ปูพื้นฐานกันสักเล็กน้อย หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนกว่า 4,000 โรงทั่วประเทศเริ่มนำร่องใช้หลักสูตรใหม่สำหรับเด็กป.1-ป.3 ตั้งแต่ปี 2568
โดยใจความของหลักสูตรตัวนี้ จะมุ่งเน้น ‘ความสามารถ’ มากกว่า ‘เนื้อหารายวิชา’ ยกเลิก 8 กลุ่มสาระวิชาเดิม เปลี่ยนไปเรียนเชิงบูรณาการมากขึ้น สำหรับเด็กประถมต้น จะเน้นให้เรียนอ่าน เขียน คำนวณเป็นพิเศษ เพราะเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การเรียนรู้ในวิชาอื่น ๆ ราบรื่นขึ้น
สำหรับปี 2569 ก็มีการประกาศใช้หลักสูตรใหม่ หนนี้เป็นของช่วงชั้น ป.4-ป.6 ซึ่งจะต่อยอดเนื้อหาจากช่วงชั้นประถมต้น ได้แก่ การอ่านและการเขียน การคิดคำนวณ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สังคมและพลเมือง เศรษฐกิจและการเงิน สุขภาพกายและจิต และศิลปะวัฒนธรรมเพื่อสุนทรียภาพ รวมทั้งสิ้น 7 ด้าน
ไฮไลต์ของหลักสูตรใหม่ คือจะไม่มีการประเมินแบบตัดเกรดตัวเลข ไม่มีติด 0, ร, มส, มผ แต่จะเปลี่ยนเป็นการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียนแทน ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 4 ระดับ นั่นทำให้ครูไทยต้องยกเครื่องวิธีการประเมินเด็กกันใหม่ โดยอาศัยการสังเกตสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ระหว่างการเรียนรู้ มากกว่ามองที่ผลลัพธ์ปลายทางด้วยการสอบวัดผลเพียงอย่างเดียว
ก่อนเรียนจบชั้นประถม หลักสูตรใหม่หวังให้เด็กป.6 ทำอะไรได้บ้าง เนื้อหาหลักสูตรนี้จะช่วยให้เด็กไทยพร้อมรับมือต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันได้จริงหรือไม่

เรียนอะไร ในหลักสูตรใหม่?
แต่เดิมเราจะคุ้นกับระบบที่โรงเรียนแบ่งวิชาออกเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งเด็กก็ต้องเข้าเรียน เก็บคะแนน และสอบไล่เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่หลักสูตรนี้ในช่วงชั้นประถมปลาย จะแบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 7 ความสามารถ ดังต่อไปนี้
- ด้านภาษาและการสื่อสาร: มุ่งเน้นให้เด็กๆ ใช้ภาษาไทย (และภาษาอื่นๆ) ได้คล่องขึ้น ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียน เพื่ออธิบายความคิด ความรู้สึก และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นได้อย่างมีเหตุผล รวมถึงรู้จักคิดก่อนพูดและคำนึงถึงคนรอบข้างด้วย ถ้าเทียบกับหลักสูตรเก่า เดิมจะเน้นเป็นวิชาทาง ‘ภาษา’ และวรรณกรรมมากกว่าเน้นการสื่อสารเพื่อนำไปต่อยอดได้
- ด้านคณิตศาสตร์: ถูกพัฒนาจากช่วงชั้นประถมต้น ที่เน้นการคำนวณมากกว่า ช่วงชั้นนี้จะเน้นให้เด็กคิดเป็นมากกว่าคิดเลขได้ รู้จักใช้เหตุผล วางแผน แก้ปัญหา และอธิบายวิธีคิดของตัวเองได้ เปรียบเทียบกับหลักสูตรเก่า ที่มักเน้นทำโจทย์ให้ถูกเป็นหลัก ตอนนี้จะเน้นกระบวนการคิดและการอธิบายเหตุและผลทางคณิตศาสตร์มากขึ้น
- ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี: เน้นฝึกให้เด็กสงสัย ตั้งคำถาม ทดลอง และหาคำตอบอย่างเป็นขั้นตอน เข้าใจโลกธรรมชาติ พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย หลักสูตรเก่าอาจแยกเป็นวิทยาศาสตร์กับวิชาการงานฯ หรือคอมพิวเตอร์ (ล่าสุดนำคอมพิวเตอร์ไปอยู่ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์แล้ว) แต่หลักสูตรใหม่ได้นำมารวมกัน เพื่อให้เห็นภาพว่าโลกจริงมันเชื่อมโยงกัน ทั้งธรรมชาติ เทคโนโลยี และการใช้ชีวิต
