ธงชาติ ต้องเคารพทำไม? เพราะเป็น ‘วัตถุศักดิ์สิทธิ์ขลัง’ ไง กระทรวงศึกษาฯ​ บอกไว้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2478 โน่นแหนะ

ใครต่อใครมักเข้าใจว่า การยืนตรงเคารพธงชาติเป็นคำสั่งของท่านผู้นำในอดีตอย่าง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เรื่องนี้เกือบจะถูกต้องทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะอันที่จริง จอมพลแปลกท่านก็มีส่วนเป็นอย่างยิ่งต่อการประดิษฐ์ธรรมเนียมนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นพุทธิไอเดียของอดีตท่านผู้นำชื่อ ‘แปลก’ คนนี้ (ก็ตัวย่อ ‘ป.’ ของท่านก็มาจากคำว่า แปลก ซึ่งเป็นชื่อทั้งในบัตรประชาชน และสูจิบัตรของท่านมาตั้งแต่เกิด) คนเดียวเสียเมื่อไหร่? เพราะธรรมเนียมการยืนเคารพธงชาตินั้น มีที่มาที่ไปซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศ มากเกินกว่าที่จะกล่าวโทษไปที่ใครคนหนึ่งได้ต่างหาก

 

เรือน พ.ศ. 2478 ตรงกับรัฐบาลของ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้มีความคิดที่จะแห่ธงไตรรงค์ไปตามถนนเส้นต่างๆ ทั่วประเทศกันทุกวันขึ้นปีใหม่ (ซึ่งตอนนั้นคือวันที่ 1 เมษายน ไม่ใช่ 1 มกราคม อย่างทุกวันนี้หรอกนะ) แน่นอนว่าพอมีงานแห่ก็ต้องมีการออกห้างร้าน และโรงมหรสพ ซึ่งรัฐท่านก็อยากให้ทุกๆ โรงมหรสพทำเพลงชาติขึ้นก่อนจะมีการแสดง และก็ให้ผู้ชมทุกคนลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพด้วย (ก็ทำนองเดียวกับเพลงสรรเสริญพระบารมีนั่นแหละ)

แต่สุดท้ายไอ้เมกะโปรเจคที่ว่านี่ก็ไม่ได้ทำนะครับ เพราะในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ปีนั้น เค้ากล้วว่าในบางจังหวัดจะไม่มีกองทหาร ไม่มีแตรวงประจำกองลูกเสือ หรือโรงเรียน บลาๆๆๆ พูดง่ายๆ ว่ากลัวจะไม่สมเกียรติ และมีเหตุผลประหลาดๆ ต่อว่า ถ้าไม่สมเกียรติแล้วจะทำให้ปลุกใจให้รักชาติไม่แน่นแฟ้น (เอิ่มม! มันเกี่ยวกันตรงไหนน่ะ?)

แต่ผลจากการประชุมครั้งนี้ก็ทำให้รัฐสยามในขณะนั้นเกิดความคิดที่ว่า ถ้าจะปลุกใจให้รักชาติอย่างได้ผลก็ต้องเริ่มจาก ‘ยุวชน’ ว่าแล้วก็สั่งให้กระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการในปัจจุบัน) ไปดำเนินการ

 

4 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน หลวงสินธุสงครามชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการในขณะนั้น ได้ส่งบันทึกโครงการที่จะทำเรื่องการปลุกใจให้ราษฎรรักชาติ มาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งในบันทึกของหลวงคนนี้บอกว่า ต้องอบรมทั้งเด็กและประชาชนทั่วไปไปพร้อมกันด้วย ในส่วนของการอบรมเด็ก ก็เป็นไอ้เจ้าบันทึกฉบับนี้แหละฮะ ที่ทำให้ผม และใครอีกหลายคนต้องยืนตากแดดร้องเพลงชาติตอนเช้าในทุกวันที่ไปโรงเรียนมาตั้งแต่เด็ก เพราะในบันทึกระบุว่า

“ทุกโรงเรียนทั้งโรงเรียนประชาบาลและรัฐบาลควรจะมีเสาธงชักธงชาติ ในเวลาเปิดทำการสอน”

ขอให้สังเกตนะครับว่า ในบันทึกเขาไม่ได้บอกให้ยืนตรงเคารพธงชาติซะหน่อย? แต่ที่ต้องยืนกันมาจนถึง ณ ขณะจิตปัจจุบันนี้เนี่ย มันเป็นเพราะว่าระหว่าง 5 มิ.ย. จนถึง 4 พ.ย. ปี 2478 ที่กระทรวงธรรมการยื่นบันทึกนี้นั่นน่ะ หน่วยงานอื่นก็พัฒนาการทำธงชาติให้ศักดิ์สิทธิ์ไปไกลโขแล้ว

พันเอกหลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น (และนายกรัฐมนตรีในภายหน้า) ได้ออกคำชี้แจงทหารเรื่อง ‘การเคารพธงชาติ’ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ปีเดียวกันว่า ให้ทหาร (ไม่ว่าจะอยู่ในเครื่องแบบหรือไม่ก็ตาม) หยุดเพื่อเคารพธงชาติเมื่อมีการชักธงขึ้นลง ไม่ว่าจะเป็นในสถานที่แห่งใดก็ตาม

คำชี้แจงนี้ยังระบุให้บุคคลที่อยู่ในค่ายทหารทั้งหลาย (ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ขาย ลูกเมียทหารทั้งปวง) ทำอย่างเดียวกันนี้ด้วย และแน่นอนว่าใครต่อใครก็ตามที่ถูกเชิญ (ไม่ได้หมายถึงเฉพาะไปปรับทัศนคตินะ!) ในค่ายทหารก็ต้องปฏิบัติแบบเดียวกันนี้แหละ

 

นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทย โดยหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงในขณะนั้น ยังได้ออก ‘ระเบียบเรื่องการชักธงชาติ’ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของไทยว่าด้วยการชักธง ลงในราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม ปีเดียวกัน และก็เป็นกฎหมายฉบับนี้แหละนะครับ ที่กำหนดเวลาชักธงขึ้นลง ตอน 8 โมงเช้า กับ 6 โมงเย็น อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี

อ้อ! กฎหมายฉบับนี้ยังย้ำเราอยู่บ่อยๆ ว่าให้เคารพธงชาติด้วยนะครับ ถึงจะไม่บอกว่าให้หยุดยืนตรงๆ เหมือนคำชี้แจงของพันเอกหลวงพิบูลสงครามที่มีมาก่อนหน้านั้นก็เถอะ

ดังนั้นถึงในบันทึกของกระทรวงธรรมการจะไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเคารพธงชาติยังไง แต่ไม่บอกก็เหมือนบอกไปแล้วอยู่ดี

 

ส่วนที่มักจะเข้าใจกันว่า ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นในยุคที่จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งท่านผู้นำนั้นเป็นเพราะว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2482 อดีตท่านผู้นำแปลกได้ออกรัฐนิยมฉบับที่ 4 เรื่องการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งข้อแรกในประกาศฉบับนี้ ก็บอกเลยว่าให้เรา “แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบ เครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม” (แต่ก็ไม่ได้บอกว่าต้องยืนตรงกันชัดๆ อยู่ดี) เวลาที่มีการชักธงขึ้นลง ซึ่งคนมักจะเข้าใจกันผิดว่าเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการเคารพธงชาติฉบับแรก

ดังนั้น การยืนตรงเคารพธงชาติในไทยนี่แต่แรกมันเกิดขึ้นในค่ายทหาร ก่อนจะส่งทอดออกมาให้ยืนกันข้างนอกทั้งในโรงเรียน และสถานที่สาธารณะโดยไม่ต้องถูกนำไปหัดทำความเคารพในค่ายทหารนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ สาเหตุที่ทำให้ต้องเกิดธรรมเนียมการเคารพธงชาติอย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ เราจะเห็นได้ชัดๆ จากข้อความในบันทึกของกระทรวงธรรมการ อันเดียวกับที่ผมยกมาข้างต้น ที่มีข้อความแบบที่ไม่ต้องเม้มกันเลยว่า

 

“ธงชาติเป็นเครื่องหมายถึงอะไร และมีความสำคัญอย่างไรย่อมเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้ว แต่รู้สึกว่าโดยทั่วๆ ไป ยังมีผู้เอาใจใส่น้อย ที่จริงควรจะปลุกเด็กให้เห็น ‘ธงชาติ’ เป็น ‘วัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ขลัง’ ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่บัดนี้ ให้ผู้ที่เคารพธงชาติก็นึกเสมือนว่าเคารพชาติของตน ให้ธงชาติเป็นเครื่องแทนชาติจริงๆ”

ก็ขนาด ‘ธงชาติ’ ยังต้องให้เด็กๆ เห็นเป็น ‘วัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ขลัง’ แล้วจะมีอะไรที่ชวนอนิจจังยิ่งไปกว่า ความไท้ยไทย ได้อีกไหมเนี่ย?

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
No Comments Yet

Comments are closed