เปิดเทอมใหม่ ชวนพ่อแม่และสังคมทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ของเด็ก ป.1 ทั่วประเทศ นั่นคือช้าง 2 เชือกนามว่า ‘ใบโบก’ และ ‘ใบบัว’ รวมไปถึงเด็กชาย ‘ภูผา’ ตัวละครหลักในหนังสือแบบเรียนวิชาภาษาไทย ‘ภาษาพาที’ จะคอยแนะนำเด็กๆ ให้เริ่มอ่านออกเสียงและสะกดคำได้ทีละเล็กทีละน้อย
แม้จะเป็นเพื่อนใหม่ของเด็กๆ แต่นี่กลับเป็นไม้เบื่อไม้เมาสำหรับครูชั้นประถมฯ ตั้งแต่ปี 2554 ที่กระทรวงฯ หันมาใช้เนื้อหาของ ‘ใบโบก-ใบบัว’ แทนรุ่นเดิมอย่าง ‘แก้ว-กล้า’ ประเด็นคือการเปลี่ยนเนื้อหาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวละคร แต่รูปแบบการสอนให้อ่านออกและเขียนได้ ก็ถูกจัดลำดับใหม่ด้วยเช่นกัน
เด็ก ป.1 ต้องเผชิญบทอ่านที่ไม่ได้เรียงลำดับจากคำที่อ่านง่ายไปยาก เช่น คำที่มีสระลดรูป สระเปลี่ยนรูป คำควบกล้ำ ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา อักษรนำ หรือการผันวรรณยุกต์ ปะปนกันไปตั้งแต่บทแรกๆ ทั้งที่เด็กส่วนใหญ่มีพื้นฐานไม่แน่น ไม่แม่นเสียงพยัญชนะและสระ นี่ถือว่าท้าทายมากสำหรับเด็กที่เพิ่งผ่านชั้นปฐมวัย ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการละเล่นมากกว่านั่งท่องจำตำรา
ครูชั้น ป.1 จึงเป็นเดอะแบกในการสร้าง 1 ปีแห่งปาฏิหาริย์ เร่งจัดหาสื่อการสอนเพิ่มเติมเพื่อปรับพื้นฐาน ให้เด็กๆ อ่านได้ทันก่อนขึ้น ป.2 (แบบเรียนเร็วใหม่ ก็ถือเป็นตำราเสริมทักษะการอ่านที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย) ไม่อย่างนั้น จะมีเด็กจำนวนมากตกหล่นจากเนื้อหาในห้องเรียน เรียนไม่ทัน เพราะทุกวิชาต่างต้องอาศัยทักษะการอ่านและการเขียน และจึงไม่แปลกที่เด็กจำนวนมากรู้สึกท้อถอย และค่อยๆ ถอยห่างจากชั้นเรียนไป แม้ปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของพวกเขาก็ตาม
The MATTER ชวนสำรวจความแตกต่างของคำศัพท์ในตำรา ‘ภาษาพาที ป.1’ โดยเทียบรุ่น ‘แก้ว-กล้า’ และ ‘ใบโบก-ใบบัว’ เพื่อแสดงให้เห็นถึง ‘กฎทางภาษา’ ที่เด็ก ป.1 ต้องเรียนรู้และครูต้องสอนให้ทัน ก่อนที่เส้นตายการสอบ RT และอีกมากมายที่จะตามมา ชนิดที่ว่าเร็วกว่า ตา มา รถไฟ เสียอีก
รัฐ เอา อะไร ให้ เด็กไทย อ่าน ?
