ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้สร้างเนื้อหาหรือผลิตสื่อรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน ภาพ หรือวิดีโอ ซึ่งช่วงหลังๆ ก็เริ่มมีคนออกมาตั้งข้อสังเกตว่าผลงานที่ผลิตจาก AI มีรูปแบบคล้ายๆ กันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเล่าเรื่องหรือคำศัพท์ที่ใช้
ล่าสุดกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาทำวิจัยเรื่องนี้ โดยให้ผู้เข้าร่วม 100 คน ตอบคำถามที่ว่า “เงินสร้างความสุขได้หรือไม่?—Does money lead to happiness?” เพื่อดูว่าการใช้งาน AI ส่งผลต่อคำตอบที่ถูกเขียนขึ้นอย่างไร
งานวิจัยนี้จะประเมินผลกระทบของระบบ AI ชั้นนำ 3 ระบบที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในปี 2025 ได้แก่ Claude 3.5 Haiku จาก Anthropic, GPT-5 Mini จาก OpenAI และ Gemini 2.5 Flash
ผู้เข้าร่วมครึ่งหนึ่งปฏิเสธที่จะใช้ AI ที่มีแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model, LLM) นักวิจัยจึงแบ่งประเภทกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ‘ผู้ที่ใช้ AI มาก’ คือผู้ที่ใช้ LLM ในการสร้างคำตอบมากกว่า 40%, ผู้ใช้ AI บางส่วนสำหรับการหาข้อมูลหรือแก้คำผิด และผู้ที่ปฏิเสธการใช้ AI
ผลปรากฏว่า คำตอบของผู้เข้าร่วมที่พึ่งพา AI แตกต่างกับคำตอบของผู้ที่ใช้ AI เพียงบางส่วนและผู้ที่ไม่ใช้เลยอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบ่งชี้ว่าการใช้งาน AI บ่อยๆ จะไม่ได้เปลี่ยนแค่สไตล์การเขียนเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนไปถึงแก่นข้อโต้แย้งที่มนุษย์ต้องการสื่อด้วย
นาตาชา แจ็กส์ (Natasha Jaques) หนึ่งในทีมวิจัยและอาจารย์ประจำด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า LLM กำลังเปลี่ยนรูปแบบงานเขียนของมนุษย์ ทำให้มีความจืดชืดและลดเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล โดยเฉพาะระดับภาษาที่ดูเป็นทางการมากกว่าที่ควรจะเป็น
ขณะเดียวกัน เรียงความของผู้ที่ใช้ AI ในการเขียนมักมีคำสรรพนามน้อยลงถึง 50% รวมถึงเรื่องเล่าและอ้างอิงถึงประสบการณ์ของมนุษย์น้อยลง
นอกจากนั้น ผู้ที่ใช้ LLM ยังมีแนวโน้มตอบคำถามที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและเงินด้วยท่าทีที่เป็นกลางมากกว่าผู้ที่ไม่ใช้ AI หรือใช้เพียงเพื่อตรวจแก้คำผิด ขณะที่ผู้เข้าร่วมที่ใช้ AI น้อยหรือไม่ใช้เลยจะส่งเรียงความที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ชัดเจนกว่า ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบ
หลังการทดลอง ผู้เข้าร่วมที่ใช้ AI ยอมรับว่าคำตอบของพวกเขามีความสร้างสรรค์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดจนแทบจะไม่ได้ใช้เสียงของตัวเองเลย อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนเหล่านี้กลับรายงานระดับความพึงพอใจต่อผลงานในระดับที่ใกล้เคียงกับกลุ่มที่ไม่ค่อยใช้ AI ซึ่งสร้างความกังวลต่อคณะผู้จัดทำและผู้เชี่ยวชาญภายนอกเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวจากการที่มนุษยอาจหันมาใช้ระบบ AI มากขึ้น
งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า LLM ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนภาษา หรือระบบความคิดให้สอดรับกับตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงของมนุษย์ เพราะในอุดมคติ AI ที่มีประสิทธิภาพควรเขียนเรียงความออกมาในรูปแบบเดียวกับที่ผู้ใช้ต้องการสื่อสาร เพียงแต่เข้ามาช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลาให้เร็วขึ้น ทว่าในความเป็นจริง AI กลับผลิตงานเขียนที่มีเนื้อหาสาระแตกต่างไปจากสิ่งที่มนุษย์ต้องการจะเขียนอย่างสิ้นเชิง
นอกจากการหาคำตอบเรื่องเงินกับความสุขแล้ว งานวิจัยฉบับนี้ยังวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างบรรณาธิการ AI และมนุษย์ โดยนำเรียงความที่เขียนโดยมนุษย์ในปี 2021 (ยุคก่อน LLM ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย) มาให้ AI ตรวจแก้
ผลการทดลองพบว่า AI ทั้ง 3 ระบบแก้ไขบทความในสัดส่วนที่มากกว่าบรรณาธิการที่เป็นมนุษย์อย่างมาก และการปรับแก้ส่วนใหญ่ยังไปเปลี่ยนความหมายหรือแก่นเดิมของเรียงความอีกด้วย
อ้างอิงจาก