เพียงแค่ดูดี ชีวิตด้านอื่นๆ ก็ง่ายขึ้นแล้ว
ช่วงนี้ไม่ว่าใครๆ ก็หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น การได้เห็นคนหล่อคนสวยทั่วไปบนโซเชียลมีเดีย แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ คนหน้าตาธรรมดาๆ อย่างเราก็แอบรู้สึกกดดันไม่น้อย หรือเราต้องเริ่มมาดูแลตัวเองให้มากขึ้นนะ?
ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง เราอาจจะใช้คนรอบตัวมาเป็นเป้าหมายในการพัฒนาตัวเอง และเผลอเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งก็คงไม่ผิดอะไรหากว่าเราเอามาเป็นแค่แรงบันดาลใจ แต่บางครั้งการหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขันกับคนอื่นตลอดเวลาก็อาจทำให้เราติดกับดักการพัฒนาตัวเอง จนรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอก็ได้
นี่เรากำลังใจร้ายกับตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า ชวนมาสำรวจความเป็นพิษเมื่อการดูแลตัวเองเริ่มต้นจากความไม่พอใจ แล้วจะมีทางไหนที่ทำช่วยพัฒนาตัวเราให้ดีขึ้นจริงได้บ้าง
เมื่อการดูแลตัวเองมาจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น
ทุกวันนี้คำที่เราได้ยินบ่อยๆ อาจไม่ใช่คำทักทาย แต่เป็นคำว่า ‘พัฒนาตัวเอง’ ที่ปรากฏให้เห็นแทบทุกคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ในยุคสมัยที่ใครๆ ต่างเร่งพัฒนาให้ตัวเอง ด้านหนึ่งก็อาจทำให้เราเผลอกดดันตัวเองไปด้วย
อันที่จริงการหันมาใส่ใจดูแลตัวเองก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หากเราเริ่มต้นด้วยการเข้าใจและเรียนรู้ที่จะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง กลับกันหากวันหนึ่งเราลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพียงเพราะอยากให้คนอื่นยอมรับด้วยการใช้ไม้บรรทัดของคนอื่น ก็อาจสร้างความทุกข์ใจให้เราได้เช่นกัน
แม้ว่าเทรนด์การดูแลตัวเองจะเกิดขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่หลายครั้งเทรนด์เหล่านี้ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป อย่าง ‘Looksmaxxing’ หรือเทรนด์การดูแลรูปลักษณ์ตนเองให้ดูดีขั้นสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ เป็นแนวคิดของการพยายามปรับปรุงรูปลักษณ์ของผู้ชาย ไม่ใช่แค่ไลฟ์สไตล์เท่านั้น แต่รวมถึงทางกายภาพ

จากบทความวิชาการ Facial Plastic Surgery & Aesthetic Medicine อธิบายว่าเทรนด์ที่กำลังแพร่หลายบนโลกออนไลน์นี้ ไม่ได้หมายถึงการออกกำลังกายหรือดูแลผิวหน้าโดยทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเชื่อว่าตัวเองต้องดูดีถึงโครงหน้าของตัวเองด้วย เหล่าครีเอเตอร์หนุ่มหลายคนเลยมักแชร์วิธีดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคที่ทำให้แก้มเรียวตอบ ดวงตาเฉียบคม วิธีทำให้กรามชัด จนถึงการใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ให้ดูเป็นผู้ชายสมบูรณ์แบบ
ความอันตรายของเทรนด์นี้ ไม่ใช่การพยายามปรับปรุงตัวเองให้เท่ามาตรฐานที่ไม่มีจริงเท่านั้น แต่ยังชวนให้ผู้ชายหันมาเปลี่ยนหน้าตาของตัวเองแบบสุดโต่ง ด้วยการทุบกระดูก เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้โครงหน้าของตัวเองชัดขึ้นด้วย
แม้จะฟังดูรุนแรง แต่วิธีเหล่านี้กลับมียอดค้นหามากกว่า 300,000 ครั้งต่อเดือนทั่วโลก รวมถึงยอดวิวอีกหลายล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าวิธีนี้อาจได้ผล แม้ว่าจะไม่มีคำยืนยันจากแพทย์ก็ตาม
เจสัน เฟียร์สไตน์ (Jason Fierstein) นักจิตวิทยาและผู้ก่อตั้ง Phoenix Men’s Counseling สถาบันให้คำปรึกษาสำหรับผู้ชาย อธิบายถึงความน่ากังวลของเทรนด์นี้ว่า เป็นแนวคิดที่ทำให้ชายหนุ่มหลงคิดไปเองว่าหากพวกเขามีหน้าตาที่ตรงตามค่านิยม อาจทำให้ตัวเองได้รับการยอมรับ หรือช่วยดึงดูดสาวๆ มากขึ้น แต่ที่จริงแล้วอาจทำให้พวกเขาอาจติดกับดักกับการดิ้นรนเพื่อทำให้ตัวเองตรงตามมาตรฐาน และรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอตลอดเวลา

ไม่ใช่แค่เทรนด์ Looksmaxxing เท่านั้น แต่ไม่ว่าแนวคิดไหนที่เริ่มต้นมาจากการเปรียบเทียบคนอื่น ก็ล้วนมีส่วนทำให้เรารู้สึกไม่พอใจในตัวเองเช่นกัน อลิซาเบธ สก็อต (Elizabeth Scott) นักเขียนและวิทยากรฝึกอบรมด้านจิตวิทยาเชิงบวก อธิบายว่าแม้การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่หากเราหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขันมากไป ก็อาจทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง จนส่งผลต่อสุขภาพจิตได้
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนี่คือกลไกของเราที่วิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด ซึ่งช่วยไม่ให้เราล้าหลังเกินกว่าศักยภาพของตัวเอง และสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมได้ แต่การมองข้อดีของคนอื่น และเปรียบเทียบกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็อาจทำให้เราเห็นแต่ข้อเสียของตัวเอง จนบั่นทอนความมั่นใจไปทีละนิด
ยิ่งเราเห็นความแตกต่างระหว่างตัวตนในอุดมคติและตัวตนที่แท้จริงมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจในตัวเอง สุดท้ายก็คงต้องวิ่งไล่ตามมาตรฐานของคนอื่นอยู่ร่ำไป
ถึงเวลาเคารพตัวเอง
หากอยากเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนอื่นเราอาจต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ตัวเองดูดี หน้าคม หุ่นสวย สิ่งเหล่านี้แม้จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาให้เราจริง
แชนนอน ซาวเออร์-ซาวาลา (Shannon Sauer-Zavala) นักจิตวิทยาคลินิกและนักวิจัยด้านการพัฒนาการรักษา อธิบายถึงงานศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าหลายคนเริ่มใช้การดูแลตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากบางอย่างในชีวิต เราหวังว่าที่การดูแลตัวเองจะช่วยขจัดปัญหาด้านต่างๆ เช่น ด้านความรัก หรือด้านการทำงาน
จากการศึกษาโดยที่ตีพิมพ์ลงวารสาร Clinical Social Work Journal ปี 2017 พบว่าผู้คนมักเชื่อว่าภาวะหมดไฟเป็นเรื่องส่วนตัว จึงพยายามชดเชยด้วยการการดูแลตัวเองจากที่บ้าน เช่นการออกกำลังกาย ทำสมาธิ แทนการคิดถึงสภาพแวดล้อม หรือแรงกดดันในที่ทำงาน ที่มีส่วนให้เราทำงานหนักจนเกิดภาวะหมดไฟในที่สุด

จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าบางครั้งภายใต้วิธีที่บอกให้เราพัฒนาตัวเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำพาให้เราไปถึงเป้าหมายเสมอไป ไม่ต่างกัน ต่อให้เราออกกำลังกายจนเอวเอส ซิกแพ็กแน่นทั้งตัว ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ใครกลับมา หรือได้เลื่อนตำแหน่งวันนี้พรุ่งนี้ เพราะปัญหาจริงๆ มันยังไม่ถูกแก้ไข
ทั้งนี้ เราไม่ได้บอกว่าเราควรปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ต้องดูแลตัวเองนะ แต่แชนนอน ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าสิ่งสำคัญกว่าการหาวิธีดูแลตัวเอง คือการหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเราทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และกลับมาเคารพตัวเองมากขึ้น
เราอาจต้องมาทำความเข้าใจว่าสาเหตุที่เราไม่มั่นใจจริงๆ บางครั้งอาจไม่ได้มาจากเรื่องภายนอกอย่างเดียว แต่อาจมาจากความมั่นใจภายใน เช่น การเตรียมตัวหาข้อมูล หรือการฝึกซ้อมเข้าสังคม ดังนั้นแทนที่เราจะกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ตรงกับความงามในสังคม การกลับมาฝึกฝนการพูดอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดกว่าก็ได้
นอกจากกลับมาทบทวนปัญหาของตัวเองแล้ว การเคารพตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราไม่ฝืนทำสิ่งที่ไม่ตรงกับคุณค่าของตัวเอง หรือไล่ตามมาตรฐานที่ตัวเองไม่ต้องการ ทั้งยังช่วยให้เรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหา และมีกำลังใจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากขึ้น
เพราะต่อให้ทั้งโลกชื่นชมเรามากแค่ไหนก็คงไร้ความหมาย หากสุดท้ายแล้วเรายังไม่พอใจในตัวเองอยู่ดี
อ้างอิงจาก