เมื่อพูดถึงประเด็น Women Empowerment หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด คือการเล่าเรื่อง
เพราะเส้นทางของเหล่าผู้ประกอบการหญิงที่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Impact Business ล้วนเต็มไปด้วยความท้าทายเสมอ และความยากมักจะอยู่ที่ว่า การจะสื่อสารภาพจำของ ‘นักธุรกิจเพื่อสังคม’ ที่คนทั่วไปมักมองว่าต้องดูจริงจัง เคร่งขรึม ให้ออกมาเป็นมนุษย์ธรรมดาที่จับต้องได้ เข้าถึงง่าย และทรงพลังได้อย่างไร
นั่นคือโจทย์สำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของ Cartier Women’s Initiative (CWI) โครงการระดับโลกที่มุ่งบ่มเพาะและสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง ซึ่งเพิ่งปิดฉากการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีไปอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม ‘Women Lighting the Path’ โดยความพิเศษของโปรเจกต์ในปีนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องราวของผู้หญิงระดับผู้นำที่รับรางวัลอยู่ ‘เบื้องหน้า’ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดึงเอาทีมงานหญิง ‘เบื้องหลัง’ ระดับท็อปของไทยมารวมตัวกัน เพื่อสร้างสรรค์ซีรีส์สารคดีขนาดสั้น (Docuseries) และเซ็ตภาพถ่ายแคมเปญชิ้นนี้ขึ้นมา ด้วยพลังของผู้หญิงเพื่อผู้หญิงอย่างแท้จริง
แม้เวทีการประกาศรางวัลและช่วงเวลาเปิดรับสมัครของปีนี้จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่เรื่องราวระหว่างทางยังคงเป็นแรงบันดาลใจที่สามารถส่งต่อได้ไม่มีวันหมด The MATTER จึงอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน ผ่านบทสัมภาษณ์ของสองนักเล่าเรื่องหญิงแห่งยุค จีน – คำขวัญ ดวงมณี ผู้กำกับหญิงมากฝีมือที่มารับหน้าที่กำกับ Docuseries และ ส้ม – ดวงพร นุรารักษ์ ช่างภาพฟิล์มสายแฟชันที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งคู่จะมาบอกเล่าถึงการตีความคอนเซปต์ ‘การส่องสว่าง’ การก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ของการถ่ายสารคดี ไปจนถึงไดนามิกและพลังงานอันน่าสนใจบนกองถ่ายที่นำโดยผู้หญิง

จีน – คำขวัญ ดวงมณี
ทลายภาพจำ Impact Business ผ่านมุมมองและเลนส์ของผู้กำกับหญิง
เริ่มต้นพาร์ทแรกกับการเปิดมุมมองเบื้องหลังเลนส์ของ จีน – คำขวัญ ดวงมณี ผู้กำกับหญิงมากฝีมือที่มารับหน้าที่ร้อยเรียงเรื่องราวใน CWI Docuseries ความท้าทายสำคัญของเธอคือการต้องย่อยคอนเซปต์ Impact Business ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซีเรียสและไกลตัว ให้กลายเป็นภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นที่จับต้องได้ เข้าถึงง่าย และทรงพลัง ผ่านการดึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ประกอบการหญิงทั้ง 5 คนออกมาฉายแสง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จในโลกธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ผลกระทบเชิงบวกที่พวกเธอพร้อมใจกันส่งมอบให้กับสังคม
อยากให้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ และสำหรับคุณจีน คำว่า ‘Impact Business’ หรือธุรกิจเพื่อสังคม มีนิยามว่าอย่างไร
จีน: ทางโครงการติดต่อมาให้ทำโปรเจกต์นี้ เพราะปีนี้งาน Cartier Women’s Initiative (CWI) จะมาจัดขึ้นที่ไทยค่ะ ทางแบรนด์เล่าว่าโครงการนี้มีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังไม่ค่อยมีคนไทยส่งประกวด เขาเลยอยากให้คนไทยได้รู้จักสิ่งนี้มากขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นครั้งแรกที่จีนได้รู้จักโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงของ Cartier เหมือนกัน สำหรับจีน การทำธุรกิจที่สร้างอิมแพค มันไม่ใช่แค่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ แต่มันคือการทำธุรกิจที่ต้องเมคชัวร์ว่าเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และสร้างผลกระทบที่ดีให้กับทั้งผู้บริโภคหรือสิ่งแวดล้อม

