‘ฤดูฝุ่น’ กลายเป็นความปกติใหม่ที่ไม่ปกติสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อหน้าแล้งเวียนผ่านมา หลายคนต้องเริ่มสวมหน้ากากอนามัยหลายชั้น จัดเตรียมเครื่องกรองฝุ่น ปิดหน้าต่าง–ซีลล็อคบ้าน ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องสุขภาวะของตนเองและคนในครอบครัว ท่ามกลางการช่วยเหลือจากภาครัฐที่มีอย่างจำกัด แม้เราต่างทราบดีอยู่แล้วว่าเดี๋ยวฤดูฝุ่นมันจะกลับมาและถอดบทเรียนกันแทบทุกปี
เมื่อเกิดภัยพิบัติ แน่นอนว่าคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือกลุ่มเปราะบาง แรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงวัยที่อาศัยโดยลำพัง เกษตรกร ตลอดจนกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ห่างไกล พวกเขาเหล่านี้ไม่มีต้นทุนมากพอที่จะจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือตนเองหรือผู้อื่นได้ คนเหล่านี้กำลังถูกลืม และจำต้องทนหายใจ ที่ไม่ต่างอะไรกับการตายผ่อนส่ง
มิหนำซ้ำ กลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้ กลับถูกตีตราว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศ เช่น หลายคนมักเข้าใจว่า ไฟป่าเกิดจากการเผาเพื่อหาของป่าหรือเข้าใจว่าเกษตรหมุนเวียนเป็น ‘การทำไร่เลื่อนลอย’ แต่การใช้ไฟจัดการป่าก็เป็นหนึ่งในวิถีชีวิตที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน จะเรียกได้ว่าเป็นการทำลายป่า หรือเป็นเพราะรัฐเองที่ยังไม่เข้าใจถึงภูมิปัญญาในการจัดการป่ามากพอ
เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมของชาติ ต้องแก้ไขที่โครงสร้างของรัฐ The MATTER ชวนฟังเสียงของของผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่ต่อสถานการณ์ฝุ่นควัน PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งไม่มีท่าทีคลี่คลายติดต่อกันหลายปี พร้อมฝากงานด่วนถึงรัฐบาลชุดใหม่ ก่อนที่จะไม่อากาศให้หายใจกันอีก
นโยบายของรัฐ แต่คนรับผิดคือชาวบ้าน
ดวง–พรชิตา ฟ้าประทานไพร
26 ปี
อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อ 2–3 วันก่อน ท้องฟ้าเหนืออำเภออมก๋อยกลายเป็นสีส้ม ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาแปลงเกษตร ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเพ่งเล็งไปที่การกระทำของชาวบ้านในพื้นที่ แม้ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น นี่คือผลที่เกิดจากแนวนโยบายใหม่ของภาครัฐและท้องถิ่นที่มีการกำหนดวันเวลาเผา โดยให้ชาวบ้านต้องมาลงทะเบียนกับพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) พร้อมต้องทำแนวกันไฟ โดยมีเงื่อนไขว่าไฟต้องดับภายในเวลาที่กำหนด ถ้ายังมีไฟ ชาวบ้านก็ต้องช่วยกันดับ
ดวง หนึ่งในประชาชนในพื้นที่ เล่าว่า หลายปีก่อนอำเภออมก๋อยก็มีการเผาทุกปี ชุมชนอยู่กับการใช้ไฟในป่ามานานโดยไม่กระทบหนักเช่นนี้ แต่เมื่อปัญหาถูกพูดถึงมากขึ้น รัฐจึงออกมาตรการควบคุมการเผาอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนบนดอย กลายเป็นกลุ่มที่ถูกจับตามองและมักถูกมองว่าเป็นต้นเหตุ ทั้งที่การใช้ไฟเพื่อจัดการทรัพยากรเป็นภูมิปัญญาที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ป่าไม้บางประเภท ก็จำเป็นต้อง ‘ชิงเผา’ เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงและความรุนแรงของไฟป่าใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง เพราะฉะนั้น การออกมาตรการห้ามเผา จึงเป็นวิธีการเหมารวมความหลากหลายของระบบนิเวศเกินไป
