นับเป็นครั้งแรกที่โลกได้เข้าสู่ ‘จุดพลิกผัน’ ทางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังฉบับใหม่ระบุว่า อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกส่งผลให้ระบบนิเวศแนวปะการัง เข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะยาว และสร้างความเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตของผู้คนหลายร้อยล้านคน
เป็นที่ทราบกันดีว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ได้ชี้ว่า โลกอาจกำลังเผชิญกับ ‘ความจริงใหม่’
รายงาน Global Tipping Points Report ที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ (The University of Exeter) จากความร่วมมือจากนักวิจัยนานาชาติกว่า 160 คน เป็นรายงานที่ประเมินความเสี่ยงอันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ เช่น การพังทลายของแผ่นน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จนถึงการลดลงของพื้นที่ป่าในแอมะซอน เพื่อวิเคราะห์ว่า ระบบนิเวศต่างๆ ในโลกนั้น ใกล้ถึงจุดพลิกผันแล้วหรือยัง
เล่าก่อนว่า ‘จุดพลิกผัน’ (Tipping Point) คือจุดที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่า ระบบนิเวศหลักได้เข้าสู่ภาวะที่เกิดความเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง จนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่อาจหวนคืน และอาจฟื้นฟูไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
แม้การประเมินครั้งแรกเมื่อราว 2 ปีก่อน จะสร้างข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า โลกเราได้ถึงจุดพลิกผันทางสภาพภูมิอากาศแล้ว
จึงเป็นเรื่องน่าตกใจ ที่รายงานฉบับล่าสุดซึ่งเพิ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (13 ตุลาคม) ได้ออกมาเตือนว่า โลกเราได้ผ่านจุดพลิกผันเป็นครั้งแรก หลังอุณหภูมิน้ำทะเลที่ร้อนจัดได้ทำให้แนวปะการังน้ำอุ่นหลายแห่ง–รวมถึง แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์ (Great Barrier Reef) ในออสเตรเลีย ฟอกขาวจนผ่านจุดที่ไม่อาจหวนกลับได้ และคาดว่าในระยะยาวแนวปะการังส่วนใหญ่ก็จะเสื่อมถอยลง
“เราไม่สามารถพูดถึงจุดพลิกผันว่า เป็นความเสี่ยงในอนาคตได้อีกต่อไป” สตีฟ สมิธ (Steve Smith) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ และผู้เขียนหลักของรายงานนี้ กล่าวว่า “ความสูญเสียของแนวปะการังน้ำอุ่นในวงกว้างกำลังเกิดขึ้นแล้ว”
นอกจากระบบนิเวศแนวปะการังที่ถึงจุดพลิกผันแล้ว สมิธยังชี้ว่า โลกของเราก็กำลังเข้าใกล้จุดพลิกผันของระบบนิเวศด้านอื่นๆ อีกประมาณ 20 จุด ซึ่งเขาระบุว่า “นี่คือความจริงใหม่ของเรา”
ทั้งนี้รายงานยังย้ำว่า หากไม่มีการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบอื่นๆ บนโลกก็จะไปถึงจุดพลิกผันในไม่ช้านี้ จนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถหวนกลับได้
อ้างอิงจาก