“ยามฆ่าคน เขาใจเย็น ยามหลบหนี เขาว่องไว”
1.
วันที่ 14 สิงหาคม ปี 2012 ตำรวจจีน 2 นายสังเกตเห็นชายต้องสงสัย เขามีใบหน้ารูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกับ คนที่ทางการประกาศไล่ล่ายาวนานเกือบ 10 ปี
4 วันก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุฆาตกรรมหญิงสาวรายหนึ่ง หน้าธนาคาร นครฉงชิ่ง ซึ่งอยู่ทางใต้ของจีน โศกนาฏกรรมยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะมีตำรวจถูกฆ่าตายอีกราย แถมมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกยิงอีก 2 คนด้วยกัน
พยานเผยว่าหญิงที่ตายได้ถอนเงินสดจำนวน 2.5 แสนหยวน หรือราว 1.1 ล้านบาท จากธนาคาร คนร้ายเป็นชายตรงเข้าใช้ปืนลั่นไกเข้าหัวอย่างเลือดเย็น แล้วหยิบเงินสด ก่อนจะยิงใส่ตำรวจที่พยายามจับกุมจนเสียชีวิต และมีคนถูกยิงอีก 2 คน
เมื่อจัดการทุกอย่างได้แล้ว เขาก็หลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย
ตำรวจไม่ว่าจะประเทศไหน มีบางอย่างเหมือนกัน พวกเขาไม่มีวันยอมให้คนของตัวเองถูกฆาตกรรม แล้วปล่อยฆาตกรลอยนวลไปได้ เจ้าหน้าที่นับพันถูกส่งลงพื้นที่ ชุดไล่ล่าตรวจสอบวงจรปิด ลุยสอบถามพยานนับร้อย
ทุกอย่างถูกรวบรวมอย่างละเอียด ในประเทศที่ติดวงจรปิดทั่วทุกหัวมุมของประเทศ การควานหาตัวผู้ก่อเหตุดำเนินไปอย่างเข้มข้น และเมื่อเทียบฐานข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลทุกอย่าง รวมถึงพฤติกรรมการก่อเหตุที่เป็นเหมือนลายเซ็นมัจจุราช ไม่นาน พวกเขาก็รู้แล้วว่าฆาตกรคือใคร
เมื่อรู้ตัว ก็นำไปสู่การไล่ล่า มีคำสั่งยกระดับปิดล้อมระบบขนส่งสาธารณะ เฝ้าจับตาทั่วนครฉงชิ่ง ช้าหรือเร็ว ต้องมีเบาะแสผู้ก่อเหตุหลุดมาถึงตำรวจบ้าง
แต่ 4 วันที่ผ่านมา ทุกอย่างเงียบสงัดอย่างน่าสะพรึง กระนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยังรอคอยอย่างอดทน แผนไม่มีอะไรผิดพลาด การปิดล้อมตรวจค้นจะต้องได้ผลแน่ จนเมื่อสายตรวจแจ้งข้อมูลว่าได้พบชายคนนี้โดยบังเอิญ เจ้าหน้าที่ก็เตรียมพร้อม ฆาตกรไม่อาจออกจากเมืองได้ จึงต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แบบนี้ สุดท้ายตำรวจก็ค้นพบเขาจนได้
สายตรวจรับคำสั่งให้จี้ติดตามชายต้องสงสัยทันที หน่วยบุกจับกุมกำลังเดินทางมา ขณะนี้ตำรวจ 2 นายพยายามเดินเข้าไปใกล้ ด้วยความระมัดระวังถึงขีดสุด เพราะบุรุษรายนี้มีฉายาว่าคนที่อันตรายสุดในจีน
ไม่กี่วินาทีต่อมา สมญานี้ก็สำแดงเดช ราวกับสัตว์ร้ายได้กลิ่นภัย มันฉุนเตะเข้าจมูก ชายที่พวกเขาหวังจะจับกุมรู้ตัวเสียแล้ว
ฆาตกรพยายามเร่งความเร็ว สับเท้าเดินฉีกหนีออกมาจากฝูงชน มุ่งหน้าเข้าซอย ฟากเจ้าหน้าที่จึงเร่งฝีเท้าตาม หวังจะเรียกให้หยุด
