“พัทยาเป็นเมืองที่สวยงาม คนไทยน่ารัก แต่ตอนนี้ไม่อยากจะอยู่แล้ว เพราะมีผู้ชายมาคอยตามตื้อ”
1.
ช่างบังเอิญอย่างยิ่ง ที่การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของสวิร์โควา ลิวบอฟ (Svirkoba Liubov) อายุ 25 ปี กับทซิมเฟอร์ ทาเทียน่า (Tsimfer Tatiana) อายุ 30 ปี 2 หญิงสาวชาวรัสเซีย ต่างเลือกมาที่ไทยพร้อมคณะทัวร์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2550
โดยคนรู้จักของทั้งคู่ยืนยันว่า ผู้หญิง 2 คนนี้ไม่รู้จักกัน แม้จะมาจากเมืองวลาดิเมียร์เหมือนกัน นั่งเครื่องไฟล์ทเดียวกัน และพักห้องเดียวกัน ทว่าพยานหลายคนต่างยืนกระต่ายขาเดียวว่า ทั้ง 2 เพิ่งจะรู้จักกันครั้งแรกที่ชลบุรีจริงๆ
หากเจาะลึกรายละเอียดไปอีก จะพบความเหมือนอย่างมหัศจรรย์คือ ลิวบอฟ และทาเทียน่า ล้วนมีอาชีพเป็นพนักงานรับโทรศัพท์เหมือนกัน เพียงแต่ทำงานกันคนละบริษัท
ก่อนที่ทั้งคู่จะขึ้นเครื่องมาไทยแลนด์นั้น แฟนหนุ่มของลิวบอฟมาส่ง ส่วนทาเทียน่า มีพ่อกับแม่มาอำลา
นั่นคือครั้งสุดท้ายที่คนใกล้ชิดได้เห็นพวกเธอในสภาพมีชีวิตอยู่ แต่เวลานั้น แน่นอนว่า…ยังไม่มีใครรู้…
ข้อมูลจากการสืบสวน บอกว่าทั้ง 2 เจอกันในกรุ๊ปทัวร์เป็นครั้งแรก พร้อมเพื่อนรวมเป็น 5 คน แล้วลัดฟ้าสู่ประเทศไทย มุ่งหน้าเที่ยวที่เกาะล้าน จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550
ณ ที่พักแห่งนี้ ลิวบอฟและทาเทียน่าต้องนอนเป็นรูมเมทร่วมกัน และนั่นเป็นครั้งแรกที่ 2 สาวจากเมืองเดียวกัน ได้รู้จักกันจริงๆ และใช้เวลาไม่นาน ก็สนิทสนมกันแน่นแฟ้น จนกลายเป็นเพื่อนรักพร้อมใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง
3 วันที่เกาะล้าน เป็นไปด้วยความสนุกคึกคัก จากนั้นคณะทัวร์ก็ไปต่อที่พัทยา โดยมีโปรแกรมเที่ยวต่ออีก 5 วัน ทว่าทั้งคู่ไม่ขอร่วมเที่ยวตามกำหนดการของบริษัททัวร์ แต่จะดื่มด่ำในเมืองมากสีสันแห่งนี้ด้วยตัวเอง
จนกระทั่งถึงเวลา ตี 3 ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2550
ชะตาชีวิตของพวกเธอก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
พนักงานโรงแรมที่ทั้งคู่พัก บอกตำรวจว่า เวลานั้นพวกเขาออกจากโรงแรม แล้วเดินไปที่หาด เพื่อเล่นน้ำทะเล ซึ่งห่างจากที่พักเพียง 500 เมตร
พอเล่นน้ำจนสมใจแล้ว ก็มานั่งที่เตียงผ้าใบ พร้อมคุยจิบแอลกอฮอล์ มีเหล้าแม่โขง 1 แบนที่ถูกซดจนเกือบหมด สาโท 1 ขวดที่กินจนเกลี้ยง และบุหรี่ซึ่งถูกสูบไปไม่น้อย วางอยู่บนโต๊ะ
การดื่มกินเป็นไปอย่างคึกคัก เมืองที่ไม่เคยมีใครหลับใหลจริงๆ ปลุกเร้าให้ลิวบอฟและทาเทียน่าดื่มด่ำกับแสงสีของพัทยา
ตี 5 ของ 24 กุมภาพันธ์ มีคนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด พนักงานโรงแรมคนเดิมสังหรณ์บางอย่าง จึงรีบวิ่งออกมาดู ก่อนจะชะงัก เพราะมีเสียงปืนตามมาต่อเนื่องอีกหลายนัด
สิ่งที่เขาบอกกับตำรวจในเวลาต่อมาคือ เห็นวัยรุ่นชายรีบวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์สีแดง หนีไป เมื่อเสียงปืนสงบ คนที่ยังตื่น ต่างไปดูที่หาด และสิ่งที่สร้างความตกตะลึงชวนสยองขวัญคือ
ร่างของลิวบอฟ และทาเทียน่า ถูกยิงตายอย่างสลด
หญิงสาวชาวรัสเซีย 2 คนที่เดินทางมาเที่ยวที่พัทยาแห่งนี้ ทั้งคู่อายุยังน้อย มีอนาคตอีกยาวไกล แต่กลับต้องมาตายอย่างเดียวดาย บนเตียงผ้าใบเล็กๆ แทน
2.
เหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวต่างชาติ กลายเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย นายตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่สืบสวนทุกชั้นยศ ถูกสั่งให้คลี่คลายปริศนาทั้งหมดโดยเร็ว
ชุดแรกไล่วงจรปิดจุดเกิดเหตุทั้งหมด ขณะที่อีกชุดไปไล่ดูพฤติกรรมของคนตายว่าทำอะไรมาบ้าง ใครอยู่กับพวกเธอ ถูกพาตัวมาสอบอย่างเข้มข้น เพื่อไขข้อสงสัยทุกราย
การกระหน่ำยิงด้วยกระสุนจากปืนขนาด 9 มม. นับ 10 นัด มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายน่าจะโกรธแค้นไม่พอใจผู้ตายไม่ใช่น้อย
แรงจูงใจนี้ มีน้ำหนักมากขึ้น หากดูจากที่ฆาตกรไม่ได้หยิบมือถือหรือกระเป๋าสะพายของลิวบอฟและทาเทียน่าไปเลย แม้แต่ชิ้นเดียว
หากเป็นโจรธรรมดา จะต้องหยิบอะไรไปสักชิ้น และไม่ระห่ำยิงคนหลาย 10 นัดแบบนี้หรอก
โชคยังดีบ้าง ที่ทรัพย์สินของทั้งคู่ถูกเก็บไว้ในห้องพักโรงแรม จึงสามารถระบุตัวตนและแจ้งสถานทูตรัสเซียได้ไว จนสามารถแจ้งข่าวร้ายแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต แล้วสอบถามข้อมูลทั้งหมดแบบทันท่วงที
และแล้วเบาะแสแรกจากเมืองวลาดิเมียร์ ก็ระบุว่า แม่ของลิวบอฟ ทำบริษัททัวร์ที่รัสเซีย พาคนไปเที่ยวต่างแดน ต่อมามีคนมาขอเข้าร่วมทำธุรกิจ แต่มารดาผู้ตายไม่เอาด้วย จนเกิดความขัดแย้ง เกิดความเสียหายหลายล้านบาท
ข้อมูลจากรัสเซียคาดความเป็นไปได้ว่า ตัวลิวบอฟเดินทางมาไทย เพื่อหาลู่ทางทำธุรกิจทัวร์ จนไปทับเส้นคู่แข่ง จึงต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ตามสมญานามพฤติกรรมมาเฟียรัสเซีย ที่โหดและลงมือฆ่าแบบไม่สนว่าจะเป็นส่วนใดในโลกนี้
นั่นเท่ากับคดีนี้เป็นใบสั่งฆ่าจากต่างแดนที่ต้องการเก็บลิวบอฟ ส่วนทาเทียน่านั้น เป็นเพียงผู้เคราะห์ร้ายที่บังเอิญ นั่งอยู่ในนาทีสังหารพอดี
กระนั้นเมื่อนักสืบไทยค้นอย่างละเอียด ก็รีบตัดมูลเหตุนี้ไป เพราะหญิงสาวเลือกจะเดินทางมาด้วยบริษัททัวร์อื่น ที่ไม่ใช่ของแม่ แถมตลอดเวลาที่อยู่ในไทย ก็เที่ยวแบบเต็มเหวี่ยง ไม่มีความใกล้เคียงกับคนที่มาหาลู่ทางทำธุรกิจแม้แต่น้อย
เบาะแสแรกถูกตัดออกไป ตำรวจเล็งไปยังประเด็นละเอียดอ่อน นั่นคือ ทั้งคู่อาจมาขายบริการทางเพศที่นี่ โดยมีบริษัทมาเฟียรัสเซียพาเข้ามา แล้วไม่ยอมทำงานเป็นโสเภณี แต่ดันไปเที่ยว หนีไปหลายที่ จนต้องถูกฆ่าทิ้ง
