สิงคโปร์อนุมัติให้ใช้ ‘การเฆี่ยนตี’ เป็นหนึ่งในการลงโทษผู้ที่รังแกผู้อื่นในโรงเรียน สำหรับแนวการต่อต้านการรังแกใหม่ที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2026
แนวทางดังกล่าวกำหนดให้ ‘เด็กผู้ชาย’ จะถูกเฆี่ยนตี 1-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของความผิด ขณะที่เด็กผู้หญิงจะได้รับการยกเว้น เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศระบุว่า “สตรีจะไม่ถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี” แต่อาจถูกพักการเรียน กักบริเวณ หรือปรับลดเกรดเป็นบทลงโทษแทน
เดสมอนด์ ลี (Desmond Lee) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์กล่าวว่า การเฆี่ยนตีถูกจะใช้เป็นมาตรการสุดท้ายสำหรับ ‘การละเมิดที่ร้ายแรง’ หรือเมื่อมาตรการลงโทษทางวินัยอื่นๆ ไม่ได้ผล โดยจะมีระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน
โดยโรงเรียนจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ก่อนการลงโทษ เช่น ‘วุฒิภาวะของนักเรียน’ ว่าการเฆี่ยนตีจะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้จากความผิดพลาดและเข้าใจถึงความร้ายแรงของสิ่งที่เขาทำหรือไม่ ซึ่งการใช้ ‘ไม้เรียว’ ต้องได้รับการอนุมัติจากครูใหญ่ของโรงเรียน และจะดำเนินการโดยครูที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น จากนั้น โรงเรียนจะต้องติดตามและให้คำปรึกษากับนักเรียนที่ถูกลงโทษด้วย
เมื่อมาตรการดังกล่าวออกมา กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ได้วิพากษ์วิจารณ์สิงคโปร์ถึงการใช้บทลงโทษทางร่างกาย ซึ่งยังเป็นส่วนหนึ่งของทั้งระบบการศึกษาและระบบยุติธรรมทางอาญา แต่ทางการกลับอ้างว่าเป็นมาตรการป้องปรามอาชญากรรมและความประพฤติมิชอบร้ายแรงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่า การลงโทษทางร่างกายเด็กนั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออันตรายหลายประการและไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
Jared Ng จิตแพทย์จากสิงคโปร์ ซึ่งเคยทำงานกับเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งและครอบครัวที่พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมลูกของเขาถึงทำร้ายคนอื่น ได้ให้ความเห็นต่อมาตรการดังกล่าวว่า แม้สังคมจะเห็นตรงกันว่าควรมีมาตรการแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน แต่การใช้ไม้เรียวลงโทษก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมขนาดนั้น โดยมีผู้ปกครองบางส่วนรู้สึกว่านี่เป็นการกระทำที่ล้าหลัง แต่ก็มีอีกส่วนที่มองว่าสมควรทำมานานแล้ว
จากการทำงานที่ผ่านมาของจิตแพทย์รายนี้ สะท้อนว่า หากเด็กที่กลั่นแกล้งคนอื่นไม่ได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม พวกเขามักจะทำสิ่งที่รุนแรงขึ้น บางคนอาจมีปัญหาด้านพฤติกรรมมากขึ้น ขาดความสนใจในโรงเรียน และในบางกรณีก็อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายในภายหลัง
การถูกกลั่นแกล้งเป็นบาดแผลที่ฝังลึกไปในใจของผู้ถูกกลั่นแกล้ง แม้พ่อแม่ของพวกเขาจะเรียกร้องให้มีการตอบสนองอย่างเด็ดขาด แต่นั่นไม่ได้หมายถึงความรุนแรง แต่คือการคุ้มครองและขอให้สังคมยอมรับว่าลูกของเขาได้รับความเสียหายจริงๆ นอกจากนี้ การจัดการที่เด็ดขาดยังช่วยขีดเส้นให้เด็กคนอื่นเห็นว่า สังคมนี้จะไม่ยอมรับการทำร้ายกันไม่ว่ากรณีใดๆ
ความกังวลต่อมาตรการเฆี่ยนตีใหม่
จิตแพทย์กล่าวว่า งานวิจัยเกี่ยวกับการลงโทษทางร่างกายรวมถึงในโรงเรียน แสดงให้เห็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกันว่า การลงโทษทางร่างกายอาจทำให้เกิดการเชื่อฟังในระยะสั้น แต่ก็เชื่อมโยงกับอัตราความก้าวร้าว ความวิตกกังวล และปัญหาด้านสุขภาพจิตที่สูงขึ้นในระยะยาวด้วย
แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะรับทราบถึงข้อกังวลดังกล่าว แต่เขาได้ให้เหตุผลในรัฐสภาในวันที่ผ่านร่างกฎหมายนี้ว่า การเฆี่ยนตีในโรงเรียนปลอดภัยกว่าที่บ้านเพราะมีระเบียบรองรับและไม่ใช่การทำโทษด้วยอารมณ์ แต่จิตแพทยรายนี้มองว่า ต่อให้มีระเบียบแค่ไหน ผลกระทบทางจิตใจ ที่เกิดจากการลงโทษด้วยความรุนแรงก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลในทางการแพทย์อยู่ดี
นอกจากนั้น การเฆี่ยนตีในยุคนี้ยังต่างจากอดีตที่แม้จะถูกลงโทษในห้องปิดลับ แต่ความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียอาจกลายเป็นร่องรอยข้อมูล (Digital Footprint) ที่ติดตามเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิต ซึ่งความอับอายที่เกิดในช่วงวัยรุ่นอาจกลายเป็นบาดแผลทางใจที่หล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งได้รับผลกระทบทางจิตใจไปจนโต
อย่างไรก็ตาม จาเร็ด เอ็นจี ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ห้ามมีบทลงโทษสำหรับเด็กที่ทำผิด แต่กำลังเตือนว่าเราต้องเลือกวิธีลงโทษที่สร้าง ‘การเรียนรู้’ มากกว่า ‘ปมด้อย’ ที่จะทำลายชีวิตเด็กคนหนึ่งไปตลอดกาล
การเฆี่ยนตีไม่ใช่จุดจบของปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน
โรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่แค่เอาผิดเด็กที่ทำความผิด แต่มีหน้าที่ขัดเกลาและหล่อหลอมตัวตนของพวกเขา ซึ่งไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยการลงโทษเพียงครั้งเดียวอย่างการเฆี่ยนตี แต่ต้องมีมาตรการที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ การปรับพฤติกรรม และบทลงโทษที่เด็ดขาด
มีข้อสนอว่าแนวทางการแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน โดยให้เยาวชนที่ก่อเหตุเผชิญหน้ากับผลกระทบที่ตัวเองก่อ ได้เห็นความเจ็บปวดของเหยื่อผ่านการสนทนา ซึ่งนอกจากสร้างการเรียนรู้ให้ผู้ก่อเหตุแล้ว เหยื่อยังได้รับความรู้สึกว่าสิ่งที่เขาเผชิญมีคนรับรู้และเข้าใจ
นอกจากนั้น ยังควรทำความเข้าใจรากของปัญหาว่าเด็กที่ชอบแกล้งคนอื่นเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบใดหรือสาเหตุที่เขาชอบใช้ความรุนแรง เช่น ปัญหาในครอบครัว การควบคุมอารมณ์ การใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างอำนาจ เพื่อหาแนวทางแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้พฤติกรรมนี้
แน่นอนว่าโรงเรียนไม่สามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ลำพัง เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้ตกเป็นภาระของครูคนเดียว บ้านและชุมชนรอบๆ ก็มีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก ดังนั้น หากเด็กทำผิด การลงโทษที่โรงเรียนจะไม่ช่วยเปลี่ยนอะไร ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมรับความจริงและไม่กลับไปสอนลูกต่อที่บ้าน
เนื่องจากเด็กมักเรียนรู้นิสัยจากพ่อแม่ก่อนเข้าโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นวิธีปฏิบัติต่อผู้อื่น การพูด หรือการจัดการกับความขัดแย้งหรือสถานการณ์ต่างๆ และหากเด็กถูกทำโทษจากโรงเรียน ผู้ปกครองอาจต้องเปิดใจรับฟังเรื่องราวจากพวกเขา หรืออาจขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
จิตแพทย์เน้นย้ำว่า เด็กๆ ควรรู้ว่าการทำร้ายผู้อื่นจะมีผลตามมาอย่างไร แต่การลงโทษนั้นต้องเป็นไปอย่างยุติธรรมและไม่สร้างบาดแผลให้เด็กเพิ่มผ่านการทำให้รู้สึกอับอาย ด้านผู้ใหญ่ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบต่อเด็กและเชื่อมั่นว่าเด็กเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้
อ้างอิงจาก