หลังจากที่ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวช หรือ ‘กัน จอมพลัง’ ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดสระแก้ว เพื่อนำรถแห่ติดเครื่องขยายเสียงไปเปิดเสียงผี และฉายหนังกลางแปลง ก็กลายเป็นชนวนที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปอย่างกว้างขวางในสังคมและสื่อโซเชียลมีเดีย
ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เรื่องราวกลับบานปลายขึ้นเรื่อยๆ จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ไปอย่างกว้างขวาง ถึงทั้งบทบาทของนักสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชน The MATTER สรุปสถานการณ์ พร้อมกับชวนทุกคนมาตั้งคำถามไปด้วยกันว่าเรื่องราวนี้จะนำพาสังคมไทยไปสู่อะไรได้บ้าง
สว.อังคณาเป็นใคร?
ในอดีต สว.อังคณาเคยเป็นพยาบาล และแม่บ้านที่ประสบกับจุดเปลี่ยนให้มากลายเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มตัว หลังจากที่ สมชาย นีละไพจิตร สามีผู้ซึ่งเป็นอดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่คอยช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงทางภาคใต้ ถูกบังคับให้สูญหายไปเมื่อปี 2547
เธอก่อตั้ง มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ (Justice for Peace Foundation –JPF) เพื่อติดตามคดีของสามี และให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกทรมานและบังคับสูญหายรายอื่นๆ นอกจากนี้ เธอยังมีบทบาทเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน
โพสต์ที่จุดชนวน
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม เธอโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีของกัน จอมพลัง โดยชี้ว่าการปล่อยให้อินฟลูฯ หรือกลุ่มบุคคลเข้าไปในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งหรือสงคราม เพื่อกระทำการสร้างความกดดันหรือความหวาดกลัวถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล
ในโพสต์ดังกล่าว เธอได้แชร์หนังสือของประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่ทำหนังสือส่งไปยังข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ระบุว่า ทั้งเจ้าหน้าที่และพลเรือนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเสียง โดยการกระทำดังกล่าวนี้มีเจตนาเพื่อรบกวนและข่มขวัญ (..) ซึ่งการกระทำนี้ไม่มีในสังคมอารยะใดๆ และขัดแย้งโดยตรงกับหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ
เธอทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลควรตระหนักว่า การทำใด ๆ ที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวหรือส่งผลกระทบต่อจิตใจของพลเรือนแม้จะเป็นคู่ขัดแย้งในสงคราม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาจเข้าข่าย การทรมานทางจิตวิทยา (Psychological Torture) ตามอนุสัญญา CAT ที่ประเทศไทยเป็นภาคี อยากฟังว่ารัฐบาลจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไรในเวทีระดับโลก”
หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ก็ทำให้เสียงบนโซเชียลมีเดียแตกออกเป็นสองฝั่ง ทั้งในส่วนที่เห็นด้วยกับ สว.อังคณา ในขณะที่อีกฟากฝั่งก็มองว่าการกระทำของ สว.อังคณานั้นเข้าข้างฝั่งกัมพูชา รวมถึงโจมตีประเด็นการออกมาพูดในฐานะนักสิทธิมนุษยชนของเธอด้วย
ประเด็นในโหนกระแส