อย่างไรก็ดีเมื่อตรวจสอบบันทึกการโทรศัพท์เข้าออก นักสืบไม่พบว่าพวกเขาพูดคุยกับใครในไทยเลย แต่เป็นการโทร.กลับบ้านคุยกับครอบครัวมากกว่า
ประเด็นเรื่องขายตัว จึงถูกตัดออกไปอีกชิ้น
หลักฐานต่อมาคือ ตำรวจได้ข้อมูลจากสถานทูตรัสเซียแจ้งว่า ลิวบอฟโทร.กลับไปหาแม่ เล่าว่าพัทยาเป็นเมืองที่สวยงาม คนไทยน่ารัก แต่ตอนนี้ไม่อยากอยู่แล้ว เพราะมีผู้ชายมาตามตื้อ ซึ่งสอดรับกับแนวทางการสืบสวนที่ได้เบาะแสว่า ทั้งคู่ไปรู้จักกับคนในกลุ่มแก๊งรถช็อปเปอร์ในพื้นที่ และอาจถูกตามจีบ
เมื่อไม่เล่นด้วย จึงนำไปสู่ความโมโหพลั้งมือฆ่า
ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลจากพลเมืองดีชี้ว่า หนึ่งในผู้ตายไปติดพันคนรัสเซียที่อยู่พัทยา และสร้างความไม่พอใจให้กับภรรยาคนไทย จนอาจนำไปสู่การจ้างคนไปยิงทิ้งแบบโหดเหี้ยมได้
นี่คือข้อสงสัยที่ตำรวจวางเอาไว้
ฟากชุดไล่กล้อง พวกเขานำเอาแฟนพันธุ์แท้จักรยานยนต์มาดูวงจรปิด เพื่อหาว่าเป็นรถอะไรกันแน่ กินเวลา 1 ชั่วโมง ก็ได้คำตอบยี่ห้อรุ่นอย่างชัดเจน ตำรวจนำวงจรปิดมาไล่เส้นทางหลบหนี จนเจอจุดที่เห็นทะเบียนรถชัดเจน นำไปสู่การเรียกพยานมาสอบอีกหลายปาก ในที่สุดก็รู้เค้าลางของฆาตกรชัดขึ้นเรื่อยๆ
ชุดไล่ล่าแย้มพรายว่า ฆาตกรรายนี้ ไม่ใช่มือปืนอาชีพ เป็นเพียงกเฬวราก วัยรุ่นที่ต้องการโชว์ศักดาให้คนในพื้นที่เห็นว่าข้าของจริงเท่านั้น
และแล้วหลังใช้เวลาสืบสวนเพียง 5 วัน เจ้าหน้าที่ก็รวบตัวนายอนุชิต วัย 24 ปีไว้ได้ ณ บ้านพักไม่มีเลขที่ พร้อมรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ ส่วนอาวุธปืนนั้น เอาไปขายต่อให้เพื่อนราคา 1 หมื่นบาท
ตำรวจคุมตัวอนุชิตไปสอบเข้ม เพื่อหวังว่า จะมีข้อมูลเด็ดหลุดออกมา หรืออาจมีการซัดทอดผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะทางการก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่า หนุ่มอายุไม่ถึงเบญจเพส จะยิง 2 สาวรัสเซีย โดยไม่มีใครสั่ง
ทว่าคำรับสารภาพจากชายคนนี้ มีเพียงว่า
“ผมเมายาบ้า ขี่รถมาเรื่อยๆ จนเห็นคนนอนอยู่ที่เตียงผ้าใบ เลยจอดรถ หวังเข้าไปชิงทรัพย์ แต่ทั้ง 2 คน เห็นแล้วตะโกนร้องก่อน เลยต้องยิงทิ้ง”
3.