เมื่อเข้าไปในซอย ระยะห่างระหว่างตำรวจกับชายคนนี้ อยู่ที่ 10 เมตรเท่านั้น เสี้ยววินาทีฉับพลัน บุรุษต้องสงสัยก็หันมาหาเจ้าหน้าที่
ทันใดสะดุ้ง
เสียงปืนดังขึ้น 1 นัด
สร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนแถวนั้นอย่างมาก
เจ้าหน้าที่รีบหลบ แต่ไม่คิดหนี พวกเขาเรียกกำลังเสริม ให้รีบมาเร็วกว่านี้
เสียงปืนดึงขึ้นอีก 3 นัด จากอาวุธปืนพกของปีศาจร้าย
สายตรวจรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บถูกยิง อาการไม่สาหัส แต่หนักหนาพอจะหยุดไม่ให้เขาโต้ตอบคนร้ายได้
อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่อีกคน ที่รอดพ้นคมกระสุน ยังมีสติ เขาทบทวนทุกอย่างที่ถูกฝึกมา ด้วยสัญชาตญาณ จึงรีบชักปืนออกมา แล้วลั่นไกสวนสู้ไป 2 นัด
ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อกำลังเสริมมาถึง พวกเขาก็พบร่างชายต้องสงสัย ถูกยิงตาย นอนจมกองเลือดแล้ว
กินเวลาไม่นาน ข่าวการวิสามัญฆาตกรรมก็แพร่ไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูง มันไปถึงหูของหัวหน้าชุดไล่ล่า สร้างความพอใจอย่างมาก หลังจากได้รับคำสั่งให้ไล่ล่า เขาต้องใช้เวลาปีครึ่งในการสืบสวน วันนี้ทุกอย่างประสบผลสำเร็จ
ในที่สุด โจว เค่อหัว (Zhou Kehua) ก็ตายจนได้
2.
จีนเป็นประเทศที่มีประชากรหลายพันล้าน แต่พวกเขามีการก่อเหตุด้วยอาวุธปืนไม่สูงมากนัก หากเทียบสัดส่วนการครอบครองอาวุธประเภทนี้ต่อประชากร ประเทศไทยยังมีสัดส่วนครอบครองปืนต่อประชากรสูงกว่าจีนไปหลายเท่าทีเดียว
ดังนั้นการก่อเหตุฆ่าใครด้วยปืน จึงเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมมาก จากฐานข้อมูลของตำรวจ พวกเขาพบเรื่องน่าสะพรึง เมื่อชายคนหนึ่งฆ่าคนไม่ต่ำกว่า 10 ชีวิต ด้วยการใช้ปืนยิงเข้าที่หัว
สื่อในประเทศที่ถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เรียกขานชายคนนี้ว่าฆาตกรต่อเนื่อง สื่อตะวันตกเรียกเขาว่าบุรุษที่อันตรายสุดในจีน
สิ่งนี้นำไปสู่คำสั่งสำคัญ แต่งตั้งหัวหน้าชุดไล่ล่าชายที่มีนามตามระบบทะเบียนราษฎร์ว่า โจว เค่อหัว ฆาตกรที่ถูกจัดอยู่ในระดับสูง มีค่าหัวถึง 5.4 ล้านหยวน หรือราวๆ 24 ล้านบาท
เขาเหลี่ยมจัดพิษสงรอบตัว ดังนั้นทางการจะต้องหาตัวนายตำรวจมากฝีมือที่ควรคู่กับการจัดการคดีนี้ และพวกเขาใช้เวลาไม่นาน
ในที่สุด รัฐบาลก็มีคำสั่งให้ เจ้าหน้าที่นามว่า หลิว จงอี้ (Liu Zhongyi) วัย 46 ปี เป็นหัวหน้าชุด
หลิว จงอี้ ชายที่อีก 14 ปีต่อมา จะเดินทางมาไทย เพื่อประสานงานทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา แต่ในปี 2011 เขาได้รับคำสั่งสุดหิน ล่าตัวฆาตกรต่อเนื่องที่ฝีมือฉกาจฉกรรจ์มาให้ได้