เมื่อวานนี้ (15 ตุลาคม) ในรายการโหนกระแส ได้เชิญ กัน จอมพลัง รวมถึงญาติของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์โจมตีของกัมพูชา ผู้ใหญ่บ้าน และมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส.ประชาธิปัตย์ มาเข้าร่วมรายการและพูดถึงการทำงานในพื้นที่ของกัน จอมพลัง
ในช่วงหนึ่งของรายการ กัน จอมพลัง กล่าวถึงประเด็นข้อวิจารณ์จากสิทธิมนุษยชนว่า “คืออันนี้เป็นคำพูดโดยคนที่ไม่รู้หน้างานจริงๆ คือเขาไม่ได้อยู่หน้างาน เขาไม่รู้ นั่งพูดในห้องแอร์ นั่งเทียน ผมก็พูดได้ 2-3 ชั่วโมงเปิดทีนึง ไม่ได้เปิดลากทั้งวันทั้งคืน ไม่ใช่ ตอนที่จะทำภารกิจเราก็แค่เปิด ส่วนอีกอันที่บอกว่าสัมพันธ์อันดีของชาวบ้าน โหย ชาวบ้านนี่ถ้าผมไม่ห้ามเขาถือไม้เข้าไปฟาดฝั่งนู้นกันหมดแล้ว”
นอกจากนี้ยังบอกอีกด้วยว่า “วันนี้สิ่งที่อยากจะฝากคือ ถ้าท่านอยากจะสอนคนอื่น อยากจะแนะนำคนอื่น ท่านก็ต้องพร้อมรับฟังคนอื่น อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว”
ด้านมัลลิกา พูดว่า “จริงๆ แล้วเนี่ย การที่ท่าน สว.และบางท่านอ้างเรื่องกฎบัตรสหประชาชาติก็ผิด ซึ่งกรณีของกฎบัตร สิ่งที่เราทำในดินแดนเรา ยังไม่ได้ล้ำกฎบัตร เพราะเรายังไม่ได้เอาจรวดวุ่นเข้าไป ไม่ได้เอายุทโธปกรณ์ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตวุ่นเข้าไป เสียงแหลมเนี่ย เราอยู่ในดินแดนเรา พวกคุณอยู่ใกล้เอง ถ้าคุณรำคาญเสียงแหลมที่เกิดในแผ่นดินของเรา คุณก็แค่ขยับออกไป แค่นั้นเอง คุณก็แค่ไม่ต้องอยู่ใกล้ชายแดน” นอกจากนี้มัลลิกายังเสริมถึงประเด็นการอ้างสิทธิมนุษยชนด้วยว่า ต้องคำนึงถึงสิทธิประชาชนคนไทยด้วย ในวันที่เราเสียแผ่นดินไปนักสิทธิฯ อยู่ที่ไหน
“ฉันถามหน่อยว่า สว.รู้จักยาย (ญาติผู้เสียชีวิต) คนนี้ไหม? หลานเขาตายเหมือนที่ผัวคุณตายนั่นแหละ ในวันที่คุณตามหาว่าใครอุ้มผัวคุณไป วันนี้เขาก็ตามหาลูกเขาเหมือนกันว่าวิญญาณลูกเขายังอยู่ดีหรือเปล่า” มัลลิกากล่าวในรายการ
นอกจากการพูดคุยในรายการแล้ว ยังมีช่วงหนึ่งที่กรรชัย พิธีกรดำเนินรายการ กล่าวว่า อยากให้ฝั่ง สว.อังคณาได้ชี้แจงเช่นกัน แต่พยายามติดต่อไปแล้วไม่รับโทรศัพท์ อีกทั้งยังมีการกล่าวถึงกรณีเชฟไทย ที่เสียชีวิตที่กัมพูชา และตั้งคำถามถึงนักสิทธิมนุษยชน โดยกรรชัยกล่าวว่า “ผมต่อสายหาคุณอังคณาไม่รับเลย ผมอยากรู้ส่วนตัว กรณีที่เชฟไทยที่เสียชีวิตที่กัมพูชา แล้วเขาไม่รักษา อันนั้นคุณเรียกร้องให้เราหรือยัง ผมอยากรู้จากใจ อันนั้นมันตรงเป้าเลย มันเป็นเรื่องของนักสิทธิมนุษยชนที่จะยื่นมือเข้าไป แต่วันนี้ก็ยังไม่เห็น”
การทำหน้าที่ของนักสิทธิฯ สู่คำถามถึงการทำงานของสื่อสารมวลชน
ซึ่งจากกรณีนี้ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง ถึงรายการดังกล่าว ที่ปล่อยให้แขกในรายการพูดโดยที่ไม่ได้มีการทักท้วงถึงข้อมูลข้อเท็จจริง โดยเฉพาะจากรายการที่ดำเนินโดยผู้ที่ได้รับรางวัลผู้ประกาศข่าวชายยอดเยี่ยม
“จะไม่เห็นด้วยกับคุณอังคณา ก็ว่ากันไป แต่การบอกว่าคุณอังคณา ดังเพราะตามหาสามี (ทนายสมชาย นีละไพจิตร) อันนี้แสดงให้เห็นถึงการขาดไร้ข้อมูลที่สำคัญ ในสังคมไทย มีคนสูญหายจากการใช้อำนาจรัฐเป็นจำนวนมาก ใครที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการ กรณีคุณอังคณา เรียกร้องมาอย่างหนักแน่น แม้ผ่านมายาวนานก็ไม่ประสบผลแต่อย่างใด”
นอกจากนี้ โพสต์บนโซเชียลมีเดียได้พูดถึงบทบาทของสื่อมวลชนต่อเรื่องนี้เช่นกัน
