Mastercard ประกาศยกเลิกใช้บัตรเครดิตและเดบิต ตั้งแต่ปี ค.ศ.2024 เป็นต้นไป โดยรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค และจะหันมาใช้ ‘EMV’ บัตรที่มีการฝังชิป และระบบ ‘ไร้สัมผัส’ (contactless) หรือบรรดาการ์ดที่แตะแล้วตัดบัตรได้เลย ไม่ต้องเกิดการสัมผัสและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
Mastercard บอกว่า ตัวเองเป็นเจ้าแรกที่ยกเลิกเทคโนโลยีนี้ที่มีมามานานกว่า 61 ปี แบบถาวร
โดยแผนการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของ Mastercard จะเริ่มต้นจากที่ยุโรปเป็นที่แรกในอีก 3 ปีข้างหน้า ตามด้วยสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2027 และในปี ค.ศ.2033 จะไม่มีบัตรที่ออกโดย Mastercard ใน รูปแบบแถบแม่เหล็กอีกต่อไป
ปัจจุบัน บัตรประเภทชิป EMV และบัตรไร้สัมผัสมีการใช้ทำธุรกรรมอยู่ 86% ทั่วโลก โดย EMV ถือว่าเป็นระบบที่ปลอดภัยกว่าระบบแถบแม่เหล็ก ซึ่ง Mastercard มองว่าจะมาแทนแถบแม่เหล็กได้อย่างสมบูรณ์ แต่ทางแบรนด์ก็คาดการณ์ว่า บัตรชนิดไร้สัมผัสก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วง COVID-19 เพราะทำให้ลดการสัมผัสการชำระเงิน โดยพบว่าการชำระเงินด้วยบัตรไร้สัมผัส มีจำนวนธุรกรรมกว่า 1 พันล้านครั้งในไตรมาส 1 ของ ค.ศ.2021 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว
ทั้งนี้ บัตรรูปแบบแถบแม่เหล็ก เป็นเทคโนโลยีการพัฒนารอบที่ 2 ของบรรดาบัตรจ่ายเงิน ในระยะแรก ร้านค้าจะเก็บเงินผ่านหมายเลขบัตรด้วยการกรอกเลขลงในเครื่องพิมพ์เลขคาร์บอน ก่อนที่บัตรแถบแม่เหล็กจะถูกพัฒนาโดย IBM ในยุค ค.ศ.1960 สำหรับบัตรพนักงาน CIA และมีการเพิ่มเติมเลข CVV ที่ซ่อนในแถบแม่เหล็กไม่ให้เห็นบนบัตรในช่วงปี ค.ศ.1997 เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น แต่ถัดมาการคัดลอกสำเนาบัตรแม่เหล็กทำได้ง่ายขึ้น จึงกลายเป็นว่าไม่ได้ปลอดภัยในการชำระเงินอีกต่อไป
ส่วน EMV ย่อมาจาก Europay, MasterCard และ Visa ซึ่งทั้งสามบริษัทร่วมกันพัฒนามาตรฐานชำระเงินระหว่างกันของบัตรที่ฝัง IC Chip เพื่อทำงานกับเครื่องรูดบัตรหรือเอทีเอ็ม ซึ่งในเวลาถัดมา แบรนด์ค่ายอื่นก็เข้ามาร่วมในเทคโนโลยีนี้ด้วยจนกลายเป็นมาตรฐานสากล
อ้างอิงข้อมูลจาก