เราคุ้นเคยกับการเปิดสวิตช์แล้วไฟสว่าง จนบางครั้งอาจลืมคิดไปว่า กว่าที่พลังงานไฟฟ้าจะเดินทางมาถึงปลายทาง ต้องผ่านกระบวนการและโครงข่ายที่ซับซ้อนเพียงใด ยิ่งในยุคที่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่แสงสว่าง แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และเทคโนโลยี การบริหารจัดการพลังงานให้เข้าถึงทุกพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในประเทศที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อย่างประเทศไทย
เมื่อพูดถึงหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ในระดับภูมิภาค ชื่อของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่รับผิดชอบพื้นที่ถึง 74 จังหวัดทั่วประเทศ ด้วยจำนวนผู้ใช้ไฟกว่า 22.2 ล้านคน แต่ภารกิจของ PEA กลับไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตหรือจัดหาพลังงาน เพราะเบื้องหลังสายไฟและเสาไฟที่ตั้งตระหง่าน คือความมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้าไปแก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่เกาะ การฝ่าวิกฤตภัยพิบัติน้ำท่วม ไปจนถึงการลงพื้นที่เสี่ยงภัยในภาวะสงคราม เพื่อให้ทุกคนมีไฟฟ้าใช้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย
The MATTER ชวนพูดคุยกับ ดร.มงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อเจาะลึกถึงเบื้องหลังการทำงานขององค์กรระดับโลกแห่งนี้ ตั้งแต่ภารกิจที่เปี่ยมไปด้วยความเสียสละของพนักงาน การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า EV ไปจนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่กำลังเร่งเครื่องนำพา PEA ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Organization เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ไฟฟ้าเป็นมากกว่าพลังงาน คือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ภารกิจหลักของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การผลิต จัดหา และให้บริการพลังงานไฟฟ้า หรือการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญและเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของรัฐบาล
“ภารกิจสำคัญของ PEA คือการทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ให้อยู่ดีกินดี และสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการตอบสนองยุทธศาสตร์ของทางด้านความมั่นคงทางพลังงาน”
การทำงานของ PEA นั้นครอบคลุมพื้นที่ถึง 74 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีผู้ใช้ไฟฟ้าสูงถึง 22.2 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ระดับโลก องค์กรขับเคลื่อนด้วยพนักงานและลูกจ้างรวมกว่า 33,000 คน มีสถานีไฟฟ้ากว่า 700 แห่ง รวมถึงสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า EV อีกประมาณ 410 แห่งทั่วประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น โครงข่ายสายส่งของ PEA ยังสะท้อนให้เห็นถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการดูแลประชาชน ประเทศ และเศรษฐกิจ

เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ PEA สามารถข้ามข้อจำกัดในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถขยายเขตสายส่งไฟฟ้าแบบปกติได้
● พื้นที่เกาะ: PEA ได้นำระบบไมโครกริด (Microgrid) ซึ่งเป็นการผสานพลังงานแสงอาทิตย์ Solar cell ร่วมกับแบตเตอรี่มาใช้ ดำเนินการสำเร็จไปแล้วในหลายพื้นที่ เช่น เกาะพะลวย และเกาะสีชัง นอกจากนี้ยังเตรียมขยายโครงการไปยังอีก 11 เกาะ เช่น เกาะช้าง เกาะขามใหญ่ เกาะจิก เกาะพยาม เกาะกระเต็น รวมถึงพื้นที่เกาะในจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล ภายใต้งบประมาณ 6,700 ล้านบาท
● พื้นที่ป่าเขาและพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ: ในภาคเหนืออย่างอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่า ก็มีการติดตั้งระบบไมโครกริดเช่นกัน รวมถึงมีการนำระบบ Home Solar ไปใช้ที่ไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และการใช้กังหันลมผลิตไฟฟ้าที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นอกเหนือจากการดูแลระบบไฟฟ้าแล้ว PEA ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับสังคมผ่านโครงการต่างๆ อีกมากมาย อาทิ
● โครงการหมู่บ้านช่อสะอาด: มุ่งเน้นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผ่านบ้าน วัด และโรงเรียน
● โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 ช่างไฟฟ้า: สร้างอาชีพช่างไฟฟ้าให้กับประชาชนทั่วไป เพื่อให้สามารถดูแลและติดตั้งระบบไฟฟ้าเบื้องต้นได้
● โครงการยกระดับความปลอดภัยตู้ทำน้ำดื่ม: มอบตู้กดน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัยจากกระแสไฟฟ้ารั่ว ให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. และ อปท. รวมกว่าหมื่นแห่ง
● โครงการทีมชาติวอลเลย์บอล PEA สอนน้อง: ส่งเสริมทักษะด้านกีฬาให้เยาวชนเพื่อต่อยอดสู่ระดับชาติ และดูแลคุณภาพชีวิตนักกีฬาด้วยการบรรจุเป็นพนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
● โครงการ PEA ใส่ใจทุกชีวิต บริจาคโลหิต: รณรงค์บริจาคโลหิตเพื่อส่งมอบให้สภากาชาดไทยและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 รวบรวมโลหิตได้แล้วกว่า 200 ล้านซีซี