ก่อนจะเล่าเนื้อหาที่เด็กเรียน ชวนรู้จักกับข้อสอบ RT (Reading Test) กันก่อน นี่เป็นข้อสอบที่ครูประถมฯ ต้องเตรียมความพร้อมเด็ก ป.1 เพื่อประเมินความสามารถด้านการอ่าน โดยวัดทักษะพื้นฐาน 2 ส่วน ได้แก่ การอ่านออกเสียง และ การอ่านรู้เรื่อง ซึ่งในปีที่ผ่านมา เด็กทั่วประเทศได้คะแนนการอ่านออกเสียงเฉลี่ย 80 คะแนน และอ่านรู้เรื่อง 76 คะแนน ซึ่งก็สูงพอสมควร
แต่ปัญหาคือ เมื่อเราไปดูข้อมูลการสอบประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) เด็กไทยอายุ 15 ปี ราว 2 ใน 3 (65%) กลับมีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 กล่าวคือ พอจะการอ่านหนังสือออก แต่จับใจความไม่ได้ ยิ่งเป็นเนื้อหาซับซ้อนหรือเชิงวิชาการเสียหน่อย ก็จะเริ่มมีปัญหาในการทำความเข้าใจ
การอ่านเป็นทักษะ และการเป็นทักษะแปลว่ามันต้องใช้เวลาฝึกฝน อาศัยเจตคติ ประสบการณ์ในชีวิตค่อยๆ พัฒนาสั่งมาเรื่อยๆ ดังนั้น เพื่อเข้าใจปัญหาทักษะการอ่านของเด็กไทย เราจึงต้องย้อนกลับไปที่กระดุมเม็ดแรกๆ ของระบบการศึกษา นั่นคือระหว่างชั้นปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ ต้องออกจากสนามเด็กเล่น และเริ่มนั่งโต๊ะอ่านตำรามากขึ้น ระดับความเป็นวิชาการที่แตกต่างกันนี้ ทำให้เด็กส่วนใหญ่ตามห้องเรียนไม่ทัน
การเรียนภาษาในช่วงชั้นปฐมวัย เน้นการละเล่น เรียนรู้จากประสบการณ์ อย่างมากก็พอจะจดจำและเขียนพยัญชนะไทยได้บ้าง แต่เมื่อเด็กๆ เปิดตำราภาษาพาทีชั้นป.1 กลับต้องเจอคือคำศัพท์แปลก ๆ (ไม่ได้เป็นคำในแม่ ก กา + สระเดี่ยว เช่น กา ตา มี ปู) คำใช้สระลดรูปบ้าง เปลี่ยนรูปบ้าง หรืออาศัยกฎทางภาษาที่ซับซ้อนขึ้นอย่างคำควบกล้ำแท้ ควบกล้ำไม่แท้ อักษรนำ ตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ไปจนถึงตัวการันต์ และ ร หัน ก็มีให้เห็นในบทอ่านท้ายๆ
ขณะที่หลักสูตรแกนกลางฯ ระบุว่าเด็กป.1 ควรเรียนรู้คำที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่น้อยกว่า 600 คำ และเรียนรู้ไวยากรณ์เบื้องต้น ได้แก่ การอ่านคำมีและไม่มีรูปวรรณยุกต์ คำที่มีตัวสะกดตรงและไม่ตรงตามมาตรา คำควบกล้ำ และคำที่มีอักษรนำเท่านั้น ส่วนตัวการันต์ คำ ร หัน จะปรากฎอยู่ในชั้นป.2
ส่วนที่เป็นปัญหาที่สุดก็เห็นจะเป็น ‘แบบฝึกแจกลูกสะกดคำ’ (บทอ่านที่จะช่วยเด็กๆ แยกเสียงของพยัญชนะ สระ ตัวสะกดได้ เช่น หอ-อิ-วอ อ่านว่า หิว) เพราะแบบฝึกกลับไม่สอดกับบทอ่านก่อนหน้า อย่างบทที่เจ็ด มีคำศัพท์อย่าง ‘หัวเราะ’ และ ‘คู้เข่า’ ซึ่งเป็นสระประสมและสระเกิน แต่แบบฝึกกลับเป็นการอ่านสระเสียงสั้นอย่าง อึ อะ อุ อิ แทน ทำให้ทั้งเด็กและครูก็ต้องเรียนอย่างสับสนปะปนไปหมด
ต่างจากแบบเรียนภาษาพาทีรุ่น ‘แก้ว-กล้า’ เราจะเห็นว่าคำที่ปรากฎส่วนใหญ่แทบจะเป็นแม่ ก กา หรือถ้ามีตัวสะกด ก็จะเป็นตัวสะกดตรงตามมาตรา เนื้อหาส่วนมากคือการแนะนำสระประสมตัวใหม่ๆ เช่น สระเออ สระเอือ สระแอ และทำซ้ำเรื่องการผันวรรณยุกต์ไปเรื่อยๆ ส่วนครูจะประยุกต์คำศัพท์หรือไวยากรณ์เพิ่มเติม ก็สามารถอิงตำราเป็นฐานได้