- ด้านสังคมและความเป็นพลเมือง: มุ่งให้เด็กเข้าใจบทบาทของตัวเองในสังคม อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ เคารพความแตกต่าง คิดอย่างมีเหตุผล รวมถึงมีความภูมิใจในความเป็นไทยและเข้าใจวัฒนธรรมของตนเอง เมื่อเทียบกับหลักสูตรเก่า ที่จะอยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จะเห็นได้ว่ามีการลดเนื้อหาท่องจำไปมาก โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้จากสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ที่น่าสนใจคือ หลักสูตรยังมีการเน้นวิชาประวัติศาสตร์เข้ามาด้วย
- ด้านเศรษฐกิจและการเงิน: นี่คือชุดองค์ความรู้ใหม่ แต่เดิมกระจายอยู่ในวิชาสังคม คณิตศาสตร์ และการงานฯ หลักสูตรใหม่มองเห็นว่าการรู้เท่าทันการเงินเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคใหม่ หวังสอนให้เด็กใช้เงินเป็น รู้จักเก็บออม คิดก่อนใช้ เข้าใจโครงสร้างการเงินยุคดิจิทัล เช่น การลงทุน สกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ เป็นต้น
- ด้านสุขภาพกายและสุขภาวะจิต: หวังให้เด็กรู้จักป้องกันโรค ออกกำลังกาย จัดการอารมณ์เป็น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น รวมถึงรู้ว่าเมื่อมีปัญหาควรขอความช่วยเหลืออย่างไร เทียบกับหลักสูตรเก่าที่จะอยู่ในกลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษา ตอนนี้เพิ่มเรื่องสุขภาพใจและทักษะชีวิตเข้ามาชัดเจนมากขึ้น
- ด้านศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อสุนทรียภาพ: ให้เด็กได้แสดงออกทางความคิดและอารมณ์ผ่านงานศิลปะ เห็นคุณค่าของความงาม และเรียนรู้วัฒนธรรมของตนเองและผู้อื่น พร้อมทั้งนำศิลปะไปใช้ในชีวิตจริงได้ หลักสูตรใหม่จะต่างจากของเดิมตรงที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงการเรียนรู้ศิลปะในแขนงใดแขนงหนึ่งโดดๆ เน้นบูรณาการ และหวังให้เด็กเรียนรู้เพื่อจรรโลงใจมากกว่าความเป็นเลิศ
ทำไมต้องใช้หลักสูตรใหม่?
สำหรับเด็กช่วงชั้นประถมปลาย ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของพัฒนาการด้านสติปัญญา เด็ก ๆ จะเริ่มเข้าใจความคิดซับซ้อนมากขึ้น สื่อสารประเด็นนามธรรมได้บ้างแล้ว ยกระดับการอ่านจากแค่เข้าใจ ไปสู่การอ่านเพื่อตีความและประยุกต์ใช้ หากเราปูพื้นฐานตรงนี้ให้เด็กได้มากพอ จะช่วยทำให้เขาสามารถเรียนรู้ในชั้นมัธยมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นช่วงวัยสำคัญที่หลักสูตรใหม่จะเข้ามามีส่วนในการพัฒนาการเรียนรู้ โดยหัวใจสำคัญมีอยู่ 3 ประการหลัก คือ
1) เน้นการบูรณาการความรู้และความสามารถจากแต่ละแขนง เพราะปัญหาโลกยุคใหม่ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยความรู้ของวิชาใดวิชาหนึ่ง จึงต้องฝึกให้ผู้เรียนคิดเชื่อมโยง เพื่อออกแบบวิธีการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ทำให้ครูที่เคยอยู่แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องร่วมกันออกแบบชั้นเรียนมากขึ้น
