ตั้งแต่ความไม่พอใจจากวิกฤตการว่างงาน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประเทศ วิถีชีวิตหรูหราของเหล่าลูกหลานนักการเมือง จนถึงคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ชาวเนปาลสะสมความขุ่นเคืองต่อรัฐบาลมาหลายทศวรรษ จนในที่สุดความโกรธแค้นก็ลุกลามสู่ท้องถนนในกรุงกาฐมาณฑุ
แม้ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เค.พี.ชาร์มา โอลี (KP Sharma Oli) จะประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเนปาลแล้ว แต่การประท้วงครั้งใหญ่ในเนปาลยังคงดุเดือด จนล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิต จากการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับกองกำลังรัฐบาล เพิ่มถึง 22 คนแล้ว
ในการประท้วงครั้งนี้หลายคนระบุว่า Gen Z ได้กลายเป็นผู้จุดกระแสการชุมนุม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร? และมีมิติใดบ้างที่ทำให้ความไม่พอใจทวีความรุนแรงถึงขั้นนี้? วันนี้ The MATTER สรุปที่มาที่ไปและปัจจัยต่างๆ ของการประท้วงครั้งใหญ่ในเนปาล
1) การว่างงานและความเหลื่อมล้ำ
ที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่จำนวนมากในเนปาลไม่พอใจ กับปัญหาการว่างงานและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประเทศ โดยผลสำรวจมาตรฐานการครองชีพโดยรัฐบาลเนปาล เมื่อปี 2022-23 ระบุว่าอัตราการว่างงานของประเทศอยู่ที่ 12.6% ส่วนธนาคารโลก (World Bank) รายงานว่าในปี 2024 เนปาลมีอัตราการว่างงานของเยาวชนอายุ 15-24 ปีอยู่ที่ 20.8%
ปัญหาดังกล่าวเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยหนังสือพิมพ์ Kathmandu Post รายงานว่า ในปีงบประมาณ 2023-24 มีชาวเนปาลกว่า 741,000 คน ต้องอพยพออกจากประเทศเพื่อหางานในต่างแดน
ด้วยเหตุนี้ เศรษฐกิจของประเทศจึงต้องพึ่งพาเงิน ที่ชาวเนปาลในต่างแดนส่งกลับบ้านอย่างมาก โดย World Bank รายงานว่า มากกว่าหนึ่งในสาม (33.1%) ของ GDP ของเนปาล มาจากเงินโอนส่วนบุคคล ซึ่งเป็นตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจที่ความหวังของรุ่นใหม่ในประเทศเริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ
2) เด็กเส้น อภิสิทธิ์ชน Nepo Baby
ในขณะที่คนชนชั้นแรงงานต้องดิ้นรนอย่างหนัก เหล่าทายาทชนชั้นปกครองกลับใช้ชีวิตสุขสบาย ทำให้ก่อนหน้านี้แฮชแท็ก #NepoBaby และ #NepoKids ได้รับความนิยมอย่างมากในเนปาล โดยส่วนใหญ่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์วิถีชีวิตฟุ่มเฟือยของลูกหลานนักการเมืองท้องถิ่น
วิดีโอไวรัลบนโซเชียลมีเดีย แสดงการเปรียบเทียบวิถีชีวิตหรูหราของครอบครัวนักการเมือง ทั้งเสื้อผ้าดีไซเนอร์ การเที่ยวต่างประเทศ และรถยนต์หรู ต่างกับความเป็นจริงอันโหดร้าย ที่คนหนุ่มสาวในประเทศต้องเผชิญ อันเป็นผลจากปัญหาการว่างงานและการอพยพเพื่อหาโอกาส
ไม่เพียงเท่านั้น แฮชแท็กดังกล่าวยังเรียกร้องให้ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ พร้อมยับยั้งการทุจริตในประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษในสังคมเนปาล
ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องอย่างเข้มข้นบนโลกออนไลน์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (4 กันยายน 2025) รัฐบาลเนปาลได้ออกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียจำนวน 26 แพลตฟอร์ม โดยให้เหตุผลว่า เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนกับรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
Kathmandu Post รายงานว่า ชาวเนปาลหลายคนมองว่า การแบนนี้เป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมกับมองว่ารัฐบาลกำลังพยายามขัดขวางกระแสต่อต้านการทุจริตบนโลกออนไลน์ ขณะที่อีกหลายคนกังวลว่า จะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวที่ย้ายไปทำงานในต่างประเทศ
โซเชียลมีเดีย ถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของชาวเนปาล ซึ่งประเทศนี้มีจำนวนผู้ใช้สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียใต้ ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของความไม่พอใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่
3) จากโซเชียลมีเดียถึงท้องถนน