ถึงอย่างนั้นภาษาพาทีรุ่น ‘แก้ว-กล้า’ ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ยังมีคำศัพท์ที่ใช้ตัวสะกดไม่ตรงมาตราอยู่ประปราย เช่น รถไฟ ซึ่งมาตั้งแต่บทแรกเลย รวมถึงบทท้ายยังมีเนื้อหาตัวการันต์แทรกเพิ่ม จึงยังเป็นอุปสรรคสำหรับเด็กที่ยังอ่านไม่คล่อง ครูบางส่วนจึงมักใช้ ‘แบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 ตอนต้น’ ของ หลวงดรุณกิจวิทูร และ ฉันท์ ขำวิไล ประกอบการสอน เพราะมีเนื้อหาที่เน้นการแจกลูกสะกดคำ ซึ่งตั้งเป้าให้อ่านออกเสียงให้ได้ ก่อนจะเน้นเนื้อหาความหมายเป็นเรื่องราวแบบภาษาพาที
ทำไม เด็กไทย อ่าน ไม่ ออก เขียน ไม่ ได้ ?
ที่ผ่านมาหลายฝ่ายมักชี้ไปที่หลักสูตรการศึกษาของไทยว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ แต่ถ้าเปิดเล่มหลักสูตรแกนกลางฯ จะพบว่าหลักสูตรไม่ได้กำหนดว่าเด็กจะต้องเรียนไวยากรณ์ให้ได้ถึงระดับใด แต่เปิดช่องให้ครูสามารถออกแบบชั้นเรียนให้เหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียนในแต่ละพื้นที่ได้ โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยกลางเป็นภาษาแม่
แต่ถึงอย่างนั้น ทิศทางการเรียนการสอนในห้องเรียนก็ถูกกำกับด้วยตำราเรียนอยู่ดี และภาษาพาทีก็เป็นตำรามาตรฐานที่ สพฐ. กำหนด และก็เป็นอย่างที่เราแจกแจงไปข้างต้น ปัญหาของตำราฉบับนี้ อยู่ที่การลำดับความยาก-ง่ายของเนื้อหา ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กวัยเริ่มต้นอ่านเขียน
พอมันยากเกินวัย สิ่งที่ตามมา คือเด็กจำนวนหนึ่งเริ่มหลุด ตามเนื้อหาไม่ทัน และเมื่ออ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็ไม่สามารถเรียนวิชาอื่นได้ทัน เพราะทุกวิชาต่างต้องอาศัยทักษะภาษาเป็นฐาน ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสังคมศึกษา จนสุดท้าย เด็กเริ่มรู้สึกว่าเขาล้มเหลวกับการเรียน บางคนถูกเพื่อนล้อ ถูกครูตำหนิ สูญเสียความมั่นใจ และค่อยๆ ถอยออกจากห้องเรียน ทั้งที่แท้จริงแล้วปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของเด็ก แต่อยู่ที่ระบบการเรียนรู้ที่เร่งรัดเกินไป
ความซับซ้อนของปัญหายังมีมากกว่านั้น แม้ชั้นเรียนภาษาไทยและคุณครูจะพยายามจัดการเรียนการสอนให้เด็กสามารถอ่านออกเขียนได้ แต่สาระวิชาอื่นกลับมีเนื้อหาที่ใช้ทักษะการอ่านที่ซับซ้อนกว่าสิ่งที่เด็กได้ฝึกฝนในคาบภาษาไทย (เช่น วิชาสังคม เด็กต้องอ่านคำว่า ‘บำเพ็ญเพียรด้วยวิธีทุกรกิริยา’ หรือนามเฉพาะของสถานที่ในพุทธประวัติ เป็นต้น) สิ่งนี้สะท้อนความไม่สอดคล้องกันในหลักสูตรด้วยกันเอง
ครูเองก็ต้องแบกรับความกดดัน ปกติแล้ว ครูป.1 ที่รับเด็กมาจากชั้นอนุบาล จะต้องใช้เวลาพอสมควรในการจับมือเด็กๆ ลากเส้นดินสอ ขีดเขียนพยัญชนะและสระทีละตัว จนกว่านักเรียนจะเขียนได้เองโดยไม่อาศัยการดูตัวแบบ และจะยิ่งใช้เวลามากขึ้น หากเด็กพื้นฐานไม่แข็งแรงโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล แต่เด็กทุกคนกลับต้องมาทำข้อสอบมาตรฐานเดียวกัน
