หลายประเทศอาศัยโอกาสอันเหมาะอย่างการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แสดงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ แต่บรรยากาศโอลิมปิกต้นฉบับในยุคโบราณนั้น ต่างออกไปเสียหน่อย กลับเต็มไปด้วยเกมนองเลือด เหงื่อโซมกาย และชายล่อนจ้อน
สืบย้อนไป 776 ปีก่อนคริสตกาล เพโลปส์ (Pelops) กษัตริย์แห่งปิซา จัดมหกรรมกีฬาขึ้นมาบนที่ราบโอลิมเปียทางตะวันตกของคาบสมุทรเพโลปอนเนส พื้นที่เดียวกันกับที่ซุส (Zeus) เข้ามาอาศัยราว 1200 ปีก่อนคริสตกาล และเช็กอินด้วยการขว้างสายฟ้าลงมาจากยอดเขาโอลิมปัสไปยังป่าศักดิ์สิทธิ์
พอล คริสเตเซน (Paul Christesen) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่นี้ ว่ามันไม่ได้สำคัญขึ้นมาเพียงเพราะโอลิมปิกจัดขึ้นที่นี่ ในทางกลับกัน พื้นที่นี้มีความสำคัญทางศาสนา (ที่นับถือเทพเจ้า) ต่างหาก เลยต้องมาจัดโอลิมปิกที่นี่ เพราะโอลิมปิกไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬา แต่นับเป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่จัดขึ้นในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
อีเวนต์ใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพราะชื่นชอบในกีฬาเพียงเท่านั้น แต่เป้าประสงค์หลักเป็นไปเพื่อบูชาเทพเจ้าโอลิมปัสโดยเฉพาะเทพเจ้าซุส ภายใต้แนวคิดที่ว่า ร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบได้ด้วยกีฬา ทีนี้ เราเลยพิสูจน์ให้เทพเห็นว่าเราเก่งขึ้นได้ ดีขึ้นได้ ด้วยการจัดแข่งขันกีฬาให้เทพดูนั่นเอง จัดไปจัดมา กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ราบโอลิมเปียเสียแล้ว จะมาจัดเล่นๆ ขำๆ ไม่ได้ คนตั้งตาคอยกันขนาดนี้ งั้นก็จัดทุกๆ 4 ปีไปเลย

ประเภทกีฬาที่จัดแข่งขันในตอนนั้นมีเพียงไม่กี่ชนิด แต่กีฬาที่เป็นไฮไลต์ของงาน คือ แพนเครชั่น (pankration) การต่อสู้แบบผสม จะว่ามวยก็ไม่ใช่ มวยปล้ำก็ไม่เชิง โดยรวมคือกีฬาที่ต่อสู้แบบไม่มีอาวุธ ไม่มีกติกาใดๆ มีแต่ร่างกายมาปะทะกัน ผู้เข้าแข่งขันต้องเปลือยกาย ชโลมเนื้อหนังด้วยน้ำมัน กฎเหล็กมีเพียง 2 ข้อ คือ ห้ามกัดและห้ามจิ้มตา ส่วนใต้เข็มขัดนั้นไม่ได้มีข้อห้าม แต่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
ไม่มีการให้คะแนน ไม่มีเวลาจำกัด และไม่มีการแบ่งรุ่นน้ำหนัก จะชนะได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายยอมแพ้โดยการชี้นิ้วขึ้น แต่ด้วยความดุเดือดเลือดพล่าน ทำให้นักกีฬาบางคนเสียชีวิตก่อนจะได้ยกมือยอมแพ้ด้วยซ้ำ
ยังมีวิ่งแข่ง กระโดดไกล ขว้างจักร แข่งรถม้า และกีฬาอื่นๆ อีก ให้สมกับที่เป็นมหกรรมกีฬา ด้วยข้อจำกัดในสังคมตอนนั้น คนที่เข้าร่วมการแข่งขันได้มีเพียงชายที่เป็นอิสระ (ก็คือไม่เป็นทาส) เลยมีทั้งผู้เข้าแข่งขันที่เป็นพ่อค้า ทหาร ไปจนถึงเจ้าชาย
แม้จะม่วนจอยทั้งคนแข่ง คนดู แต่ผู้ชนะงานนี้กลับไม่ได้รับเงินรางวัลก้อนโต ไม่ได้ทรัพย์ศฤงคารใดๆ มีเพียงช่อมะกอกและชื่อเสียงที่ติดตัวไปตลอดชีวิต อาจฟังดูไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ หากมองจากเลนส์ในยุคนี้ ที่นักกีฬาโอลิมปิกได้ทั้งชื่อเสียงและเหรียญประดับคอ แต่ในสังคมกรีกโบราณแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่างานนี้จัดขึ้นด้วยเหตุผลที่ค่อนไปทางศาสนาเสียหน่อย ไม่ได้เป็นการแข่งกีฬาอย่างจริงจังขนาดนั้น การแข่งขันจึงไม่ได้ตอบแทนด้วยรางวัล แต่เป็นเรื่องของสถานะและศักดิ์ศรี ชื่อของผู้ชนะเป็นที่จดจำ ได้กลับไปในฐานะฮีโร่