เบื้องหลังความเสียสละ คนทำงาน PEA กับภารกิจที่ไม่เคยหยุด
นอกเหนือจากภารกิจหลักในการให้บริการพลังงานไฟฟ้าในภาวะปกติแล้ว เบื้องหลังการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ยังเต็มไปด้วยความเสียสละในการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติและภาวะวิกฤตต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พนักงานและผู้บริหารของ PEA ต้องเผชิญกับบททดสอบมากมายจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของคนทำงาน PEA ตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงราย ที่ส่งผลให้ระบบการจ่ายไฟขัดข้องและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ไปจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งมีระดับน้ำสูงถึง 3-4 เมตร สร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออุปกรณ์และสถานีไฟฟ้า และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟเกือบ 200,000 ราย

“ตอนเหตุกาณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ ผู้ใช้ไฟฟ้าเกือบ 200,000 รายจำเป็นต้องมีกระแสไฟฟ้าใช้ โจทย์สำคัญคือ PEA ต้องจ่ายไฟอย่างไรให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุด นี่คือความพยายามของเราท่ามกลางความเสี่ยง แต่ในที่สุด พนักงานจากทั่วประเทศของเราก็เข้าไปช่วยกู้สถานการณ์ฟื้นฟูให้จ่ายไฟฟ้าได้ครบถ้วนภายใน 7 วันเท่านั้น”



ด้วยสภาวะกดดันจากทั้งสื่อมวลชนและสังคมที่ต้องการให้ประชาชนกลับเข้าบ้านและมีไฟฟ้าใช้ทันทีหลังน้ำลด PEA ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากทั่วประเทศมาร่วมกันฟื้นฟูระบบอย่างเต็มกำลัง และด้วยความทุ่มเทนี้ ทำให้สามารถจ่ายไฟคืนได้ครบถ้วนภายในเวลาเพียง 7 วัน

อีกหนึ่งภารกิจที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็นและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจ่ายไฟโดยตรง คือการลงพื้นที่เสี่ยงภัยในภาวะสงครามและการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครราชสีมา ตราด และสระแก้ว

ในสถานการณ์ดังกล่าว PEA ได้เข้าไปดูแลศูนย์พักพิงชั่วคราวของผู้อพยพ โดยทำการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า นำสิ่งของจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันไปมอบให้ รวมไปถึงการสนับสนุนผลิตภัณฑ์คอนกรีตเพื่อใช้ทำบังเกอร์ให้แก่ทหาร ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อระบบจำหน่ายไฟฟ้าชำรุดจากการสู้รบ พนักงาน PEA ยังต้องเสี่ยงชีวิตลงพื้นที่เพื่อซ่อมแซมระบบให้ยุทโธปกรณ์อย่างเรดาร์และอุปกรณ์ทางทหารสามารถทำงานต่อได้


“การปฏิบัติงานซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในพื้นที่สู้รบไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงขั้นสูงสุด โดยต้องสวมเสื้อเกราะและเดินทางไปพร้อมกับทหารเพื่อลงพื้นที่ดำเนินการซ่อมแซม ความเสียสละและการยอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ ไม่ได้ทำไปเพื่อตนเอง แต่ทำเพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้หน่วยทหารมีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงการปฏิบัติภารกิจในยามสู้รบ”

ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์ บทบาทของผู้นำองค์กรจึงสำคัญยิ่ง ดร.มงคล ตรีกิจจานนท์ ในฐานะผู้ว่าการ PEA ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเองหลายครั้งเพื่อประเมินหน้างานจริงและสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมงาน โดยมีการติดตามสถานการณ์และปรับแผนการจ่ายไฟแบบวันต่อวัน เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของสังคมให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุด รวมถึงการดูแลเรื่องอุปกรณ์ความปลอดภัยของพนักงาน และการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย
เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและตอบแทนความเสียสละ ทาง PEA ได้มีการมอบรางวัล เกียรติบัตร และใบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่พนักงานและลูกจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความภาคภูมิใจสูงสุดขององค์กร ที่ได้ยืนหยัดเคียงข้างและทำเพื่อประชาชนในทุกสถานการณ์อย่างแท้จริง

เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อชีวิตประชาชน
โลกปัจจุบันหมุนไปอย่างรวดเร็ว PEA จึงต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขันและเตรียมพร้อมรับมือกับยุคไฟฟ้าเสรีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ดร.มงคล อธิบายว่า โครงข่ายไฟฟ้าในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากกว่าอดีตอย่างมาก จากเดิมที่การจ่ายไฟเป็นแบบทิศทางเดียวจากต้นทางสู่ปลายทาง ปัจจุบันผู้ใช้ไฟสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้วขายคืนให้ระบบได้ รวมถึงมีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวนมากที่จ่ายไฟย้อนกลับเข้ามาในระบบ
“ในปัจจุบัน ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าและจ่ายย้อนกลับเข้าสู่ระบบ หรือจำหน่ายคืนให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ ประกอบกับมีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวนมากที่เชื่อมต่อและจ่ายไฟเข้าระบบร่วมด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้โครงข่ายระบบไฟฟ้าในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ PEA Smart Grid”

ด้วยเหตุนี้ PEA จึงต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยีสมาร์ตกริด (Smart Grid) และเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความทันสมัยและเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Meter) สถานีไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Substation) และหม้อแปลงไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Transformer) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมไฟฟ้ายุคใหม่
ในมิติของการให้บริการประชาชน PEA ได้พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร นำโดยแอปพลิเคชัน PEA Smart Plus ที่รวมหลากหลายฟีเจอร์ไว้ในที่เดียว ทั้งการจ่ายค่ากระแสไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงประวัติ ขอใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือขอติดตั้งมิเตอร์ นอกจากนี้ยังมีบริการ PEA e-Bill สำหรับจัดการบิลอิเล็กทรอนิกส์ และมีระบบสะสมแต้ม Watt-D Point ที่สามารถนำไปแลกเป็นส่วนลดในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้อีกด้วย

พร้อมตอบรับเทรนด์ EV ด้วยโครงข่ายสถานีชาร์จทั่วไทย สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยม PEA ได้เดินหน้าธุรกิจ PEA VOLTA โดยมีสถานีชาร์จ (EV Station) แบบ 1 ตู้ 2 หัวชาร์จ กระจายอยู่กว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมระยะทางในทุกๆ ประมาณ 100 กิโลเมตร พร้อมทั้งขยายสถานีขนาดใหญ่แบบ EV Station Hub ในหัวเมืองสำคัญ ได้แก่ อำเภอชะอำ (8 หัวชาร์จ 180 กิโลวัตต์) จังหวัดเชียงใหม่ (10 หัวชาร์จ) จังหวัดขอนแก่น (10 หัวชาร์จ) และกำลังจะแล้วเสร็จที่จังหวัดนครปฐมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังมีโมเดลธุรกิจ VOLTA CONNEXT ที่เปิดโอกาสให้พาร์ตเนอร์มาร่วมลงทุนติดตั้งตู้ชาร์จ โดยใช้แพลตฟอร์มการบริหารจัดการของ PEA ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้และธุรกิจใหม่ๆ ให้กับองค์กร
ทิศทางต่อไปของ PEA คือการก้าวข้ามจากยุคดิจิทัลแพลตฟอร์มไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Organization (AI transformation) โดยได้กำหนดนโยบายการใช้ AI ใน 4 มิติหลัก ได้แก่
● AI for Grid: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าระบบไฟฟ้าอัจฉริยะให้มีความทันสมัยและรวดเร็ว
● AI for Operation: มอนิเตอร์และวิเคราะห์ข้อมูลอุปกรณ์ในการตัดสินใจ เพื่อยกระดับความมั่นคงและความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า
● AI for Efficiency and New business: นำ AI มาใช้ตรวจสอบข้อมูลแทนมนุษย์ เพื่อเพิ่มความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอนการทำงานแบบเดิม เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการภายใน พร้อมทั้งมองหาโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ
● AI for Service: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยใช้ฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ความพึงพอใจ เจาะลึกถึงพื้นที่ที่มีปัญหาไฟตก ไฟดับ หรือบริการที่ยังไม่ดีพอ เพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพและปรับปรุงระบบการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น

“ทั้ง 4 ด้านนี้คือแกนหลักที่องค์กรจะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาขับเคลื่อน ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดกรณีการใช้งานจริงอีกมากมายในอนาคต โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือ AI Organization อย่างเต็มรูปแบบ”