ฮาร์วาร์ดเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก ซึ่งในทุกๆ ปี สถาบันแห่งนี้ปฏิเสธผู้สมัครเข้าเรียนถึง 97% จึงไม่น่าแปลกใจหากจะมีใครคิดว่า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยนี้ทุกคน คงจะเข้าเรียนไม่ขาด ส่งงานทุกชิ้น และตั้งใจฟังอาจารย์ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้ The New York Times เปิดเผยอีกมุมหนึ่งว่า จริงๆ ก็มีนักศึกษาฮาร์วาร์ดหลายคน ที่เมื่อเข้าเรียนมาได้แล้ว ก็โดดเรียนและไม่อ่านหนังสือ แต่กลับจบการศึกษาด้วยเกรดที่สูงขึ้น
The New York Times อ้างอิงรายงานจากคณะกรรมการชั้นเรียน (Classroom Social Compact Committee) ที่มาจากกลุ่มอาจารย์ของฮาร์วาร์ดรวม 7 คน ซึ่งได้ทบทวนวัฒนธรรมในชั้นเรียนของมหาวิทยาลัย และได้ข้อสรุปหลายประการ เช่น
- อัตราการเข้าเรียนอยู่ในระดับต่ำ
- นักศึกษาเลือกเรียนวิชาที่มองว่าง่าย
- การแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนลดลง
- นักศึกษาให้ความสำคัญกับกิจกรรมนอกหลักสูตรมากกว่างานในชั้นเรียน
เมื่อพยายามหาสาเหตุ ก็พบว่านักศึกษาฮาร์วาร์ดบางคนเชื่อว่า การสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิต (networking) อาจสำคัญกว่าการเรียน และก็มีนักศึกษาบางส่วน ที่บอกว่าการเข้าเรียนทำให้เขาเครียดและวิตกกังวลมาก จึงหันไปทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากกว่า
ในอีกด้าน เทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่การเรียนแบบตัวต่อตัว ก็อาจทำให้การนั่งในห้องเรียนไม่สำคัญเหมือนเดิม
“ถ้าพวกเขา (นักศึกษา) ได้เกรดดีโดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน พวกเขาก็จะหยุดเข้าเรียน” โอโมเซเฟ โนรูวา–นักศึกษาเตรียมแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเล่าว่า การบันทึกเสียงบรรยายของอาจารย์ทำให้คนโดดเรียนมากขึ้น
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า มีนักศึกษาจำนวนมากที่ไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน ทำให้เกิดความลังเลที่จะพูด และแสดงความคิดเห็นต่อหน้าเพื่อร่วมชั้น เนื่องจากกลัวว่าคนอื่นๆ จะไม่เห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมือง หรือแม้แต่จะดูไม่ฉลาด
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ แม้เหล่านักศึกษาจะเข้าเรียนและตั้งใจเรียนในชั้นเรียนน้อยลง แต่กลับจบการศึกษาด้วยเกรดที่สูงขึ้น
รายงานดังกล่าวชี้ว่า ‘นโยบายการให้เกรด’ ของอาจารย์และมหาวิทยาลัย อาจเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาอาจารย์หลายคนมอบหมายงานน้อยลง และให้คะแนนอย่างผ่อนปรนกว่าเดิม ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากช่วง COVID-19 ซึ่งนักศึกษาที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเรียนมากขึ้น จนเกิดการขาดเรียนต่อเนื่อง และการปรับเปลี่ยนวิธีการให้เกรด
ด้านอแมนดา เคลย์บอห์–คณบดีของฮาร์วาร์ด ชี้ว่าในปี 2015 มหาวิทยาลัยให้เกรด A ราว 40% แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60% ซึ่งการปรับเกรดส่วนหนึ่งเกิดขึ้น ระหว่างการเรียนออนไลน์ในช่วงโรคระบาด
เหตุผลเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดภาวะ ‘คะแนนเฟ้อ’ ซึ่งหลายคนมองว่า การให้เกรดแบบผ่อนปรนนี้ ก็ทำให้นักศึกษาตั้งใจเรียนในห้องน้อยลงเช่นกัน
แน่นอนว่า รายงานดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนการเรียนในฮาร์วาร์ด และความจริงแล้ว นักศึกษาหลายคนก็มีแนวทางเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป แต่แนวโน้มการมีส่วนร่วมในห้องเรียนครั้งนี้ อาจทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ที่กำลังเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ซึ่งทำให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนต้องพากันปรับตัว
ปัจจุบัน อาจารย์บางคนหันมาเช็คชื่อนักศึกษาก่อนเริ่มเรียน อีกทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาจดบันทึกด้วยมือ แทนที่จะใช้โทรศัพท์หรือแล็ปท็อป เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรบกวน พร้อมกับออกกฎห้ามนักศึกษาเผยแพร่สิ่งที่คนอื่นพูดภายในห้องเรียน เพื่อช่วยให้นักศึกษาเอาชนะความกลัวในการแสดงความคิดเห็น
อ้างอิงจาก