศติดถูกต้องเรียบร้อย แต่คนใส่ไม่มีอำนาจใด จะสวมมันได้
เพราะนาคินไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แต่อย่างใด
ส่วนร.ต.ท.นาวินตัวจริงนั้น ก็งงไปด้วย เพราะทำงานอยู่เพชรบุรีอยู่ดีๆ ดันมีคนแจ้งว่ามาทำงานโชคชัยเฉยเลย
ทุกอย่างมันวุ่นวาย เพราะนายนาคินตัวดีอยากเป็นหมวดนาวินซะงั้น
4.
เมื่อนักข่าวเดินทางมาที่สน.โชคชัย พวกเขาได้สอบถามชุดจับกุม ได้ความว่า มีหมวดหนุ่มรายหนึ่ง ซึ่งจบนายร้อยรุ่น 50 หากว่าตามศักดิ์เป็นรุ่นพี่หมวดนาวิน 3 ปี แต่เจ้าตัวบอกจำหน้าอีกฝ่ายไม่ได้ เพราะโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานมีนักเรียนเยอะ
แต่ตอนที่นาวินตัวปลอมมาอยู่ด้วย ก็ดูแลให้เสื้อผ้าใส่ พาไปกินข้าวดื่มเหล้าเที่ยวเตร่อย่างสนุกสนาน เข้าขากันเป็นอย่างดี
เพราะเชื่อว่าเป็นตำรวจแน่นอน ใครที่ไหนจะกล้าปลอมตัวเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กันวะ
ทุกคนคิดแบบนั้น จึงพลาดท่าในเรื่องนี้กันหมด
โดยในช่วงก่อนความแตก ร.ต.ท.นาวินเก๊ เริ่มแสดงพิรุธ เพราะมีพฤติกรรมขอหยิบยืมเงินจากเพื่อน รุ่นน้องและรุ่นพี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจย้ำเสมอว่า อย่าทำเป็นอันขาด แถมยืมไปแล้ว ยังทะลึ่งชักดาบไม่คืนอีกด้วย
“ต่อมาเครื่องเล่นวีซีดีในห้องก็หายไปด้วย พวกเราเริ่มสงสัยนาวิน และเริ่มจับผิดเขา จนมาถูกจับได้ ตอนเพื่อนร่วมรุ่นยืนยันว่า นี่ไม่ใช่นาวิน แต่เป็นใครไม่รู้”
คดีนี้กลายเป็นเรื่องเกรียวกราวและเป็นตำนานอื้อฉาวของโรงพักโชคชัย ถึงขนาดนายพลตำรวจต้องมาแถลงจับกุมเพื่อสอบถามรายละเอียดว่า ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน
นาคิน เปิดใจว่า เพราะอยากเป็นตำรวจ เนื่องจากชอบเครื่องแบบที่สง่างาม จากการสอบสวนอย่างละเอียดพบว่า ปกติแล้วสน.โชคชัยจะมีตำรวจมาช่วยราชการอยู่เป็นประจำ เมื่อมีคนอ้างตัวเป็นร.ต.ท. ในยุคที่อินเทอร์เน็ตไม่แพร่หลาย และจะดูโผตำรวจก็ต้องรอแฟกซ์ ไม่งั้นก็รอหนังสือพิมพ์เขียนข่าว พอมาเจอชายหนุ่มท่าทางและมาดเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้คนทั้งโรงพัก เชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นตำรวจจริง
โดยไม่แม้แต่จะตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งบัตรข้าราชการ หรือถามหาหนังสือส่งตัว และยังไม่เอะใจแม้แต่นิดว่า ตำรวจบ้าอะไรฟะ ถึงออกตรวจโดยไม่พกปืน
ความสะเพร่านี้ ยังนำไปสู่การปล่อยปละละเลย จนเกิดเรื่องอื้อฉาว ดีที่นายนาคินไม่ไปใช้อาชีพตำรวจหากินผิดกฎหมายยิ่งกว่าเดิม หรือไปร่วมก่อเหตุอะไรอลหม่านไปอีก
ทางด้านโรงพักโชคชัยได้แก้ตัวอ้างว่า ยังไม่ทันมอบหมายอะไรให้ เพียงแต่รอคำสั่งทางการมาถึง ทว่าผู้ต้องหาอาศัยจังหวะรอคำสั่ง ไปตีสนิทเพื่อนนายร้อย ขอออกตรวจ และกินดื่มเที่ยว นายเห็นก็คิดว่าตั้งใจดี จึงไม่ได้ว่าอะไร
แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น จึงถูกผู้บังคับบัญชาระดับสูงตักเตือนและลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับทันที
“ต่อไปต้องตรวจให้รอบคอบกว่านี้ ถ้าสงสัยอะไรติดต่อมาที่นครบาลนะ” นี่คือคำตำหนิจากนายพลตำรวจต่อหน้าสื่อ เชื่อได้ว่าลับหลังนักข่าว คงจะด่าโรงพักโชคชัยยับเละไปกว่านี้แน่นอน
เบื้องต้นนาคิน ตำรวจปลอมถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์ เพราะลักเครื่องวีซีดี ส่วนโทษแต่งเครื่องแบบสีกากีโดยไม่มีสิทธิ์นั้น ทางศาลแขวงพระนครเหนือ มีคำพิพากษาให้คุมประพฤติไว้ 1 ปี และต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และต้องเสียค่าปรับ 1 พันบาท
ทว่านายนาคินไม่มีสตางค์เลยสักสลึง ทางศาลจึงให้นำตัวไปกักขังที่โรงพักโชคชัย ซึ่งเขาเคยทำงานอยู่ช่วงหนึ่ง เป็นเวลา 14 วัน ตามกำหนดอัตราขังแทนค่าปรับวันละ 70 บาท
จากนายตำรวจ (ปลอม) ผู้ (เกือบ) มีอนาคตไกล สู่นักโทษในคดีอาญาเสียได้ ยังดีที่ยุคนั้น โลกออนไลน์ไม่กว้างขวาง ไม่งั้นคงดราม่ากว่านี้ แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้สังคมได้เสียงฮือฮาว่า ทำไมโรงพักโชคชัยถึงพลาดท่า ปล่อยเจ้าหน้าที่เก๊ทำงานได้เป็นเดือน
อาจเพราะมาดนาคิน อาจเพราะความประมาทของสน. แต่สิ่งที่เกิดขึ้น นักข่าวต่างเขียนเรื่องราวนี้อย่างสนุกมือ และสรุปเป็นข้อเท็จจริงว่า “งานนี้ (สน.โชคชัย) เสียฟอร์มไปตามๆ กัน”
ทั้งนี้ระหว่างการแถลงข่าว นายนาคิน อดีตร.ต.ท.นาวิน ตัวปลอม ได้ตำหนิสื่อมวลชนกลางงานว่า
“ในวันที่ผมมารายงานตัวนั้น นักข่าวเขียนข่าวเกินจริงไปนิดนะ”
คนข่าวทุกสำนักถึงกับหยุดทุกอย่าง แล้วจ้องกลับไปยังผู้ต้องหาด้วยความสงสัยว่าทำอะไรพลาดไป
“คือวันนั้น…ผมไม่ได้แต่งเต็มยศนะครับ”
“แค่แต่งครึ่งท่อนเท่านั้นเอง”
..แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะหลอกตำรวจทั้งโรงพัก…
อ้างอิงจาก
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 25 ก.ค.2545 หน้า1-2
หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 27 ก.ค.2545 หน้า 13
หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 27 ก.ค.2545 หน้า 2