จากโจทย์ที่เป็นธีม ‘Women Lighting the Path’ ตีความและนำมาย่อยเป็นการดีไซน์ภาพและแสงในวิดีโออย่างไรบ้าง
จีน: คอนเซปต์นี้ทำให้ภาพที่ออกมาค่อนข้างเล่นกับแสงธรรมชาติ และเงาแสงที่มีรูปทรง (shape) แตกต่างกันออกไปตามเรื่องราวของแต่ละคน คีย์หลักคือพยายามให้แสงดูเป็นธรรมชาติและถ่ายทอดโมเมนต์ที่ authentic ที่สุด อย่าง พี่เต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) จะเป็นแสงที่เกี่ยวกับน้ำ เพราะเขาดำน้ำและทำงานกับธรรมชาติ พี่เชอรี่ (เข็มอัปสร สิริสุขะ) จะเป็นแสงที่ลอดผ่านตารูปทรงคล้ายรวงข้าว พี่แพรี่พาย (อมตา จิตตะเสนีย์) จะใช้แสงผ่านต้นไม้เป็นร่มเงาบนสวนดาดฟ้าของเขา ส่วน คุณเอิร์น (อรนภัส บุญอนันตพัฒน์) เขาเคยพูดประโยคหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำเหมือน การส่งต่อแสงเทียน หรือแสงแห่งความดีงามที่ส่งต่อกันไป เราเลยดีไซน์เป็นซีนพื้นหลังดำที่มีแสงเล็กๆ ลอดลงมาบนหน้าเขาค่ะ
ด้วยความที่เป็น Docuseries มีวิธีบาลานซ์ความ ‘เรียล’ แบบสารคดี กับความสวยงามแบบโปรดักชันอย่างไร
จีน: เราเบสจากสคริปต์ที่ได้พูดคุยกัน จีนอยากให้ภาพมันยังคงความน่าเชื่อถือในมุมของการบอกเล่าเรื่องราวธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องน่าสนใจ มีการสอดแทรกความอาร์ตเข้ามาเพื่อให้ภาพมันไปกับไดอะล็อกและสิ่งที่แต่ละท่านพูดด้วย อย่างเรื่องราวของคุณเอิร์น จีนฟังแล้วประทับใจมาก เพราะเขาสร้างอิมแพคตั้งแต่ต้นจนจบ เปลี่ยนพวงหรีดเป็นผ้าดิบเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือหน่วยกู้ภัยให้นำไปใช้งานได้จริง และสุดท้ายผ้านั้นก็ถูกนำไปใช้ห่อศพจริงๆ มันคือการส่งต่อที่ของชิ้นหนึ่งถูกใช้งานได้จบครบวงจรในวาระสุดท้ายของผู้เสียชีวิตจริงๆ
สังคมมักมีภาพจำว่าคนที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมต้องมีบุคลิกแบบหนึ่ง มีการตีความเพื่อนำเสนอภาพของทั้ง 5 คนที่แตกต่างออกไปอย่างไร
จีน: จีนประทับใจที่หลายๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นดาราหรือคนที่มีต้นทุนชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จในอาชีพตัวเองแล้ว แต่เขาเลือกที่จะทำสิ่งนี้ในวันที่เขารู้สึก fulfill กับตัวเอง เขาไม่ต้องทำก็ได้ แต่เขาก็เลือกที่จะมาอยู่เบื้องหลังเพื่อทำบางอย่างที่ตรงข้ามกับสายอาชีพตัวเองเลย เพื่อสร้างอิมแพคให้สังคม มันทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วไม่สำคัญเลยว่าคุณจะเป็นใคร เป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนเบื้องหน้า ตราบใดที่คุณมีแพสชันและใจที่อยากจะทำสิ่งนี้จริงๆ