นอกจากนี้ การเผาก็อยู่ภายใต้กติกาที่รัฐเองก็รับรู้ แต่นโยบายกำหนดวันเผาและสั่งห้ามเผาในบางช่วงกลับสร้างผลกระทบใหม่ เช่น การเกิดควันสะสมในช่วงเวลาเดียวกัน และความกังวลของชาวบ้านที่ต้องลงทะเบียนและเสี่ยงถูกลงโทษหากไฟลุกลาม แม้อาจจะไม่ได้เป็นผู้ก่อก็ตาม แถมไฟป่าที่ปรากฎตามหน้าสื่อก็ไม่ได้มีชื่อเขียนไว้ว่าสาเหตุมาจากใครกันแน่
หากสำรวจข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ปี 2560–2565) เราจะพบว่า จุดความร้อนสะสมส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตป่าภายใต้การดูแลของภาครัฐ โดยเฉพาะป่าสงวนแห่งชาติ ที่พบมากถึง 12,518 จุด รองลงมาคือ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 10,637 จุด ซึ่งไฟที่เกิดขึ้นในแต่ละป่า ล้วนอาศัยวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่าแล้วภาครัฐจัดการไฟอย่างไร
เธอมองว่าสิ่งที่แก้ไขยากคือ รัฐยังไม่เข้าใจภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกันสังคมภายนอกก็มักเหมารวมจากภาพไฟป่าที่ปรากฏในสื่อ จนทำให้คนที่อาศัยในเขตป่ากลายเป็น ‘แพะรับบาป’ ทั้งที่ความจริงมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ
การแก้ปัญหาควรขยับจากการห้ามเผาอย่างเดียว ไปสู่การมองภาพรวมของแหล่งกำเนิดมลภาวะ และสร้างกลไกความรับผิด เช่น กฎหมายอากาศสะอาด ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและร่วมรับผิดชอบ เพื่อหาทางออกที่ตรงจุดมากกว่าการกวดขันคนตัวเล็กในพื้นที่ป่า
ขอแค่เข้าสภา แล้วทำงานที่ค้างให้เสร็จเสียที
เนย–ชลณิชา ทะภูมินทร์
26 ปี
อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
เนยเกิดที่น่าน ปัจจุบันอาศัยที่เชียงใหม่ ชีวิตของเธออยู่กับปัญหาฝุ่นมาตั้งแต่เด็กๆ จนเติบโตขึ้น ถึงเริ่มสังเกตว่าสถานการณ์มันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่เริ่มมีการใช้คำว่า ‘ฤดูฝุ่น’ กันอย่างแพร่หลาย ในแง่หนึ่งมันก็สะท้อนว่า คนเหนือจะต้องเจอกับภัยพิบัติเช่นนี้อย่างเป็นปกติในทุกๆ ปี แต่นั่นไม่ใช่ความปกติแต่อย่างใด
ฝุ่นยังกระทบต่อการเดินทาง การขี่มอเตอร์ไซค์ที่เคยเป็นเรื่องปกติกลับกลายเป็นความเสี่ยง หลายคนต้องใส่หน้ากาก แว่นกันลม แค่จะออกไปข้างนอกไม่นานก็มีอาการปวดหัวหรือไมเกรน แต่สำหรับเธอก็ยังเลือกที่จะอยู่บ้าน หรือจัดหาเครื่องกรองอากาศมาได้ แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถ ‘เลือก’ อะไรได้เลย เช่น แรงงานกลางแจ้ง พ่อค้าแม่ขาย ที่ต้องจำยอมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย เพราะความจำเป็นของอาชีพและความมั่นคงทางรายได้