เมื่อได้รับหน้าที่ หลิว จงอี้ ใช้เวลาทุกวันตลอด 1 ปีครึ่งสืบสวนเพื่อหาโจวเค่อหัว การอุทิศตนเพื่อล่าตัวฆาตกรโหดรายนี้ เป็นไปอย่างเต็มที่ร่วมกับลูกน้องและทีมงาน ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีวันลาพักร้อน เขานั่งลงตรึกตรองเพื่อหาเบาะแสที่อาจนำไปสู่การจับกุมชายคนนี้ให้ได้
หลิวศึกษามันอย่างถ่องแท้ เพื่อเข้าถึงทุกความคิดของฆาตกร หากนิยามแบบสำนวนนิยายกำลังภายในจีนแปลไทย คงระบุได้ดังนี้คือ
“เมื่อมองโจว เค่อหัว ก็จะเห็น หลิว จงอี้ และหากมองหลิว จงอี้ เราก็จะเห็นเรื่องราวของโจว เค่อหัว ปรากฏอยู่ในนั้น”
ไม่นานประวัติทุกอย่างก็ปรากฏขึ้น พร้อมความตื่นตะลึงในความเลือดเย็นของบุรุษอันตรายคนนี้
โจว เค่อหัว มีพฤติกรรมการก่อเหตุที่ซ้ำๆ เป็นรูปแบบการลงมือ เขาเลือกจะปล้นคนที่ถอนเงินสดเป็นจำนวนมากจากธนาคาร ด้วยวิธีการยิงที่หัวเหยื่อ แล้วหยิบทรัยพ์สินไป ใครขวางจะต้องถูกฆ่า
เมื่อตรวจข้อมูลอย่างละเอียด พวกเขาพบว่า ชายคนนี้น่าจะเริ่มก่อเหตุครั้งแรกในวันที่ 22 เมษายน ปี 2004 หญิงสาวรายหนึ่งถอนเงินจากธนาคารที่นครฉงชิ่ง ถูกคนร้ายยิงเข้าที่หัว แล้วหยิบเงินไป ระหว่างนั้นมีผู้หญิงอีกคนได้รับบาดเจ็บถูกยิงด้วย
ปีต่อมา คู่รักชายหญิงถอนเงินที่ธนาคาร นครฉงชิ่ง ก็ถูกยิงที่หัวตาย เงินหายไป หลังจากนั้นดูเหมือนโจว จะหายตัวไป 4 ปี ก่อนลงมือยิงทหารเฝ้าค่าย จำนวน 2 นัด จนเสียชีวิต แล้วยึดปืนกล ก่อนจะเริ่มฆ่าคนถอนเงินจนถึงปี 2012
คดีสุดท้ายที่เขาก่อเหตุคือวันที่ 10 สิงหาคม 2012 ข้อมูลทุกอย่างระบุว่า โจว เค่อหัว คือผู้ลงมือ เจ้าหน้าที่พบว่า ชายคนนี้ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น แต่นิ่งมีสติ ไม่โฉ่งฉ่าง หวาดกลัว หลังลงมือ ก็จะหลบหนีกลืนหายไปกับฝูงชน
เขาไม่ใช้รถสาธารณะ ไม่นั่งรถไฟ ไม่นอนโรงแรม ไม่พกมือถือ แต่จะนั่งสามล้อเพื่อเดินทาง บ้างก็ไปหลบในป่าเขา
นั่นจึงมีคำสั่ง ระดมตำรวจเข้าตรวจสอบภูเขารอบๆ นครฉงชิ่ง ส่งผลให้โจว เค่อหัว ไปไหนไม่ได้ บ้านเมียและบ้านแม่ในเมืองดังกล่าว ก็มีตำรวจไปเฝ้า เขาไม่มีที่ให้นอน จนมีเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นในวันที่ 11 สิงหาคม แต่ไม่ทันได้จับกุมหรือเรียกหยุด มัจจุราชรายนี้ก็หายตัวไป
แต่นั่นยิ่งทำให้ ทางการมั่นใจ แผนปิดล้อมได้ผล เขาจะต้องถูกค้นพบในเร็ววันแน่
ปกติโจว ชอบหลบไปตามภูเขา แต่เมื่อกำลังตำรวจและทหารปูพรมค้นทุกหย่อมหญ้า เขาก็เหมือนถูกปิดล้อม ถูกบีบมาเรื่อยๆ แม้จะมีทักษะหลบหนีเก่งกาจแค่ไหนก็ตาม
โจวและตำรวจก็รู้ดีว่า ต้องมีวันที่เขาพลาดจนได้
แต่ไม่มีใครคิดว่า เมื่อพบหน้ากันในวันที่ 14 สิงหาคม มันจะจบลงด้วยความตาย
3.