2) เน้นเรียนแบบยืดหยุ่น ไม่มีสูตรสำเร็จให้โรงเรียน โดยหลักสูตรมีการวางโครงสร้างเวลาเรียนไว้แบบคร่าว ๆ เช่น ประถมต้น จะเน้นวิชาอ่านเขียนและคำนวณ เพื่อให้เด็กอ่านวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ได้ จากนั้นจึงลดความสำคัญในช่วงประถมปลาย และเน้นเรียนความสามารถเฉพาะด้านเพิ่มมากขึ้น (เช่น ป.1 เรียนอ่านเขียนคำนวณ ร้อยละ 70 ของเวลาเรียน ขณะที่ ป.6 จะลดเหลือแค่ร้อยละ 20 เท่านั้น) เบ็ดเสร็จแล้ว เด็กคนหนึ่งจะใช้เวลาเรียน 1,000 ชั่วโมง/ปีการศึกษา
3) เน้นการประเมินระหว่างทาง มากกว่าผลลัพธ์ปลายทาง ว่าง่าย ๆ คือครูจะคอยสังเกตพฤติกรรมและการเรียนรู้ของนักเรียน ผ่านการเรียนรู้โดยกิจกรรมหรือวิธีการใด ๆ ในชั้นเรียน และการสอบก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จของการวัดผล ครูอาจจะใช้การประเมินจากทัศนคติ ความสามารถ หรือการทำโครงงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นการกลับมาให้ความสำคัญที่การเรียนรู้ระหว่างทางมากกว่า และส่งเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ แม้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนก็ตาม
เรียนจบยังไง?
การจะจบ ป.6 ได้ เด็กต้องมีผลการเรียนผ่านความสามารถทั้ง 7 ด้านข้างต้น ความสามารถด้านภาษาและการสื่อสารกับคณิตศาสตร์ต้องได้อย่างน้อยระดับ ‘ชำนาญขึ้นไป’ ส่วนด้านอื่นๆ อย่างวิทยาศาสตร์ สังคม การเงิน สุขภาพ และศิลปะ ต้องได้ระดับ ‘พัฒนาขึ้นไป’ นอกจากนี้ยังต้องผ่านการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (เช่น ความรับผิดชอบ วินัย ฯลฯ) และผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่โรงเรียนกำหนดด้วย ถึงจะถือว่าจบครบตามเกณฑ์
แต่ถ้ายังไม่ผ่านเกณฑ์บางด้าน โรงเรียนไม่ได้ให้ตกทันที เด็กยังสามารถเลื่อนชั้นได้ แต่โรงเรียนจะนำผลการเรียนที่ยังไม่ผ่านไปวางแผนช่วยเสริม เช่น จัดกิจกรรมเพิ่มเติม หรือมีการสอนซ่อม เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความสามารถถึงเกณฑ์ในภายหลัง
เริ่มใช้เมื่อไหร่?
สำนักงานเลขาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเริ่มใช้หลักสูตรใหม่ โดยใช้โรงเรียนนำร่องกลุ่มเดิม 4,383 โรงเรียนก่อน และเปิดให้โรงเรียนอื่นที่พร้อมสมัครเข้าร่วมเพิ่มได้ด้วย ซึ่งจะเริ่มใช้จริงในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 หรือก็คือประมาณเดือนพฤษภาคมนี้
จากการติดตามที่ผ่านมา พบว่ามีทั้งโรงเรียนที่ปรับตัวได้ดีและจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังมีอีกหลายโรงเรียนที่ยังสับสนอยู่ โดยเฉพาะเรื่องวิธีสอนแบบใหม่ รวมถึงการวัดผลและประเมินผลว่าต้องทำยังไงให้ตรงกับแนวทางของหลักสูตรนี้ ครูบางคนก็อาจกลับไปใช้วิธีการสอนแบบเดิม แค่ผลลัพธ์การประเมินเปลี่ยนไป
ด้วยเหตุนี้ สพฐ. จึงเตรียมจัดอบรมครูในช่วงปิดเทอม เพื่อให้ครูเข้าใจหลักสูตรมากขึ้นทั้งเรื่องการสอนและการประเมินผล แต่ประเด็นคือ ครูไทยจะมีเวลาเตรียมตัวแค่ประมาณ 2 เดือนก่อนเปิดเทอม ซึ่งก็เป็นปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นตอนเปลี่ยนหลักสูตรในช่วง ป.1-ป.3 เมื่อปีที่แล้วนั่นเอง