ครั้งหนึ่ง เนยได้มีโอกาสฟังพ่อหลวงถึงปัญหาการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ ชุมชนหนึ่งมีงบประมาณจำกัดมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าที่ต้องดูแล อุปกรณ์พื้นฐานอย่างเครื่องเป่าลม เพื่อทำแนวกันไฟยังไม่เพียงพอ แถมการจ้างแรงงานก็ทำได้ยากเพราะขาดงบฯ จึงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคมอยู่บ่อยๆ จนรู้สึกว่านี่เป็นปัญหาที่คนที่นั่งอยู่ในห้องแอร์ เขาไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาหน้างาน
สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ เนยไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่ต้องการให้ สส. ทำงานผลักดันกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีเข้ารัฐสภาตามหน้าที่ เพราะปัญหานี้เป็นวิกฤตของทั้งภาคเหนือ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะไม่ได้เกิดในเมืองหลวง สุดท้ายคนในพื้นที่จึงต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก ท่ามกลางปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะจัดการได้ด้วยตัวคนเดียว
เรากำลังจะตายเพราะการหายใจ
แจ๊ค–ธนาวัฒน์ รายะนาคร
36 ปี
อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
ในฐานะคุณพ่อป้ายแดง ที่ต้องดูแลลูกเล็กอายุเพียง 7 เดือน พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องให้ลูกเติบโตมาได้อย่างร่าเริงและปลอดภัย แต่สภาพแวดล้อมของพื้นที่ กลับไม่เอื้ออำนวยให้เด็กคนหนึ่งได้ออกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งหรือได้พบเจอกับผู้คนในชุมชน
เมื่อฤดูฝุ่นมาถึง แต่ละบ้านที่เคยไปมาหาสู่กัน ก็ต้องปิดตัวอยู่แต่ในห้อง ชุมชนที่เคยมีชีวิตชีวาก็เงียบเหงา วิถีชีวิตเดิมที่เคยใช้กันมาก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่มีทางเลือก ต้องจำทนออกมาใช้ชีวิตภายนอก เพื่อทำงานหาเลี้ยงปากท้องต่อไป ท่ามกลางสภาพอากาศที่เป็นอันตราย หรืออย่างน้อยๆ ข้อมูลหรือการแจ้งเตือนเพื่อรับมือภัยพิบัติจากภาครัฐ ยังไม่ได้รับอย่างทั่วถึง แล้วคนๆ หนึ่งจะเอาตัวรอดในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
“เราไม่ได้ตายเพราะไม่หายใจ แต่เรากำลังจะตาย เพราะหายใจ”
เขาเชื่อว่าปัญหาฝุ่นไม่อาจโยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่งได้ เพราะมีหลายปัจจัยทับซ้อน ตั้งแต่การเกษตรแบบอุตสาหกรรม ไฟป่า สภาพอากาศ ไปจนถึงมลพิษข้ามพรมแดนที่เกี่ยวเนื่องกับภาคธุรกิจ ดังนั้น การโทษ ‘คนดอย’ หรือชุมชนท้องถิ่นก็เป็นการด่วนสรุปปัญหาและติดสินอย่างไม่เป็นธรรม เพราะการเผาในหลายพื้นที่ก็เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิม ไม่ได้มากเท่าระดับอุตสาหกรรม แต่คนตัวเล็กๆ กลับเป็นกลุ่มที่ถูกควบคุมเข้มงวด แต่ขณะที่โครงสร้างใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรมหรือทุนขนาดใหญ่ กลับไม่ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง
แจ๊คเชื่อว่าคนในพื้นที่และชาวบ้านในชุมชนล้วนมีความสามารถ พวกเขาเข้าใจบริบทปัญหา และพร้อมจะช่วยกันแก้ไข แต่ที่ผ่านมา ทุกคำสั่งต้องรอคอยส่วนกลาง ทั้งที่ปัญหามันวิกฤตมากๆ แล้ว แต่การประกาศเขตภัยพิบัติยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยปลดล็อกเกณฑ์การใช้งบประมาณ และจัดสรรทุนให้กับชุมชนแก้ไขปัญได้ทันท่วงที เพราะถ้าช้ากว่านี้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนและลมหายใจที่หมดลง