คำรับสารภาพนี้ สร้างความตื่นตกใจให้กับตำรวจและสังคมอย่างมาก เพราะเบาะแสที่ชวนสงสัยมากมายจบสิ้นลงไปทันที กระนั้นทุกอย่างที่ผู้ต้องหาพูดกลับดูไม่สมเหตุสมผลเอาเลย
ฆาตกรอ้างว่า เขาเมาทั้งเหล้าและยาเสพติด ตระเวนขี่จักรยานยนต์มายังหาด แล้วจอดรถ เลือกเหยื่อ เห็นฝรั่งสาว 2 คน จึงถือปืนขนาด 9 มม.ลงไป เพื่อหวังชิงทรัพย์
โดยเดินอ้อมไปด้านหลัง แต่หนึ่งในเป้าหมาย หันมาเห็น จึงตะโกนด้วยความตกใจและพยายามจะลุกวิ่งหนี อนุชิตจึงลั่นไกใส่ ก่อนจะยิงใส่อีกคน ทั้งคู่บาดเจ็บสาหัส แทนที่เด็กหนุ่มจะหนีไป เจ้าตัวกลับซัดกระสุนอีกหลายนัดจนร่างของทั้งคู่แน่นิ่ง โดยไม่หยิบอะไรติดมือแม้แต่ชิ้นเดียว
เขาใช้เวลาเพียง 9 วินาที ในการปล่อยกระสุน 10 นัด เพื่อคร่าชีวิต
“ผมทำเพราะกลัวถูกจำหน้าได้”
จากการค้นประวัติพบว่า อนุชิตเคยโดนคดีครอบครองปืนโดยผิดกฎหมาย แต่โทษรอลงอาญา ไม่ถึงขั้นติดคุก โดยสังกัดอยู่แก๊งไอ้มี่ ซึ่งมีประวัติตระเวนทั่วพัทยา เพื่อชิงทรัพย์ชาวต่างชาติ โดยมักจะใช้ปืนขู่เหยื่อ หากสู้ก็จะยิงใส่
โดยเมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา อนุชิตได้ก่อเหตุชิงทรัพย์ชาวเกาหลี แต่เพราะเหยื่อจำหน้าได้ จึงแจ้งตำรวจและโดนรวบ ก่อนจะได้ประกันตัวระหว่างสู้คดี แต่กลับมาลงมือยิง 2 สาวชาวรัสเซียอย่างเลือดเย็น
เขาต้องการแค่ชิงของมีค่าจริงๆ เหรอ
เพราะข้อมูลที่ตำรวจพบคือ ก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมเดือนเศษๆ อนุชิตเคยไปไร่มันสำปะหลังของเพื่อน แล้วเอาปืนที่จะใช้ยิงลิวบอฟ และทาเทียน่า มายิงต้นมะพร้าวกว่า 10 นัด โดยไม่บอกว่า ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
แม้จะมีข้อสงสัยมากมาย แต่หนุ่มวัย 24 ปี ยืนยันว่า ไม่มีใครจ้าง เมายาเลยเบลอจนลงมือกับทั้งคู่ แต่แผนผิดพลาดนำไปสู่การฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญนี้
“ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรครับ”
นี่คือประโยคที่เขาบอกตำรวจ
ท่ามกลางข้อกังขาของสังคม เจ้าหน้าที่พาตัวอนุชิตไปทำแผนชี้จุด ซึ่งเจ้าตัวก็สมัครใจทำ และเมื่อนำปืนไปตรวจสอบ พบว่ากระสุนที่ยิงออกมาจากปืนกระบอกนี้ ตรงกับลักษณะบาดแผลที่พบในร่างของผู้ตาย
ถึงจุดนี้ตำรวจจึงมั่นใจว่า อนุชิตคือฆาตกรตัวจริงอย่างแน่นอน
แต่การบอกว่าหวังเอาของมีค่า แต่ไม่หยิบอะไรไปสักชิ้น เพราะอ้างตกใจกลัวเลยรีบหนีไปนั้น ค่อนข้างชวนสงสัยเอามากๆ
หากคิดเป็นเหตุเป็นผล การที่อนุชิตไม่ทันได้หยิบ หรือลงมือบังคับให้เหยื่อส่งทรัพย์สินมานั้น เท่ากับเขายังไม่ได้ทำผิดกฎหมาย การที่เหยื่อตกใจ และกลัวจะถูกจำหน้าได้ จนต้องรัวฆ่า จึงชวนชี้ไปทางมีคนจ้างให้ไปยิงมากกว่า
กระนั้นแม้จะเค้นถามอย่างไร อนุชิตก็ยังยืนยันว่า เขาเพียงแค่ต้องการชิงทรัพย์เท่านั้น โดยเจ้าตัวได้พูดกับสื่อมวลชน หลังทำแผนเสร็จว่า
“วินาทีนั้น ผมสับสน ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ตัดสินใจว่า ต้องหลบหนีอย่างเร็ว เพราะเป็นครั้งแรกที่ลงมือยิงคนตายต่อหน้าต่อตา หลังจากนั้นก็นอนไม่หลับ เห็นแต่ภาพ 2 สาว กำลังดิ้นทุรนทุราย ก่อนขาดใจตาย
“ผมผิดไปแล้ว ขอโทษคนไทยทุกคนที่ทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง
และขอขมาดวงวิญญาณของทั้งคู่ด้วย ผมขอชดใช้กรรม”
4.
