นาย นาง และนางสาว คำติดตัวเราบนเอกสารสำคัญ โผล่มามีบทบาทตอนกรอกแบบฟอร์ม ตอนแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยมิติทางเพศที่หลากหลายทำให้การกำหนดคำนำหน้าอาจไม่ครอบคลุมได้ทั้งหมด จึงเกิดการตั้งคำถามต่อความจำเป็นของการใช้คำนำหน้าในปัจจุบันนี้
คำธรรมดาที่ฟังดูเหมือนอยู่กับเรามานาน แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่กับเรามานานขนาดนั้น เพราะเป็นสิ่งที่สังคมเพิ่งสร้าง และมีความหมายต่างออกไปจากที่เราเข้าใจในวันนี้เสียหน่อย เราจึงอยากพาย้อนกลับไปทำไล่เรียงเรื่องราว ว่าคำนำหน้าเกิดขึ้นตอนไหน แล้วทำไมถึงเกิดอยากจะเรียกกันแบบนั้นขึ้นมา
คำว่า Mister นาย ใช้เรียกผู้ชาย Miss นางสาว ใช้เรียกสาวโสดยังไม่แต่งงาน Missus/Missis นาง ใช้เรียกคุณนายที่แต่งงานแล้ว ปัจจุบันเราใช้คำนำหน้าในความหมายตามนี้ แต่แรกเริ่ม ตอนที่เราเพิ่งเริ่มใช้คำนำหน้ากันใหม่ๆ นั้น กลับต่างออกไปเสียหน่อย

แต่ก่อนเราจะเรียกใครสักคน หากไม่ใช่เจ้าขุนมูลนาย มียศฐาบรรดาศักดิ์ เราก็เรียกกันด้วยชื่อธรรมดาๆ แต่พอเข้าสู่ศตวรรษที่ 15 อาจด้วยความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ความศิวิไลซ์ที่เกิดขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) และยุคแห่งการสำรวจทางทะเล ทำให้หลายคนยกระดับฐานะ กินดีอยู่ดียิ่งขึ้น เกิดพ่อค้าแม่ขาย ช่างผู้เชี่ยวชาญ เริ่มมีความเจ้ายศเจ้าอย่างตามมา จากการเรียกชื่อกันเฉยๆ ก็เริ่มมีคำนำหน้าอย่าง Master และ Mistress โดย Master ใช้เรียกผู้ชายที่มีอำนาจ เจ้านาย เจ้าของบ้าน ช่างผู้เชี่ยวชาญ หรือใครที่เราอยากให้เกียรติ Mistress ก็เช่นกัน ใช้เรียกนายหญิงที่มีอำนาจในบ้าน เจ้านายที่มีลูกน้องในปกครอง ยังไม่ถูกใช้ในความหมายทางลบอย่างในปัจจุบัน ในตอนนั้น 2 คำนี้จึงไม่ได้ใช้เพื่อบ่งบอกสถานะการแต่งงาน แต่ใช้บ่งบอกสถานะในเชิงอำนาจ
จนมาถึงศตวรรษที่ 18 คำนำหน้าที่เคยใช้ก็เริ่มกระชับขึ้น คำว่า Master กลายเป็น Mister ส่วนคำว่า Mistress กลายเป็น Missus/Missis และ Miss คำนำหน้าแบบใหม่นี้ใช้อย่างแพร่หลายในอังกฤษ มักใช้เรียกคนที่มีความเชี่ยวชาญ ความสามารถเฉพาะด้าน หรือบทสนทนาทางธุรกิจ แต่ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ความหมายของ Missus/Missis และ Miss นั้น ไม่ได้สื่อถึงสถานะโสดหรือสมรสอย่างที่เราเข้าใจ

งานวิจัยเรื่องรูปแบบการเรียกขานผู้หญิงของ เอมี่ อีริกสัน (Amy Erickson) นักประวัติศาสตร์จาก University of Cambridge ที่เก็บข้อมูลจากการจ้างงานของผู้หญิง ก่อนที่จะมีการจัดทำสำมะโนประชากรระดับชาติในปี 1801 จากทะเบียน บันทึก และเอกสารจดหมายเหตุต่างๆ พบว่า Missus/Missis และ Miss สามารถใช้แบบใดก็ได้และไม่ได้บอกถึงสถานะการสมรสแต่อย่างใด โดยอ้างอิงจากพจนานุกรมปี 1755 ของซามูเอล จอห์นสัน (Samuel Johnson) นักพจนานุกรม นักวิจารณ์และกวี ที่ให้ความหมายของคำว่า Mistress ไว้มากมาย ตั้งแต่ผู้หญิงที่มีอำนาจปกครอง ผู้หญิงที่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ครูผู้หญิง ผู้หญิงที่เป็นที่รักหรือคนรัก คำเรียกเชิงดูถูก โสเภณีหรือเมียน้อย แต่ไม่ได้พูดถึงสถานะการแต่งงานเลย ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว Missus/Missis และ Miss จะใช้ต่างกันตอนไหนล่ะ?
เอมี่ศึกษาเรื่องนี้ลึกลงไปจนพบว่า Miss มีไว้ใช้เรียกเด็กผู้หญิงเท่านั้น และในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เพิ่งเริ่มถูกนำมาใช้เรียกผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ ประมาณว่าใช้เรียกคนที่เป็นสาวแล้ว ส่วน Missus/Missis มักใช้เรียกนายหญิงที่มีอำนาจ มีลูกน้องใต้บังคับบัญชา หรือเจ๊ใหญ่ที่ค้าขายจนร่ำรวย มีเงินทองเทียบเท่าพ่อค้าคนอื่น จึงมีชื่อเรียกด้วยการให้เกียรติคล้าย Mister แต่เป็น Missus/Missis นั่นเอง