วรา จันทร์มณี นักวิชาการอิสระด้านสังคมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์ว่า อยากให้กรรชัยเข้าใจถึงบทบาทและข้อจำกัดของสื่อมวลชนว่าไม่ควรชักนำสังคมไปสู่ความขัดแย้ง หรือความเข้าใจที่ไม่รอบด้าน รวมถึงความรอบคอบในการพูดถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศ เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะคนที่ชายแดน แต่ผลกระทบจะรวมมาถึงภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของประเทศทั้งหมดไปจนถึงการค้าการลงทุน และภาวะทางเศรษฐกิจ
ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีข้อสังเกตถึงเหตุผลที่นักสิทธิมนุษยชนในไทยถูกตั้งคำถามกับการออกมาแสดงความเห็นว่า อาจเกี่ยวข้องกับความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ผิดเพี้ยนไป
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต แสดงความเห็นว่า “เป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าเศร้าในเวลาเดียวกันที่คนไทย define ความหมายของความรักชาติที่ไม่มีการปกป้องสิทธิมนุษยชนอยู่ในนั้น นักสิทธิมนุษยชนมีงานหลักคือการปกป้องผู้อ่อนแอ ผู้ถูกกระทำ คนๆ นั้นจะเป็นใครก็ได้ จะเป็นเพื่อนร่วมชาติ เพื่อนต่างชาติ หรือแม้แต่ศัตรูของเรา ดังนั้น งานของนักสิทธิมนุษยชนมันไม่มีพรมแดน มันอยู่เหนือพรมแดน และจะต้องไม่ถูกจำกัดโดยอธิปไตยของรัฐ”
ไม่เพียงแค่ความเห็นจากคนไทย แมรี ลอว์เลอร์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้แสดงความกังวลถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า เธอกังวลอย่างยิ่งกับรายงานการข่มขู่เอาชีวิต และการโจมตีทางออนไลน์ต่อ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงในประเทศไทย
“การปกป้องความจริง ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีไม่ใช่อาชญากรรม เธอควรจะต้องได้รับการปกป้อง ไม่ใช่ถูกประณาม”ลอว์เลอร์ ระบุ
คำถามถึงบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ในความขัดแย้ง
ประเด็นรถแห่เสียงผีที่นำพาสังคมมาสู่การถกเถียงในเรื่องต่างๆ จนเกิดเป็นประเด็นมากมาย สิ่งที่ทำให้เราอยากชวนสังคมตั้งคำถามต่อคือ การเข้ามามีบทบาทของอินฟลูฯ ในภาวะขัดแย้ง-สงคราม และการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชน
บทสัมภาษณ์ชิ้นหนึ่งของ The MATTER เคยพูดคุยกับ ผศ.สมัชชา นิลปัทม์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
เขาให้ความเห็นต่อกรณีการวางตัวของสื่อท่ามกลางห้วงเวลาของความขัดแย้งว่า “หัวใจของงานวารสารศาสตร์เลยคือ การรายงานความจริง เราในฐานะผู้เสพข่าว รับรู้มันไปเพื่ออะไร สิ่งที่สำคัญมากๆ เลยคือ เพื่อการตัดสินใจเพราะมนุษย์ต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การเอาชีวิตรอด เพื่อการมีชีวิตที่ดี เป็นการตัดสินใจบนข้อมูลมากกว่าการใช้ความรู้สึก”
ในขณะที่ประเด็นการเข้ามาในพื้นที่ของอินฟลูฯ สมัชชามองว่า ความเป็นจริงมันดีมากๆ ในการที่เราเอาใจใส่ เราพร้อมที่จะช่วยกัน แต่ว่าในเชิงการบริหารจัดการ หรือการอำนวยการ ถ้ามันไม่มีคนบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ มันจะไม่ได้ดุลเลย กลับกลายเป็นตัวสะท้อนของความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐมากขึ้นไปอีก
“ยิ่งมีอินฟลูเอนเซอร์ระดมทำนู่นนี่ ไปถึงขั้นซื้อยุทธภัณฑ์เอง ซื้อโดรน มันสะท้อนความบิดเบี้ยวอะไรบางอย่าง หรือความล้มเหลวบางอย่างของการบริหารจัดการโดยรัฐ ซึ่งเราต้องการความเป็นทางการในนาทีแบบนี้ มันต้องทำงานประสานกัน ไม่ใช่เอกชน อาสาสมัคร จัดการตัวเอง ทำกันเอง” สมัชชากล่าว