แม่ของ โจว เค่อหัว มีลูกติดมาแล้ว 2 คน จากสามีคนเก่าที่หย่ากัน ก่อนมาคบกับบิดาของฆาตกร ชาวบ้านเผยว่าครอบครัวนี้ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ไม่ไปงานแต่งหรืองานศพ ที่จริงตอนพ่อและแม่ของโจว เค่อหัวแต่งงาน เขาไม่เชิญใครไปร่วมงานเลย
ครอบครัวที่ปีศาจร้ายถือกำเนิดมา เต็มไปด้วยความยากจน วัยเด็กโจวไม่มีเพื่อน และเรียนไม่เก่ง แต่ชอบอ่านหนังสือพวกนิยายสืบสวน และอ่านมันอย่างบ้าคลั่งเอามากๆ
ไม่มีข้อมูลเพียงพอว่า ทำไมเด็กที่รักการอ่าน ถึงเลิกเรียนหนังสือในชั้นมัธยมต้น และเริ่มต้นทำงานประมงกับพ่อ
เมื่ออายุได้ 15 ปี โจว เค่อหัว ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงจนโดนจับ ติดคุก 14 วัน เมื่ออายุได้ 20 กว่าปี ก็ไปทำงานใช้แรงงานที่สถานีรถไฟ แต่เงินไม่เคยพอใช้ เขาแต่งงาน และยังมีฐานะยากจนอยู่เหมือนเดิม
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้น เมื่อเขาถูกตำรวจจับในข้อหาครอบครองอาวุธปืน แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าใช้ล่าสัตว์ แต่เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ กระนั้นโจว เค่อหัวก็ไม่จำนน เขายิงปืนขึ้นฟ้า จนถูกจับขังคุก และนั่นสร้างความโกรธแค้นต่อทางการ เมื่อออกมา เขาก็กลายเป็นคนละคน
ชายคนนี้เลิกทำงานสุจริต แต่จับปืนเพื่อเป็นอาชญากรในทันที เมื่ออายุได้ 34 ปี ทันทีที่เขาฆ่าผู้หญิงซึ่งมาถอนเงินจากธนาคารตาย กลางวันแสกๆ
บุรุษที่อันตรายสุดในประเทศจีน ฆาตกรต่อเนื่องสุดโหด ก็ถือกำเนิดขึ้น
สิ่งที่โจว เค่อหัว แตกต่างจากฆาตกรคนอื่นๆ ในจีน คือ เขาฉลาด และเหี้ยมโหด ช่วงที่หยุดฆ่า เจ้าตัวหนีไปอยู่มณฑลยูนนาน ใกล้กับชายแดนเมียนมา ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ บางครั้งก็ข้ามไปเป็นทหารรับจ้างในเมียนมา จนได้รับฉายาว่านักฆ่าจอมยิงหัว
ชายคนนี้เริ่มขายปืนเถื่อนเมียนมา และใช้มันลงมือก่อเหตุ จึงไม่มีตำรวจจีนสืบค้นอาวุธสังหารได้ ไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเขาฆ่าคนไปกี่รายในตอนนั้น แต่มีหลักฐานว่าสุดท้ายเขาก็โดนจับเพราะขายปืนเถื่อน โชคดีที่ทางการไม่รู้ว่าเขาเคยก่อเหตุอะไรมาบ้าง จึงจับเขาเข้าคุก กินเวลาไม่กี่ปี ก็ปล่อยออกมา
กระนั้นขณะโดนรวบตัว ตำรวจถ่ายรูปโจว เค่อหัว ไว้เป็นหลักฐาน เป็นภาพถ่ายใบเดียว ที่เห็นหน้าเขาชัดสุด ต่อมามันจะถูกส่งต่อไปทั่วประเทศ หลังจากค้นพบว่าเขาก่อเหตุฆ่าคนอีกเป็นจำนวนมาก
