ย้อนกลับไปมากกว่า 60 ปีที่แล้ว เบลเยียมได้จัดงานเปิดงานเวิลด์ เอ็กซ์โป (Brussels World’s Fair) ประจำปี 1958 ที่ซึ่งประเทศเจ้าอาณานิคมแห่งนี้ ‘ปล่อยของ’ หรือก็คือจัดแสดงแสดงนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือวิทยาการๆ เพื่อเฉลิมฉลองความก้าวหน้าทางสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ในงานนี้ก็มีสวนสัตว์มนุษย์ (Human Zoo) ที่มีการจัดแสดงชาย หญิง และเด็กชาวคองโก ใน ‘สภาพแวดล้อมพื้นบ้าน’ เพื่อ ‘การศึกษา’ และ ‘ความบันเทิง’ ของผู้เข้าร่วมง่าย ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือชาวยุโรปผิวขาว โดยนิทรรศการนั้นรู้จักกันในชื่อ ‘Kongorama’ ที่รวมถึงการจัดแสดงในหัวข้อต่างๆ เช่น เหมืองแร่ในคองโก ศิลปะ การขนส่ง และเกษตรกรรม
ในปี 1958 นั้น เบลเยียมยังคงปกครองคองโก ซึ่งการเป็นเจ้าอาณานิคมที่ครอบครองดินแดนมากมาย ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของประเทศ ณ ขณะนั้น เนื่องจากคองโกเป็นประเทศในแอฟริกากลาง ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรหลากหลาย ทั้งแร่ธาตุ ป่าไม้ จนถึงแรงงานมนุษย์ จนทำให้เบลเยียมที่เป็นประเทศเล็กๆ ในยุโรปนั้น สามารถขึ้นมามีสถานะที่โดดเด่นในระดับโลกได้
มีผู้บรรยายนิทรรศการนี้ว่า มีรั้วไม้ไผ่ล้อมรอบบริเวณ ที่มีชาวคองโกอยู่ราว 598 คน ได้แก่ผู้ชาย 273 คน ผู้หญิง 128 คน และเด็ก 197 คน รวมเป็น 183 ครอบครัว ที่สวมชุดพื้นบ้าน พร้อมแสดงวิถีชีวิตดั้งเดิมให้ผู้มาร่วมงานชม โดยพวกเขาใช้เวลาทั้งวันนั่งทำงานฝีมือของตัวเอง อยู่บริเวณกระท่อมฟางที่สร้างขึ้น ทั้งนี้ชาวคองโกกลุ่มนี้ถูกนำมาจากแอฟริกา เพื่อมาทำงานในงานนิทรรศการแห่งนี้
“หากไม่มีปฏิกิริยาอะไร พวกเขาจะโยนเงินหรือกล้วย ข้ามรั้วไม้ไผ่นั้นไป” นักข่าวคนหนึ่งระบุถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่นานหลังจากนั้น Kongorama ก็ต้องปิดตัวลง เพราะเกิดการต่อต้านจากหลายฝ่าย
เชื่อกันว่า Kongorama คือสวนสัตว์มนุษย์แห่งสุดท้ายของโลก ซึ่งก่อนหน้านั้น ก็มีการจัดแสดงที่คล้ายกันนี้ ให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป โดยประวัติศาสตร์ของสวนสัตว์มนุษย์ที่ผ่านมา ถือเป็นหลักฐานชั้นดีของ ‘การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์’ ผ่านการเหยียดเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติ จนถึงการมองข้ามความยากลำบากของมนุษย์ด้วยกันเอง แล้วเห็นเป็นเพียงการศึกษา หรือความบันเทิง
ผ่านมาแล้วเกือบ 70 ปี แม้โลกเราจะสิ้นสุดยุคของการค้าทาส ถึงจุดจบของลัทธิอาณานิคมแบบเดิม และไม่มีสวนสัตว์มนุษย์ ในรูปแบบการล้อมรั้วไม้ไผ่ให้คนมามุงดูแล้ว แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรายังคงเห็น ‘สวนสัตว์มนุษย์แบบใหม่ๆ’ ที่ยังลดทอนคุณค่าคนบางกลุ่ม แอบแฝงอยู่ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการใช้ดึงดูดความสนใจ ผ่านความสงสาร ความแปลก หรือความชื่นชมที่ปราศจากความเข้าใจ
แน่นอนว่าการเข้าใจ และเคารพชื่นชมวิถีชีวิตคนอื่นเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ แม้ว่าจะคิดว่าตัวเองมีเจตนาดี และต้องการศึกษาวิถีชีวิตของคนอื่นจริงๆ แต่เราต้องไม่ลืม และไม่มองข้ามความยากลำบากและความเจ็บปวดของมนุษย์ด้วยกัน บางทีภาพชีวิตคนอื่นที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้า อาจเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ การเลือกปฏิบัติ เงื่อนไขการทำงานที่ไม่เป็นธรรม จนถึงปัญหามากมายที่เราไม่อาจเข้าใจ หากขาดการไตร่ตรองให้ดี
เพราะสุดท้ายการเรียนรู้วิถีชีวิต หรือการชื่นชมของเราผ่านกระจกหรือรั้วบางๆ อาจไม่ได้ช่วยให้คุณภาพชีวิตของใครดีขึ้น หรือทำให้ช่องว่างของความไม่ยุติธรรมแคบลงเลย ซ้ำแต่จะทำให้คนที่ลำบากอยู่แล้ว ต้องตกหลุมพรางของความน่าภูมิใจชื่นชม จนปัญหาที่แท้จริงถูกกลบฝังไว้อย่างแนบเนียน
อ้างอิงจาก