วันที่ 3 กันยายน 2550 ผลกรรมที่อนุชิตกระทำ มาเร็วทันควัน เพราะศาลจังหวัดพัทยาใช้เวลาแค่ 30 นาที สั่งพิพากษาประหารชีวิตฆาตกรเลือดเย็นผู้นี้ แม้เจ้าตัวจะสารภาพ แต่นั่นเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงให้ใช้บทลงโทษสูงสุดตามกฎหมายทันที
หลังได้ยินคำตัดสิน อนุชิตถึงกับหน้าถอดสี แล้ววิ่งไปกอดพ่อกับแม่ร้องไห้กลางศาล โดยเขาพูดออกมาว่า “ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างสมควรได้รับโทษแล้ว”
ทางพ่อของทาเทียร์น่าที่เดินทางมาที่ศาล ได้บอกนักข่าวว่า พอใจต่อคำพิพากษานี้ ด้านพ่อของนักโทษประหาร หวังว่าจะยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอให้ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตแทน
ในเวลาต่อมา อนุชิตรอดโทษประหาร และแม้จะติดคุกอยู่หลายปี เขาก็มีโอกาสได้ออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง โดยไม่เคยปริปากเล่าว่า สาเหตุการลงมือนั้น มีอะไรมากไปกว่าที่ให้การหรือไม่
ปริศนาของคดีนี้ยังมีอยู่ ตำรวจพยายามจะแกะรอยว่ามีเบื้องหลังปมลึกอะไรซ่อนอยู่ในการฆาตกรรม แต่เมื่อมือสังหารไม่ปริปาก ก็ยากจะสืบอะไรได้
ที่สำคัญข้อสงสัยว่า ผู้ตายทั้ง 2 มารู้จักกันที่ประเทศไทยจริงๆ หรือไม่ ก็ยากจะพิสูจน์ความจริง หรือโต้แย้งได้ เพราะผู้ที่รู้ดีสุด ก็เสียชีวิตไปแล้ว
และดังเช่นหลายคดีในโลก แม้เรื่องราวจะจบลงตามคำพิพากษา แต่กลับยังคงทิ้งร่องรอยปริศนาชวนให้คนสงสัยอยู่เสมอ
ลิวบอฟและทาเทียน่า มาไทยเพื่อเที่ยว หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง พวกเธอถูกชิงทรัพย์ หรือมีใครต้องการให้ตาย
คำถามเหล่านี้ยังคงเปล่งเสียงเบาๆ บางเรื่องยากจะพิสูจน์ และอาจไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะความจริงปรากฏไว้ชัดแล้ว
แต่บางข้อที่น่าฉงนล่ะ คงมีเพียงอนุชิตเท่านั้นที่รู้ และเจ้าตัวยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงคำตอบ ขนาดนักข่าวยื่นไมโครโฟนพูดถามย้ำว่า
“น้อง นี่โอกาสสุดท้ายแล้วนะ เราก่อเหตุเพราะอะไร ใครใช้มา”
“ไม่มีครับ ผมลงมือคนเดียว เพื่อต้องการทรัพย์สินแค่นั้น”
แต่เขาไม่เคยหยิบอะไรจากหญิงสาวไปเลย นอกจากพรากชีวิตอันมีค่าของลิวบอฟกับทาเทียน่า ซึ่งเดินทางออกจากรัสเซียเป็นครั้งแรก ไกลจากบ้านเกิดกว่า 7 พันกิโลเมตร
หากไม่เรียกว่าโศกนาฏกรรม ก็ไม่รู้จะหาคำใดมาเปรียบเปรยได้อีกแล้ว…
อ้างอิงจาก
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2550
หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 มีนาคม 2550
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9 มีนาคมถึงวันที่ 15 มีนาคม 2550