นายตำรวจ หลิว จงอี้ รู้ข้อมูลของชายคนนี้ หลังศึกษามาเป็นอย่างดี เขาเริ่มใช้เทคโนโลยีวงจรปิด ซึ่งถูกติดตั้งทั่วแผ่นดินจีน เขาดูพฤติกรรมการก่อเหตุ แล้วโยงข้อมูลทั้งประเทศ กินเวลาไม่นาน ก็เชื่อว่าฆาตกรเลือดเย็นรายนี้ ต้องลงมือที่นครฉงชิ่ง อันเป็นบ้านเกิด และสถานที่ซึ่งเติบโตมา ไม่มีที่ใดเหมาะจะลงมือแล้วหลบหนี ณ เมืองแห่งนี้อีกแล้ว
หัวหน้าชุดไล่ล่าคาดการณ์ถูก และเพราะโจว เค่อหัว มั่นใจตัวเองเกินไป เมื่อเขาปล้นฆ่า เจ้าตัวก็ตระหนักว่า ทางการอยู่ใกล้เขามาก ไม่มีที่ทางให้หลบหนี ไม่มีป่าให้ซุกซ่อน บ้านคนรู้จักถูกจับตา โจว ประสบความลำบาก แต่ก็ยังไว้ลายใช้เวลาถึง 4 วัน กว่าจะมีคนพบตัว
จนถูกวิสามัญฆาตกรรมในที่สุด
อย่างไรก็ดีโลกออนไลน์ของจีนไม่เชื่อว่า โจว เค่อหัว ชายที่ถูกล่ามาอย่างยาวนาน จะมาสิ้นฤทธิ์ได้ง่ายๆ แบบนี้ หลายคนบอกว่าเขาชิงฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากถูกจับ บางคนก็บอกนี่ไม่ใช่เขา ตัวจริงหนีไปแล้ว ที่ตำรวจวิสามัญเป็นแพะตัวปลอม
ทางการจีนจับตาดูกระแสสังคมในอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี พวกเขาตรวจดีเอ็นเอแบบละเอียด พร้อมแถลงว่า โจว เค่อหัวเสียชีวิตจริง จากคมกระสุนของตำรวจ
เจ้าหน้าที่เชื่อว่า หลังจากฆ่าคนมากว่าหลายปี โจวรู้ดีว่า หากโดนจับ ก็ต้องถูกประหารชีวิต ดังนั้นเมื่อเจอตำรวจ จึงไม่มีความจำเป็นต้องมอบตัว แต่ขอสู้ตายเสียดีกว่า
และเขาก็ได้ตามความต้องการนั้น
นั่นก็คือสู้จนตัวตาย
หลิว จงอี้ได้รับความดีความชอบจากงานนี้ เขาได้รับการเลื่อนขั้น และได้รับฉายายอดนักสืบสมองเพชรของจีน ในเวลาต่อมา ไม่มีคดีไหนที่เขาไขไม่ได้ ไม่มีคดีใดที่เขาปิดไม่ลง แต่สำหรับการล่าโจว เค่อหัวนั้น เป็นคดีที่ยากสุดในชีวิตการทำงานของนายตำรวจคนนี้
นั่นก็เพราะ ไม่เพียงความเหี้ยมโหดของโจว ที่ฆ่าคนเป็นจำนวนมาก แต่เขายังไร้ซึ่งความเมตตาพร้อมผสมความเฉลียวฉลาด กว่าเจ้าหน้าที่จะจับกุมตัวได้ ก็ใช้เวลาหลายปีทีเดียว มีคนเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
หากจะระบุความอันตรายของปีศาจแดนมังกรรายนี้ ก็ต้องขอยกประโยคที่ตำรวจชุดจับกุมให้สัมภาษณ์กับสื่อของรัฐ ขณะยังตื่นตระหนก หลังวิสามัญฆาตกรรมปีศาจรายนี้ว่า
“ผมไม่เคยเห็นฆาตกรที่เลือดเย็นมาก่อน และประเทศเราไม่เคยเจอคนแบบนี้ ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน
และคาดว่า คงจะไม่มีอีกในอนาคต”
อ้างอิงจาก