จากมหกรรมกีฬาที่ขยายสเกลมากขึ้นทุกปี ทำให้เกิดสนามกีฬา สนามซ้อม โรงอาบน้ำ ร้านรวงต่างๆ ก็ตามมา บางอาคารปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่เรียนรู้ พื้นที่การศึกษา กลายเป็นว่าแม้ในช่วงไม่มีการแข่งขัน แต่พื้นที่นี้ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มาเยือนได้ตลอดทั้งปี
กีฬาโอลิมปิกในยุคโบราณนี้ดำเนินต่อเนื่องไปนับพันปี แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในปี 393 จักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่ 1 ผู้ยึดมั่นในคริสต์ศาสนา ได้สั่งแบนทุกกิจกรรมทางศาสนาของศาสนาอื่นๆ รวมถึงการบูชาเทพเจ้าอย่างกีฬาโอลิมปิกด้วย เพื่อเป็นปราบปรามลัทธิบูชาเทพเจ้าในจักรวรรดิโรมัน พิธีกรรมของศาสนาอื่นก็เริ่มหายไปทีละน้อย พื้นที่แถบโอลิมเปียก็ถูกทิ้งร้าง ซ้ำร้ายแผ่นดินไหวทำลายสิ่งก่อสร้าง และซากปรักหักพังก็ค่อยๆ หายไปใต้ผืนดินและทรายตามกาลเวลา
มหกรรมกีฬาโอลิมปิกไม่ได้หายไปเพราะผู้คนหันเหไปสู่สิ่งอื่น แต่เหมือนกับโดนบังคับให้หายไปเพราะโลกเปลี่ยนระบบความเชื่อ เมื่อเทพเจ้าถูกลดบทบาท พิธีกรรมที่ผูกกับเทพก็หมดความหมายไปพร้อมกัน

โลกหมุนมาถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ผู้คนเริ่มโหยหาความศิวิไลซ์ในอดีต ชาวยุโรปเริ่มหันไปหลงใหลในวัฒนธรรมกรีกโบราณ จนบางประเทศแอบจัดโอลิมปิกเล็กๆ เป็นของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นสเกลมหกรรมกีฬายิ่งใหญ่อย่างในอดีต จนกระทั่งปี 1892 บารอนหนุ่มชาวฝรั่งเศส ปิแอร์ เดอ กูแบร์แตง (Pierre de Coubertin) เห็นว่าชอบกันขนาดนั้นก็จัดไปสิครับ เขาเสนอให้ฟื้นฟูกีฬาโอลิมปิกขึ้นมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ได้พูดเล่นๆ พูดลอยๆ แต่เขาเอาไอเดียนี้ไปพูดในการประชุมกีฬาระหว่างประเทศที่ปารีส ปี 1894 ด้วย ผู้แทน 79 aคนจาก 9 ประเทศได้ลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และกำหนดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรก (อีกรอบ) ในปี 1896 ที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ
เท่ากับว่าบารอนกูแบร์แตงได้พามหกรรมกีฬาโอลิมปิกกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในโลกยุคใหม่ หลังจากหายไปนับพันปี แม้จะฟังดูเหมือนงานใหญ่แน่ แต่ช่วงแรกก็ยังไม่เป็นที่นิยมขนาดนั้น จากทั้งผู้เข้าแข่งขันและผู้ชม ว่ากันตามตรงก็ขาดทุนอยู่หลายปี จนได้มาแจ้งเกิดอีกครั้งอย่างแท้จริงในปี 1924 ที่ปารีส มีนักกีฬามากกว่า 3,000 คน รวมถึงนักกีฬาหญิงมากกว่า 100 คน จาก 44 ประเทศ หลังจากนั้นมา โอลิมปิกได้รับการยกย่องให้เป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดจนถึงวันนี้
หากโอลิมปิกครั้งแรกคือพื้นที่ที่มนุษย์ใช้พิสูจน์ตัวเองต่อเทพเจ้า โอลิมปิกในวันนี้อาจเป็นพื้นที่ที่แต่ละประเทศใช้พิสูจน์ตัวเองต่อสายตาชาวโลก
อ้างอิงจาก
olympics.com, 2, 3