เวลาพูดถึงคำว่า ‘ทำเพื่อสังคม’ ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของใครหลายคนมักหนีไม่พ้นการบริจาคเงิน การตั้งมูลนิธิ หรือการทำกิจกรรมการกุศล ที่มุ่งเน้นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
แต่ในโลกความเป็นจริงที่ปัญหาท้าทายต่างๆ ทั้งความเหลื่อมล้ำ วิกฤตสิ่งแวดล้อม และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ‘เงินบริจาค’ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้ นี่จึงเป็นที่มาของคำถามสำคัญที่ว่า ถ้านำวิธีคิดแบบ ‘นักธุรกิจ’ มาใช้แก้ปัญหาสังคม จะเกิดผลแบบไหน
The MATTER ชวนมาอัปเดตแนวคิดโลกธุรกิจยุคใหม่ ทำความรู้จักกับโมเดล Social Enterprise และ Impact Business ที่กำลังเบลอเส้นแบ่งระหว่าง ‘การหากำไร’ กับ ‘การทำดี’ ผ่านคอนเซปต์ Profit with Purpose ที่พิสูจน์แล้วว่า ธุรกิจที่ดีสามารถสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กับการซ่อมแซมโลกใบนี้ได้

ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือ ‘Impact Business’
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ Impact Business ไม่ใช่การทำ CSR แบบที่องค์กรทั่วไปหักกำไรส่วนหนึ่งไปปลูกป่าหรือทาสีโรงเรียน เพราะ CSR คือ ‘กิจกรรมเสริม’ ในขณะที่ Impact Business คือการเอาปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมมาเป็น แกนหลัก หรือ Core Business ในการตั้งบริษัทตั้งแต่วันแรก
แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่องค์กรระดับโลกอย่าง Global Impact Investing Network (GIIN) ได้ให้คำนิยามไว้ว่า การลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบ หรือ Impact Investing คือการลงทุนที่ตั้งใจจะสร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ ควบคู่ไปกับผลตอบแทนทางการเงิน
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือคำว่า ‘Profit with Purpose’ เพราะการจะแก้ปัญหาสังคมระดับสเกลใหญ่ได้ ธุรกิจนั้นต้องรอดและมีกำไร เพื่อนำรายได้กลับมาหล่อเลี้ยงองค์กร จ้างบุคลากรเก่งๆ และขยายผลลัพธ์ให้กว้างขึ้น พูดง่ายๆ คือ ‘ทำดีต้องอยู่ได้’ เพราะถ้าธุรกิจเจ๊ง การแก้ปัญหาสังคมก็ต้องหยุดชะงักลงตามไปด้วย

เครดิต : ข้อมูลและภาพจาก Cartier Women’s Initiative
ทำไมโลกยุคใหม่ถึงขาด Impact Business ไม่ได้
หากมองย้อนกลับไปในระบบทุนนิยมแบบดั้งเดิม เป้าหมายสูงสุดของธุรกิจคือการทำกำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งบ่อยครั้งมักแลกมากับการทิ้งบาดแผลหรือผลกระทบเชิงลบไว้ให้สังคมและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ฝั่งองค์กรการกุศลเองก็ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่อง ‘สายป่าน’ ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ วิกฤตเศรษฐกิจมาที เงินบริจาคก็หดหาย ทำให้การแก้ปัญหาหลายอย่างจบลงที่การแก้ไขปัญหาแบบชั่วคราว มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบยั่งยืน นี่คือรอยรั่วขนาดใหญ่ที่ Impact Business เข้ามาอุดรูโหว่ และกลายเป็นฟันเฟืองที่เศรษฐกิจยุคนี้ขาดไม่ได้ เพราะมันคือการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่กอบโกยแต่ผลประโยชน์ ไปสู่เศรษฐกิจที่เกื้อกูลและฟื้นฟูซึ่งกันและกัน
เมื่อเป้าหมายการแก้ปัญหาถูกจับมาใส่ใน ‘สมการทางธุรกิจ’ ตั้งแต่แรก มันจึงเกิดผลลัพธ์แบบโดมิโน่ กล่าวคือ ยิ่งสินค้าหรือบริการนั้นขายดี ธุรกิจเติบโตได้มากเท่าไหร่ ปัญหาสังคมก็ยิ่งถูกแก้ไขและขยายสเกลได้กว้างขึ้นเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ Impact Business ทำให้การแก้ปัญหามีระบบนิเวศน์ที่ ‘หล่อเลี้ยงตัวเองได้’ โดยไม่ต้องรอพึ่งพิงเงินบริจาค มันจึงเป็นโมเดลธุรกิจที่เข้ามาช่วยรักษาสมดุล ไม่ให้ระบบเศรษฐกิจโตแบบทิ้งใครไว้ข้างหลัง และช่วยต่อลมหายใจให้สังคมสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนจริงๆ

เครดิต : ข้อมูลและภาพจาก Cartier Women’s Initiative
Cartier Women’s Initiative: 20 ปีแห่งการขับเคลื่อน Impact Economy
เมื่อพูดถึงผู้ที่เชื่อมั่นและผลักดันแนวคิด Impact Business ในระดับโลกมาอย่างยาวนาน กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งคือโครงการ Cartier Women’s Initiative (CWI) ที่ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นแค่แคมเปญการกุศล แต่เป็นการลงทุนสร้างระบบนิเวศแห่งการเปลี่ยนแปลงมายาวนานถึง 20 ปี

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ CWI ทำหน้าที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์มบ่มเพาะที่สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงไปแล้วกว่า 330 ราย จาก 66 ประเทศทั่วโลก พร้อมมอบเงินทุนรวมกว่า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ผู้หญิงเหล่านี้ใช้ ‘ธุรกิจ’ เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระดับสากล เพื่อให้เห็นภาพว่า Impact Business ทำงานอย่างไรในโลกจริง ลองดูตัวอย่างธุรกิจของผู้ประกอบการหญิงที่ได้รับการคัดเลือกจากเวที CWI ในปี 2026
NanoFreeze (โคลอมเบีย) โดย Isabel Pulido พัฒนาเทคโนโลยีการทำความเย็นจากธรรมชาติที่ช่วยรักษาความเย็นของสินค้าได้นานถึง 200 ชั่วโมงโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ช่วยลดขยะอาหารและลดการปล่อยคาร์บอนจากการทำความเย็นแบบเดิมๆ ไปพร้อมกับการทำกำไรในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์
Humble Bee (อินเดีย) โดย Monika Shukla ใช้การเลี้ยงผึ้งด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่มาสร้างรายได้ให้ผู้หญิงในชนบท พร้อมกับช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและการผสมเกสรของพืชผลการเกษตร ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

Women Lighting the Path เมื่อเวทีระดับโลกคือพื้นที่ฉายแสงให้โซลูชันส์เพื่อสังคม
แม้จะมีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ความท้าทายหลักของ Impact Business คือเรื่องของ Visibility หรือการถูกมองเห็น การมีเวทีระดับโลกมารองรับและให้การยอมรับ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้ได้รับความเชื่อมั่น เข้าถึงแหล่งทุนใหม่ๆ และขยายผลกระทบได้เร็วยิ่งขึ้น
นั่นคือเหตุผลที่ในปี 2026 นี้ Cartier Women’s Initiative จึงเตรียมจัดงานประกาศรางวัลระดับโลกในวาระครบรอบ 20 ปี ภายใต้ธีม ‘Women Lighting the Path’ เพื่อยกย่องผู้ประกอบการหญิงที่ใช้ความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส และนำเสนอโซลูชันส์ที่ยั่งยืนทางการเงินเพื่อตอบโจทย์ปัญหาระดับโลก โดยการเดินทางของพวกเธอจะเป็นดั่งแสงสว่างที่นำทางและยกระดับผู้อื่นไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมยิ่งขึ้น
ที่สำคัญ พิธีมอบรางวัลในปี 2026 จะจัดขึ้นที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและการรวมพลังของชุมชน
โลกธุรกิจยุคใหม่ได้พิสูจน์แล้วว่า Profit และ Purpose ไม่ใช่เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน แต่คือฟันเฟืองสองตัวที่ต้องหมุนไปพร้อมกัน และนี่คือช่วงเวลาที่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกต้องหันมามองว่า ธุรกิจของเรากำลังสร้างผลกำไรบนความสูญเสียของสังคม หรือกำลังเติบโตไปพร้อมๆ กับการสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้นกันแน่