ภายใต้แรงกดดันนี้ ครู ป.1 จำนวนมากจึงต้องย่นเวลาเรียนรู้พื้นฐาน เช่น การรู้จักพยัญชนะ สระ หรือการฝึกจับดินสอให้สั้นลง แล้วรีบพาเด็กเข้าสู่การผสมคำและอ่านบทเรียนทันที ทั้งที่เด็กบางคนยังเขียนตัวอักษรไม่แม่นยำนัก ผลที่ได้คือ เด็กอาจอ่านเป็นคำๆ ได้ โดยอาศัยการจำ แต่ถ้าเจอคำแปลกตาก็ไม่สามารถอ่านออกเสียงได้ เพราะไม่เข้าใจ ‘กฎ’ ของการอ่านตั้งแต่ต้น หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะ ‘บังเอิญ’ ซึมซับการใช้ภาษา เข้าใจกฎการอ่านและการเขียนได้มากน้อยเพียงใด
ทำ อย่างไร ให้ เด็กไทย อ่าน ออก เขียน ได้ ?
หากจะแก้ไขปัญหาด้วยการติวสอบ เช่น ติว RT, ติว PISA ก็อาจเป็นวิธีผิดฝาผิดตัว (เรื่องการประเมินคุณภาพโรงเรียนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) หากจะมุ่งหวังเด็กอ่านออก-เขียนได้จริง จำเป็นต้องย้อนไปพัฒนาตั้งแต่ช่วงปฐมวัย การละเล่น ครูอ่านนิทานออกเสียง และฝึกขีดเขียนง่ายๆ จะช่วยเด็กพัฒนาทักษะสมอง หรือ EF (Executive Functions) ควบคู่ไปกับสอนให้เด็กได้อ่านอย่างที่เขาชอบ จะช่วยให้เขารักการอ่าน เพื่อเตรียมพร้อมต่อการเรียนในชั้นประถมศึกษา
อีกข้อเสนอจากมุมของครูก้อย–ในดวงตา ปทุมสูติ วิทยากรอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนอ่านออกเขียนได้ เธอมองว่า เราจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรในระดับชั้น ป.1 ใหม่ ทั้งการวัดผลประเมินผลที่ต้องมีความยืดหยุ่นต่อพัฒนาการและพื้นฐานทักษะที่แตกต่างหลากหลายของเด็กแต่ละคน แต่ละท้องถิ่น อาทิ
- ลดสาระการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญกับวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์เป็นหลัก พร้อมทั้งเพิ่มเวลาในการเรียนอ่านเขียนภาษาไทยจากสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง เป็น 10 ชั่วโมง เพื่อครูป.1 จะได้มีพัฒนาทักษะอ่าน-เขียนภาษาไทย อันเป็นพื้นฐานของทุกวิชา เต็มที่มากขึ้น
- ลดสาระการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน โดยเด็ก ป.1 ควรเรียนอ่าน-เขียนเบื้องต้นเฉพาะคำไทยที่ประสมด้วยพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ในทักษะแม่ ก กา และมาตราตัวสะกดที่ตรงมาตราให้แม่นยำก่อน จากนั้นจึงค่อยต่อยอดไปสู่ทักษะที่ซับซ้อน ทั้งสระลดรูป สระเปลี่ยนรูป คำควบกล้ำ คำอักษรนำ รวมถึงคำไม่ตรงมาตราในชั้น ป.2 และ ป.3 เพื่อครู ป.1 จะมีเวลาปูพื้นฐานอ่าน-เขียนพยัญชนะ และสระ ได้แม่นยำมากขึ้น
- แก้ไขหนังสือเรียนภาษาไทยใหม่ โดยเริ่มจากแจกลูก สะกดคำ ผันเสียง เรียงลำดับทักษะจากง่ายไปสู่ทักษะที่ซับซ้อน ควบคู่กับบทอ่านคำและเรื่อง ที่มีทักษะสอดคล้องกัน
