กว่าจะรู้ว่าน้ำในอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำชลประทานดีหรือเสีย ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เพราะในการบริหารจัดการน้ำ การติดตามและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่การตรวจวัดแบบเดิมนั้นมีข้อจำกัดและอุปสรรคสารพัด
ลองจินตนาการภาพการเก็บตัวอย่างน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ต้องนั่งเรือออกไปถึงจุดกึ่งกลางความลึกของแหล่งน้ำ ซึ่งบ่อยครั้งต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ลมกรรโชกแรง แถมยังต้องใช้แรงงานคนขนย้ายอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมาก ทำให้มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากจะอันตรายแล้ว การเก็บตัวอย่างแบบเดิมยังต้องเสียเวลาส่งน้ำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงและรู้ผลล่าช้า ทำให้บางครั้งการรับมือและจัดการกับปัญหาน้ำอาจทำได้ไม่ทันท่วงที
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และก้าวสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะ กรมชลประทานจึงได้นำเทคโนโลยีเข้ามาพลิกโฉมการทำงาน ด้วยการพัฒนานวัตกรรม ‘โดรนตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติพร้อมแอปพลิเคชัน’ นวัตกรรมนี้ชูหัวใจสำคัญผ่านคอนเซปต์ 3 ป. นั่นคือ ประหยัดงบ – ประหยัดเวลา – ปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่
โดยความล้ำหน้าคือการส่งโดรนบินไปเก็บตัวอย่างและตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ระดับความลึก 1 เมตรได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งตัวโดรนมีความสามารถในการตรวจวัดดัชนีคุณภาพน้ำได้ถึง 7 ค่า ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ, ความเป็นกรด-ด่าง (pH), ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO), ความนำไฟฟ้า (EC), ความเค็ม, ปริมาณของแข็งละลายน้ำ (TDS) และความขุ่น ที่เจ๋งกว่านั้นคือ ระบบจะทำการบันทึกข้อมูลและส่งตรงขึ้นระบบ Cloud เพื่อแสดงผลบนแอปพลิเคชัน LINE ได้ทันทีแบบ Realtime โดยที่ไม่ต้องรอผลแล็บอีกต่อไป
การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้นี้ ไม่ได้แค่ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่สะดวกและปลอดภัยขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีโดยตรงต่อเกษตรกร เครือข่ายจัดการน้ำ และประชาชนทั่วไป เพราะเมื่อสามารถเช็กสถานะและถอดรหัสคุณภาพน้ำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้กรมชลประทานสามารถวางแผนบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