เกษตรพันธสัญญา สาเหตุฝุ่นข้ามแดน
ตุ๊กตา–กนกวรรณ มีพรหม
39 ปี
อำเภอสันกำแพง

หลายคนมักจินตนาการว่าภาคเหนือตอนบนจะมีภูมิอากาศเย็นสบาย คุณภาพอากาศดี จนใครต่อใครก็อยากย้ายเข้ามาอยู่ แต่ปัญหาฝุ่นควันเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ในมุมมองของ ตุ๊กตา ท้องฟ้าเชียงใหม่กลายเป็นสีหม่นเหมือนมีฟิลเตอร์ปกคลุม หายใจก็ไม่เต็มปอด เด็กและผู้ใหญ่มีปัญหาสุขภาพมากขึ้น ตั้งแต่เลือดกำเดาไหล ภูมิแพ้ ไปจนถึงผื่นคัน ใครที่ชอบอยู่กลางแจ้งต้องหลบเข้าพื้นที่ปิด ขณะที่คนทำงานกลางแจ้งก็ต้องทนอยู่
ตุ๊กตาเชื่อว่า ปัญหาฝุ่นที่เราเผชิญอยู่นั้น ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว ส่วนหนึ่งคือการเข้ามาของเกษตรพันธสัญญา หรือก็คือ การที่เกษตรกรทำสัญญาล่วงหน้ากับบริษัทผู้รับซื้อ โดยมีการประกันราคาไว้ล่วงหน้า ทำให้หลายพื้นที่บนดอยเริ่มเปลี่ยนจากการปลูกพืชหมุนเวียน ไปเป็นการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ เพราะปลูกง่าย อาศัยแค่น้ำฝน และได้ราคาที่ชัดเจน
เพราะปลูกได้เร็ว เกษตรกรจึงต้องเร่งเตรียมพื้นที่ใหม่อยู่เสมอ วิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุดคือการเผาเพื่อเคลียร์เศษซากพืช ส่งผลให้เกิดจุดความร้อน (hotspot) จำนวนมากทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และกลายเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของหมอกควันข้ามแดน
ตรงกันข้าม ระบบเกษตรแบบดั้งเดิมของชุมชนบนพื้นที่สูง อย่างการทำ ‘เกษตรหมุนเวียน’ มีลักษณะเป็นวงจรยาว 5–7 ปี ใช้พื้นที่เพาะปลูกสลับกันไปในแต่ละปี หลังเก็บเกี่ยวจะปล่อยให้พื้นที่พักฟื้นตามธรรมชาติ ทำให้หน้าดินและระบบนิเวศฟื้นตัวก่อนจะกลับมาใช้ใหม่ การเผาในระบบนี้จึงมีขนาดจำกัด อยู่ในพื้นที่เล็ก ไม่ได้เผาซ้ำซากทุกปีเหมือนพืชเชิงเดี่ยว อีกทั้งการเผายังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเชื้อเพลิงในป่าเพื่อลดความเสี่ยงไฟขนาดใหญ่ด้วย
แต่วิธีการแบบภูมิปัญญาชาวบ้านกำลังถูกลดทอนคุณค่า ในหลายกรณีถูกเหมารวมว่าเป็นสาเหตุของไฟป่า ทั้งที่ในความเป็นจริง รูปแบบการผลิตทั้งสองแบบมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างกัน ตุ๊กตา กังวลว่าการมองปัญหาฝุ่นโดยไม่แยกแยะบริบท อาจทำให้เราแก้ปัญหาผิดทาง และผลักภาระไปยังกลุ่มคนที่มีอำนาจน้อยที่สุดในระบบ
ปัญหานี้เป็นเรื่องระดับชาติ จึงจำเป็นต้องฝากฝังให้รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการทูตเพื่อเจรจาเรื่องหมอกควันข้ามแดน เพราะหากยังปล่อยให้ปัญหานี้ยืดเยื้อ ปัญหาหมอกควันจะกระทบสุขภาพของผู้คน จนนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ และสังคมไทยจะเสียโอกาสอีกมากเช่นกัน
“น่าสนใจว่าที่ปัญหานี้มันก็มีต่อเนื่องมาหลายปี และเราก็พอจะทราบแล้วว่าต้องแก้ไขปัญหากันอย่างไร มันจึงน่าถามว่า แล้วมันติดอะไรอยู่ ถึงยังแก้ไขปัญหาไม่ได้?”