ลองนึกภาพตามว่า ผู้ชายถูกเรียกด้วยคำเดียว Mister ไม่ว่าจะอำนาจมากล้น หรือเป็นหัวหน้ากองงาน ก็สามารถเรียกแบบนี้ได้ ส่วนผู้หญิง หากมีอำนาจขึ้นมาหน่อย อย่างนักธุรกิจตัวแม่ เจ๊ใหญ่แก๊งแม่บ้าน จะถูกเรียกด้วย Missus/Missis ส่วนผู้หญิงที่ไม่ได้มีอำนาจใดๆ อย่างคนใช้ ชนชั้นล่างทั่วไป จะถูกเรียกด้วยชื่อเฉยๆ คำนำหน้าผู้หญิงในตอนนั้นก็ยังใช้ปะปนกันอยู่บ้าง ใครใคร่ใช้อะไรก็ใช้ แต่สาวโสดในแวดวงชนชั้นสูง ก็เริ่มไม่อยากจะใช้ Missus/Missis แล้ว เพราะใช้แล้วมันเหมือนเป็นเจ๊ใหญ่ เป็นสาวที่ต้องออกไปทำงาน ฉันเป็นชนชั้นสูงจิบชา อ่านวรรณกรรมอยู่บ้านนี่นะ จะมาเรียกเหมือนกันไม่ได้ สาวโสดชนชั้นสูงจึงนิยมเรียกตัวเองว่า Miss มากกว่า
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่น่าสนใจของเอมี่ มองว่าอิทธิพลจากนิยายยุค 1740s ที่มักใช้ Miss แทนสาวผู้ดี Missus/Missis แทนผู้หญิงทำงาน แม่บ้าน ยิ่งสร้างภาพจำจนเกิดการแบ่งแยกสถานะการสมรสจากคำนำหน้า แม้จะเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการก็ตาม และเพิ่งมาแบ่งอย่างชัดเจนในช่วงต้นศตวรรษที่ 19

เมื่อเราย้อนกลับไปอ่านเอกสารในอดีตด้วยความเข้าใจแบบปัจจุบัน เราอาจเผลออนุมานเอาเองว่าผู้หญิงที่ถูกเรียกว่า Missus ต้องแต่งงานแล้ว หรือคนที่เป็น Miss ต้องยังโสด ทั้งที่ในความเป็นจริงคำเหล่านี้เคยบอกเรื่องฐานะ อาชีพ หรือบทบาททางสังคมมากกว่าสถานะสมรสด้วยซ้ำ
ภาษาจึงไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เคลื่อนไปตามการใช้งานของผู้คน เปลี่ยนไปตามโครงสร้างสังคม ความคิด และความสัมพันธ์ระหว่างเพศที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จาก Mistress ที่เคยหมายถึงผู้มีอำนาจ กลับมีความหมายแง่ลบในภายหลัง จาก Miss ที่เคยใช้กับเด็กผู้หญิง กลายเป็นการบอกสถานะทางสังคมของสาวโสดชนชั้นสูง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความหมายที่มีมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา กระทั่งในตอนนี้เรามีคำนำหน้าใหม่อย่าง Ms. หรือ Mx. เข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากระบุอะไรเลย
กระแสของคำนำหน้าไม่เคยจบลงอย่างแท้จริงสุดท้ายแล้ว คำหน้าชื่ออาจไม่ได้บอกว่าใครเป็นอะไรได้อย่างตายตัว แต่มันกำลังบอกว่าในแต่ละยุคสมัย สังคมกำลังเลือกจะมองผู้คนผ่านเลนส์แบบไหนต่างหาก ในอดีตมันเคยมีอยู่เพื่อบ่งบอกถึงอำนาจ ถูกเปลี่ยนผ่านความหมายตามกาลเวลา กลายเป็นเพียงคำนำหน้าที่ใช้บางเวลาในปัจจุบัน หากจะหล่นหายไปในอนาคตก็คงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเท่าไหร่นัก เมื่อมันไม่เคยหยุดนิ่งและปรับเปลี่ยนไปตามผู้คนและยุคสมัยอยู่เสมอ
อ้างอิงจาก