พูดถึงบรรยากาศในกองถ่าย ไดนามิกของการทำงานที่มีทีมงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีความแตกต่างจากกองอื่นไหม
จีน: จริงๆ เวลาทำงาน จีนไม่ได้โฟกัสเรื่องเพศเลย ใครทำงานดีเราก็อยากทำงานด้วย แต่ในตำแหน่งอย่างโปรดิวเซอร์หรือผู้ช่วยผู้กำกับ จีนมักจะชอบใช้ผู้หญิง เพราะเรารู้สึกว่าเขาจะมี Feminine energy บางอย่างที่เข้าใจเรา เข้าใจความดีเทลจุกจิกของเรา และตามงานเราทัน สุดท้ายแล้วกองนี้ก็เป็นการทำงานเป็นทีมที่ผสมผสานคนรุ่นใหม่ อย่างน้องฝึกงานจีนที่เป็นผู้ชายเราก็ดึงมาร่วมงานด้วย บรรยากาศกองนี้เลยค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่เร่งรีบและไม่กดดัน ทำให้เราสามารถเก็บโมเมนต์ของแต่ละท่านได้แบบสบายใจ
การกำกับทั้ง 5 คนเพื่อดึงตัวตนจริงๆ ของเขาออกมา มีเทคนิคหรือความยากง่ายอย่างไรบ้าง
จีน: แต่ละท่านมีคาแรคเตอร์ต่างกัน อย่างกลุ่มที่ทำงานเบื้องหน้าอยู่แล้วอย่าง พี่เชอรี่ พี่เต้ย หรือพี่แพรี่พาย จะมีความโฟลว์และแคปเจอร์โมเมนต์ได้ง่ายมาก พี่เชอรี่โปรเฟสชันแนลและรีแลกซ์สุดๆ พี่เต้ยก็เป็นธรรมชาติและน่ารักมากๆ ส่วนพี่แพรี่พายเขามีคาแรคเตอร์ที่ชัดจนเราแทบไม่ต้องกำกับเลย ส่วนอีก 2 ท่านที่ไม่ใช่นักแสดงอย่างคุณเอิร์นกับคุณณัฐ แรกๆ อาจจะมีเขินกล้องนิดหน่อย แต่ทีมงานเราก็จะช่วยบิลด์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจ หรือบางทีก็เปิดเพลงช่วยให้เขาเข้าใจมู้ดแอนด์โทนของวิดีโอมากขึ้น สักพักเขาก็ทำได้เลย ซึ่งเซอร์ไพรซ์มากๆ

หลังจากได้พูดคุยและร่วมงานกัน มีใครที่คุณรู้สึกประทับใจ หรือเรื่องราวของเขาสร้างแรงบันดาลใจเป็นพิเศษไหม
จีน: ประทับใจทุกคนในมุมที่ต่างกัน พี่แพรี่พาย เป็นฟีลที่เท่มาก ความคิดเขาเรื่องความยั่งยืนมันตรงข้ามกับโลกความสวยความงามที่เขาเคยอยู่เลย คุณเอิร์น น่ารักและดูแลทีมงานดีมาก ซื้อทีรามิสุมาแจกทั้งกอง แล้วแนวคิดธุรกิจเขาก็ครีเอทีฟสุดๆ คุณณัฐ ก็มีคอนเซปต์เรื่องบ้านเกิดและชุมชนที่แข็งแรงมาก ส่วน พี่เต้ย เป็นคนที่สัมผัสได้เลยว่าอ่อนโยน จิตใจดี และมองโลกในแง่บวกมากๆ แต่คนที่ทำให้จีนรีเลทและสร้างอิมแพคกับจีนมากๆ คือ พี่เชอรี่ ในฐานะคนทำงานโปรดักชัน บางครั้งเราก็เจอภาวะ Burnout จีนเคยเล่าให้พี่เชอรี่ฟังว่าจีนชอบธรรมชาติ แต่ด้วยงานทำให้เราไม่มีเวลาไปใช้ชีวิตแบบนั้น พี่เชอรี่ก็แชร์เรื่องการแบ่งเวลาให้ฟัง หลังจากคุยกันช่วงนั้น จีนก็เลยตัดสินใจไปลงชื่อเข้าค่ายอาสาที่ชุมพร ไปช่วยทำบ้านปลาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเลย มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จีนคิดว่า ถ้าเราอยากทำอะไรบางอย่างที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม เราก็สามารถเริ่มลงมือทำได้เลย
รู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดึงเรื่องราวของพวกเธอออกมาฉายแสงให้สังคมได้เห็น
จีน: ต้องขอบคุณทางแบรนด์มากๆ ต่อให้วันนี้จีนอาจจะยังไม่พร้อมที่จะลงมือทำธุรกิจที่สร้างอิมแพคเป็นอีกหนึ่งอาชีพแบบพี่ๆ ทั้ง 5 ท่าน แต่จีนก็ดีใจและภูมิใจที่ได้ใช้ทักษะการทำคอนเทนต์ของเรา เป็นหนึ่งกระบอกเสียงในการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ หวังว่าคนที่ได้ดูจะเกิดแรงบันดาลใจ หรือจุดประกายแนวคิดให้กับคนที่กำลังอยากเริ่มต้นทำธุรกิจเพื่อสังคมได้เช่นกัน