หยุดวาทกรรม ‘เผาป่าหาเห็ดถอบ’
เจี๊ยบ–มัจฉา พรอินทร์
46 ปี
อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทำงานในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและพื้นที่ใกล้เคียง

มัจฉา พรอินทร์ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน เธอทำงานด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะประเด็นเด็กเยาวชน สตรี และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง รวมถึงการทำงานส่งเสริมความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เธอเผชิญปัญหาฝุ่นควันมาเกือบตลอดชีวิต แต่เมื่อก่อน หน้าฝุ่นจะมาเพียงไม่กี่วันแล้วก็หายไป แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาปัญหากลับทวีความรุนแรง หมอกควันปกคลุมต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีถึงต้นปีถัดไป
แน่นอนว่าคนเมืองยังมีทางเลือกป้องกันตนเองได้ แต่กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง โดยเฉพาะผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก ต้องอาศัยอยู่ในบ้านเปิดโล่ง หลายคนต้องพึ่งถังออกซิเจน แต่ก็เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ยาก แม้แต่เธอเองก็ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ ต้องเข้าโรงพยาบาล และลูกของเธอก็เจ็บป่วยจากปัญหานี้เช่นกัน ถึงอย่างนั้น ข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นกลับไม่เคยถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ลมหายใจของชนเผ่าพื้นเมืองยังถูกมองข้ามในปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น
มัจฉาชวนมองว่า ปัญหาฝุ่น คือปัญหาสิ่งแวดล้อม และหากจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจำเป็นต้องตั้งคำถามถึงบทบาทของภาครัฐและการรับผิดชอบของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ผ่านมารัฐล้มเหลวในการกำกับดูแลภาคธุรกิจ ปล่อยให้เกิดการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและอุตสาหกรรมที่ส่งผลต่อสภาพอากาศ และหันมาปราบปรามและลิดรอนสิทธิชุมชนและชนเผ่าพื้นเมือง โยนความผิดให้กับการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นหลักฐานว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน
ปัญหาฝุ่นควัน ยังเป็นเรื่องของอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ที่ผ่านมารัฐและภาคธุรกิจเป็นผู้กำหนดกรอบความจริง ผ่านการให้ข้อมูล กฎหมาย และนโยบาย ขณะที่ชนเผ่าพื้นเมืองกลับไม่มีพื้นที่ในการอธิบายตัวเองหรือเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม เมื่อเกิดวิกฤต ฝ่ายที่มีอำนาจจึงสามารถสร้างวาทกรรมโยนความผิดไปยังชุมชน เช่น การกล่าวหาว่าการเผาป่าเพื่อหาของป่าเป็นต้นเหตุหลัก ซึ่งหากว่ากันตามจริง นั่นเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าอย่างมาก ผู้หญิงชนเผ่าคนหนึ่งจะเดินลุยป่าเพื่อหาเห็ดถอบหรือไข่มดแดงเพียงนิด นั่นอาจหมายถึงความเสี่ยงที่ต้องแลกชีวิตด้วยคุกกับตาราง
สิทธิชุมชนยังถูกลิดรอด ผ่าน พ.ร.บ.อุทยานฯ และกฎหมายอีกหลายฉบับ ห้ามชุมชนเข้าป่าหรือทำไร่หมุนเวียน บีบบังคับให้ชุมชนต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่ยิ่งผูกพันกับภาคธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น และแม้จะมีบางชุมชนหยุดเผาเพื่อทำไร่หมุนเวียนแล้ว แต่ปัญหาฝุ่นในพื้นที่ก็ยังคงรุนแรง นั่นจึงเป็นคำถามกลับไปว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รัฐควรกำกับโครงสร้างใหญ่หรือไล่กวดกับคนตัวเล็กกันแน่?
ทิ้งท้าย มัจฉาเรียกร้องให้รัฐและสังคมเลิกสร้างมายาคติที่ตีตราชนเผ่าพื้นเมือง และหันมาแก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยต้องมีการตรวจสอบการทำงานของรัฐ เพิ่มความรับผิดรับชอบของภาคธุรกิจ ออกกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่มีส่วนร่วมจากชุมชน และคืนสิทธิให้ชนเผ่าพื้นเมืองในการจัดการทรัพยากรตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ควบคู่กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันมีส่วนร่วมจากทุกชีวิตอย่างเป็นธรรม