- รวมถึงจัดทำข้อสอบ RT ให้สอดคล้องกับหลักสูตรและสาระการเรียนรู้ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วตามข้อเสนอแนะ โดยให้คำนึงและเคารพในความแตกต่างหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมของเด็กแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อจะได้วัดผล และประเมินทักษะพัฒนาการของเด็ก ๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
การอ่าน เริ่ม ที่ บ้าน
ยูนิเซฟ ระบุว่า เด็กแรกเกิด – 3 ขวบกว่า 1.1 ล้านครัวเรือน มีหนังสือนิทานในบ้านไม่ถึง 3 เล่ม ที่น่ากังวลคือ เด็กที่เข้าถึงหนังสือส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในครอบครัวฐานะดี ขณะที่เด็กในครัวเรือนยากจนกลับมีโอกาสเข้าถึงหนังสือน้อยกว่ามาก
เรื่องนี้สะท้อนว่า การเข้าถึงหนังสือสำหรับเด็ก ยังเหลื่อมล้ำ แม้หนังสือหนึ่งเล่มอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ในชีวิต เด็กที่เติบโตมากับการฟังนิทาน การเปิดหนังสือ หรือการได้พูดคุยกับพ่อแม่ มักมีต้นทุนภาษาและการสื่อสารดีกว่าเด็กที่ไม่เคยได้สัมผัสโลกของการอ่าน ความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้จึงเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน และยิ่งถ่างกว้างชัดเจนเมื่อเด็กโตขึ้น
งานวิจัยจากออสเตรเลียยังพบว่า เด็กที่พ่อแม่พูดคุยด้วยบ่อย จะมีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารดีกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในครอบครัวที่พ่อแม่มีการศึกษาสูง เด็กจะได้ยินคำพูดมากกว่าครอบครัวอื่นถึงวันละหลายพันคำ เมื่อเด็กอายุเพียง 18 เดือน ความแตกต่างก็เริ่มเห็นได้ชัดแล้ว เด็กกลุ่มนี้มักโต้ตอบกับผู้ใหญ่ได้มากกว่าและมีคลังคำศัพท์กว้างกว่า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ในอนาคต เพราะยิ่งเด็กมีคำศัพท์มาก ก็ยิ่งเรียนรู้คำใหม่ และใช้คำศัพท์เหล่านั้นทำความเข้าใจโลกได้ง่ายขึ้น
การอ่านหนังสือให้เด็กฟังจะช่วยสร้างพื้นฐานทางภาษา จินตนาการ และความมั่นใจในการสื่อสารให้เด็กๆ พ่อแม่หลายคนอาจกังวลว่าเด็กเล็กยังฟังไม่รู้เรื่อง แต่ผลสำรวจของ OECD พบว่า เด็กที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังสม่ำเสมอ มักทำคะแนน (มีทักษะ) ด้านการอ่านและการเรียนรู้ได้ดีกว่าเมื่อเติบโตขึ้น เพราะการฟังเสียงพ่อแม่ขณะอ่านนิทาน จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาและสร้างความผูกพันในครอบครัวไปพร้อมกัน
อย่าปล่อยให้การสร้างทักษะทางภาษาเป็นเรื่องของระบบการศึกษา ครูและโรงเรียนไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเด็กคนหนึ่ง (และเราควรพูดถึงนโยบายการลดภาระงานครู เพื่อให้ครูได้สอนอย่างเต็มที่เช่นกัน) การจะสร้างเด็กที่อ่านออกเขียนได้ ต้องเริ่มจากการทำให้ทุกครอบครัวเข้าถึงสวัสดิการหนังสือเด็กเล็ก มีห้องสมุดชุมชนใกล้บ้าน และสวัสดิการที่ช่วยเหลือพ่อแม่ให้มีเวลาอยู่กับลูกเล็กมากขึ้น
เพราะเพียงแค่หนังสือ 3 เล่ม อาจเปลี่ยนเส้นทางการเรียนรู้ของเด็กคนหนึ่งได้ทั้งชีวิต
อ้างอิงจาก