ส้ม-ดวงพร นุรารักษ์
ถอดรหัสแสง-เงา ด้วย ‘สายตา’ ที่แคปเจอร์ตัวตนที่แท้จริงของผู้หญิง
ต่อเนื่องจากภาพเคลื่อนไหว มาสู่เบื้องหลังการลั่นชัตเตอร์ในฝั่งภาพนิ่ง กับ ส้ม-ดวงพร นุรารักษ์ หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ Somroxyz ช่างภาพฟิล์มสายแฟชันที่มีลายเซ็นชัดเจนในการสาดแฟลชและเล่นกับคอนทราสต์จัดจ้าน อย่างที่เห็นจาก #SOMFILMSNAP แต่งานนี้เธอท้าทายตัวเองด้วยการปรับโหมดมาเล่นกับ Ambient ของแสงและเงา เพื่อบันทึกพลังงานที่แท้จริงของเหล่านักธุรกิจหญิงผ่านกล้องฟิล์ม ความน่าสนใจไม่ได้มีแค่เรื่องของการปรับเทคนิค แต่ยังรวมถึงความลับของ ‘สายตาช่างภาพหญิง’ เวลามองผู้หญิงด้วยกัน ที่สามารถสร้าง Comfort zone จนสามารถดึงเอาความเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เต็มไปด้วยแพสชัน ทลายกำแพงภาพจำของคำว่าผู้บริหารที่ต้องใส่สูทไปอย่างสิ้นเชิง

จากธีมงาน Women Lighting the Path ตีความและนำมาถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายโปรเจกต์นี้อย่างไร
ส้ม: ด้วยความที่โปรเจกต์นี้มีการถ่ายทำวิดีโอสารคดีควบคู่ไปด้วย บรีฟแรกคืออยากให้มู้ดของภาพนิ่งพ้องไปกับตัววิดีโอ ส้มเลยพยายามใช้แสงในกองถ่ายที่เขาจัดมาให้มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งปกติงานของส้มจะใช้แฟลชเล่นกับคอนทราสต์ที่ค่อนข้างแรง แต่งานนี้เป็นเหมือนการทดลองที่เราได้เล่นกับแสง Ambient ของแสงและเงามากขึ้น เพื่อให้มันผสมผสานกัน นอกจากพาร์ทที่ล้อไปกับวิดีโอแล้ว ส้มยังมีพาร์ทฟรีสไตล์ที่ส้มจะถ่ายภาพเป็น Silhouette เพราะส้มรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องสื่อสารให้เห็นหน้าชัดๆ เสมอไป แต่ภาพย้อนแสงมันสามารถดึงตัวตนของเขาออกมาได้ แค่เห็นเงาและบริบท เช่น ภาพที่คุณแพร์รี่พายถือดอกไม้ เราก็รับรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้มีคาแรกเตอร์แบบไหน


ในความเรียลของการเป็นสารคดีหรือ Docuseries มีวิธีดึงความเป็นตัวตนของผู้ประกอบการทั้ง 5 คนออกมาผ่านภาพนิ่งอย่างไร
ส้ม: งานของส้มถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม ซึ่งมันมีความ Authentic สูงและเป็นการ Capture the moment อยู่แล้ว ส้มจะไม่แต่งภาพเลย แต่จะเน้นใช้วิธีสื่อสารและจับ Energy ของตัวแบบ เราต้องคุยให้เขารีแลกซ์และแสดงตัวตนจริงๆ ออกมา บางคนในวิดีโออาจจะต้องคีพคาแรคเตอร์ นิ่งๆ ขรึมๆ อย่างคุณณัฐ (เจ้าของแบรนด์บ้านเกิด) หรือคุณเอิร์น (เจ้าของแบรนด์นิรันดร์ พวงหรีดรักษ์โลก) ที่เป็นนักธุรกิจ ส้มก็จะบอกเขาเลยว่า สามารถเป็นตัวเองได้นะ อยากยิ้ม อยากหัวเราะ หรือชอบตัวเองเวอร์ชันไหนก็ปล่อยพลังงานนั้นออกมาได้เลย ไม่ต้องคีพลุคแบบในวิดีโอก็ได้ ส้มอยากให้คนที่เสพภาพเหล่านี้ได้เห็นมุมอื่นๆ ที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น และให้เขาได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ


สังคมมักมีภาพจำว่าผู้หญิงที่ทำธุรกิจหรือเป็นผู้บริหารต้องมีมาดอีกแบบหนึ่ง ภาพถ่ายเซ็ตนี้ช่วยทลายกรอบตรงนั้นอย่างไรบ้าง
ส้ม: สังคมมักจะมองว่า Entrepreneur ต้องมีความแข็งแกร่ง ต้องใส่สูท มีภาพลักษณ์ที่เป็นทางการ แต่จริงๆ แล้วแก่นสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จคือ การซื่อตรงกับความเป็นตัวเองและมีแพสชันในสิ่งที่ทำ วันถ่ายทำแต่ละคนแต่งตัวสบายๆ มาก ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ พี่เต้ยใส่เสื้อกล้ามมาเลย ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมาก ภาพที่เราดึงออกมาจึงพยายามสื่อสารว่า คุณไม่จำเป็นต้องจำกัดว่าทำธุรกิจแล้วต้องเป็นคนแบบนี้เสมอไป แค่คุณรู้ตัวว่าชอบอะไร มีแพสชันอะไร แล้วเป็นตัวเองในแบบนั้น นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างและขับเคลื่อนธุรกิจไปได้ และนั่นคือเสน่ห์เฉพาะตัวของผู้หญิงที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

การทำงานในโปรเจกต์ที่ทีมงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงด้วยกัน มีพลังงานอะไรที่รู้สึกเป็นพิเศษไหม
ส้ม: ส้มรู้สึกขอบคุณตั้งแต่แรกเลยค่ะ ตอนแบรนด์ติดต่อมาแล้วบอกว่าโปรเจกต์นี้จะนำโดยผู้หญิง ส้มตอบรับทำทันทีโดยที่ยังฟังรายละเอียดไม่จบด้วยซ้ำ เพราะเรารู้สึกว่ามัน fulfill มากๆ ยิ่งในไทยสัดส่วนช่างภาพส่วนมากมักจะเป็นผู้ชาย การได้รับโอกาสนี้มันเป็นพลังหญิงที่ทำให้เรารู้สึกดีใจมาก อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ‘สายตา’ ของผู้หญิงที่มองผู้หญิงด้วยกันเอง ส้มเคยถ่ายนิทรรศการภาพผู้หญิงนู้ดที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย แต่งานมันออกมาฟีลไม่โป๊ เพราะมุมมองที่ดึงความเป็นธรรมชาติออกมาในสายตาของผู้หญิงมันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เวลาช่างภาพผู้หญิงถ่ายผู้หญิงด้วยกันเอง มันมีความสามารถในการสื่อสาร ส่งพลังงานให้กัน และทำให้ตัวแบบเขารู้สึกสบายใจที่จะแสดงความเป็นตัวเองออกมามากกว่าด้วย

การได้มาคลุกคลีกับคอมมูนิตี้ของผู้ประกอบการหญิงเก่งๆ หลายคนในโปรเจกต์นี้ ได้สะท้อนกลับมาที่วิธีคิดของตัวเองอย่างไรบ้าง
ส้ม: ส้มเชื่อเรื่องพลังงาน มันมีคำกล่าวที่ว่าคุณเป็นคนยังไงให้ดูจากคนที่อยู่รอบๆ ตัวคุณ และส้มเชื่อคำว่า ‘My vibe attracts my tribe’ หรือพลังงานแบบเดียวกันจะดึงดูดคนแบบเดียวกันเข้ามา พอเราได้มารวมกลุ่มกับผู้หญิงเก่งๆ ที่มีมายด์เซ็ตไปในทิศทางเดียวกัน ทำงานเพื่อสังคมเหมือนกัน พลังงานของความเข้าใจมันจะถ่ายทอดถึงกันได้ ยิ่งทุกคนมาอยู่รวมกันในคอมมูนิตี้แบบ Cartier Women’s Initiative มันยิ่งช่วยส่งเสริม สนับสนุน และกระตุ้นให้เกิดพลังในการสร้างอิมแพคที่มากกว่าเดิมได้แน่นอน
รอติดตามรับชมผลงานของทั้งสองใน Docuseries Cartier Women’s Initiative 2026 ได้เร็วๆ นี้