ในที่สุดความโกรธแค้นต่อรัฐบาล ก็ลุกลามสู่ท้องถนนในเมืองหลวง โดยการประท้วงครั้งใหญ่ปะทุขึ้นในวันจันทร์ (8 กันยายน) ตอนนั้นผู้ประท้วงบางคนได้จุดไฟเผาอาคารรัฐบาล รวมถึงรัฐสภาและศาลฎีกา รวมถึงบ้านพักของผู้นำทางการเมืองระดับสูง นอกจากนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติตรีภูวัน (Tribhuvan International Airport) หรือท่าอากาศยานนานาชาติหลักของประเทศ ก็ถูกปิดให้บริการเช่นกัน
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ประท้วง 19 ราย เสียชีวิตจากการปะทะกับตำรวจ ซึ่ง ปริถวี ซุบบา (Prithvi Subba) โฆษกคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ตำรวจจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งรวมถึงการใช้รถฉีดน้ำ กระบอง และกระสุนยาง
ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลได้ยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย พร้อมประกาศเคอร์ฟิวในกรุงกาฐมาณฑุ และเมืองอื่นๆ ของประเทศ อย่างไรก็ตาม การชุมนุมประท้วงยังคงดำเนินต่อไป
“แม้ปัจจัยกระตุ้นหลักของการประท้วง คือการแบนโซเชียลมีเดียเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ประวัติศาสตร์อันยาวนานของการคอร์รัปชันและการปกครองที่ย่ำแย่ กลับเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ประชาชนหลายพันคนออกมาประท้วงบนท้องถนน” ผู้ประท้วงวัย 28 ปีกล่าวกับ CNN
4) นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง
ในวันอังคาร (9 กันยายน) เค.พี.ชาร์มา โอลี (KP Sharma Oli) ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยอ้างถึง “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” ในประเทศ
ในแถลงการณ์ของโอลี เขากล่าวว่ารัฐบาล “ไม่ได้มีท่าทีเชิงลบต่อข้อเรียกร้องของคนรุ่น Gen Z” พร้อมระบุว่าเขา “เสียใจอย่างสุดซึ้ง” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งโอลีกล่าวหา “การแทรกซึมของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ” ว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรง โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่ากลุ่มเหล่านั้นคือใคร
มีข้อสังเกตว่า การลาออกของนายกฯ อาจเกิดจากความกดดัน หลังจากรัฐมนตรีหลายคนลาออกหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรง โดยที่ผ่านมา ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสาธารณสุข ก็ได้ลาออกเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในวันอังคาร มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 22 ราย นับตั้งแต่เกิดความไม่สงบ ในขณะที่ผู้บาดเจ็บมากกว่า 400 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น โดยจำนวนมากมีบาดแผลจากกระสุนปืนและกระสุนยาง
นอกจากนี้ ยังเกิดการทำลาย ปล้นสะดม และเผาทำลายทรัพย์สินสาธารณะและส่วนบุคคล โดยมีวิดีโอที่แสดงภาพผู้ประท้วงรื้อค้นบ้านพักส่วนตัวของอดีตนายกฯ โอลี ซึ่งบางคนบุกเข้าไปในบ้านพัก และทำลายเฟอร์นิเจอร์ก่อนจะจุดไฟเผา
5) สถานการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร?
จนถึงขณะนี้ ความรุนแรงยังไม่จบลง และผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งยังคงฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวที่ไม่มีกำหนด ในกรุงกาฐมาณฑุ และเมืองที่อื่นๆ
ด้านการปฏิรูปการเมือง แม้ว่านายกฯ จะลงจากตำแหน่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะมาแทนที่เขา หรือจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป โดยที่ดูเหมือนจะไม่มีใครควบคุมสถานการณ์ ซึ่งในขณะนี้ผู้นำ รวมถึงรัฐมนตรีบางคน กำลังหลบภัยอยู่กับกองกำลังรักษาความปลอดภัย
เมื่อวันอังคาร อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ มีแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการ “สอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน” และ “ยับยั้งชั่งใจเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรง”
“ผมขอเรียกร้องให้ทางการเคารพกฎหมายสิทธิมนุษยชน การประท้วงต้องเกิดขึ้นอย่างสันติ พร้อมเคารพชีวิตและทรัพย์สิน” กูเตอร์เรสกล่าว
ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุในแถลงการณ์ว่า “การใช้กำลังถึงแก่ชีวิตต่อผู้ประท้วง ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามถึงชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง”
อ้างอิงจาก