เมื่อย่างเข้าหน้าฝน ฝนก็ตกหนักทุกปี ถนนสุขุมวิทกลายเป็นคลอง บางแห่งน้ำสูงถึงเข่า รถติดท่ามกลางพายุฝน ไรเดอร์บ่นเรื่องเปลี่ยนเส้นทาง ผู้คนยืนเปียกในร้านสะดวกซื้อ รอกลับห้องไปตากผ้าผึ่งรองเท้า และทุกปีก็ผ่านไป ถ้าอยากมีความสุขก็ต้องมองว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กๆ แสนธรรมดา ส่วนหนึ่งของชีวิตในเมืองร้อนที่ฝนชุก
มีสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ว่าน้ำท่วมไม่ได้เป็นเพราะฝนตกหนักขึ้นหรือระบายน้ำไม่ดีอย่างเดียว แต่เป็นเพราะพื้นดินใต้เท้าเรากำลังค่อยๆ จมลง และระดับน้ำทะเลก็กำลังขึ้นมาบรรจบกันพอดี จากภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นทุกวัน จนเป็นที่มาของข้อสงสัยว่าสักวันกรุงเทพจะกลายเป็นทะเลใหม่อันมีเหล่ายอดตึกเป็นซากโผล่พ้นผิวน้ำไหม
กรุงเทพตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่ชุ่มน้ำ มี ‘ดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ (Bangkok Clay)’ ทับถมกันอยู่ลึกราว 14-15 เมตรใต้ผิวดิน ด้านล่างของดินเหนียวอ่อนนี้เป็นชั้นทราย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ที่กรุงเทพดูดขึ้นมาใช้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งสำหรับอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม
โดยเมื่อน้ำใต้ดินถูกสูบขึ้นมามากๆ ชั้นทรายที่เคยมีแรงดันน้ำค้ำยันก็ยุบตัวลง และดินเหนียวอ่อนด้านบนก็ทรุดตาม เกิดการทรุดตัวของแผ่นดิน (Land Subsidence) สามารถเกิดแบบเงียบๆ ช้าๆ และแก้ไขกลับคืนไม่ได้ งานวิจัยจาก ScienceDirect พบว่าสำหรับทุก 1 ลูกบาศก์เมตรของน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาในพื้นที่กรุงเทพ พื้นดินจะสูญเสียปริมาตรไปราว 0.10 ลูกบาศก์เมตรที่ผิวดิน

ผลคือในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการสูบน้ำบาดาลมากถึง 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และพุ่งเป็นกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันในปี 2000 อัตราการทรุดตัวในบางพื้นที่จึงสูงถึง 120 มิลลิเมตรต่อปี และระดับน้ำใต้ดินในแหล่งน้ำหลักถูกดึงลงไปลึกถึง 65 เมตรจากเดิม
หลังจากรัฐบาลออกกฎหมายห้ามสูบน้ำบาดาลและขยายระบบประปาสาธารณะในช่วงปลายทศวรรษ 1980 อัตราการทรุดตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้หยุด ปัจจุบันธนาคารโลกระบุว่ากรุงเทพยังทรุดตัวอยู่ที่ประมาณ 1.2-7.1 มิลลิเมตรต่อปีโดยเฉลี่ย บางพื้นที่อาจทรุดตัวสูงถึง 25 มิลลิเมตรต่อปี และที่สำคัญกว่าคือดินที่ยุบไปแล้วนั้น ไม่มีทางดีดตัวกลับขึ้นมาอีกเลย กรุงเทพที่เราอาศัยอยู่วันนี้จึงเตี้ยกว่ากรุงเทพในสมัยปู่ย่าของเราอย่างแก้ไขไม่ได้
ห่างจากกรุงเทพไปเล็กน้อยทางใต้ ในจังหวัดสมุทรปราการ มีวัดแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางน้ำโดยไม่มีผืนดินติดกับฝั่ง นั่นคือวัดขุนสมุทรจีน หรือที่เรียกว่า ‘วัดจมทะเล’ เป็นหลักฐานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าของสิ่งที่เกิดขึ้นกับแนวชายฝั่งรอบกรุงเทพ
ครั้งหนึ่ง วัดแห่งนี้ตั้งอยู่กลางชุมชนประมงที่มีผู้คนอยู่อาศัยกว่าพันคน มีโรงเรียน มีศูนย์สุขภาพ มีบ้านเรือนเรียงราย วัดมีที่ดินล้อมรอบถึง 76 ไร่ แต่วันนี้ที่ดินนั้นเหลือเพียงหยิบมือเดียว เพราะการกัดเซาะชายฝั่งกินพื้นที่ไปในอัตราสามถึงห้าเมตรต่อปีตามข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และตั้งแต่ทศวรรษ 1990 พื้นที่กว่า 4,000 ไร่ในบริเวณนั้นจมหายไปใต้น้ำแล้ว

องค์กรทางสิ่งแวดล้อม Greenpeace กล่าวไว้ใน Urban Land Magazine ว่าระดับน้ำในอ่าวไทยกำลังสูงขึ้นในอัตราสี่มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด และชายฝั่งของประเทศไทยกว่า 600 กิโลเมตรได้สูญหายไปแล้วจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ถ้าแผ่นดินทรุดลงเป็นเรื่องเดียวที่กรุงเทพต้องเผชิญ มันก็น่ากลัวพอแล้ว แต่ปัญหาคือระดับน้ำทะเลก็กำลังขึ้นมาพร้อมกัน ภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและน้ำที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นก็ขยายปริมาตร IPCC คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นระหว่าง 0.8 ถึง 2 เมตรภายในปี 2100 ในกรณีที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังดำเนินไปในทิศทางปัจจุบัน ไม่มีการแก้ไข
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้จำลองสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคตของกรุงเทพ โดยใช้น้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2011 เป็นโมเดล พบว่าเมื่อรวมการทรุดตัวของแผ่นดิน ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพายุซัดฝั่งเข้าด้วยกัน ในปี 2050 ความลึกน้ำท่วมเฉลี่ยอาจสูงถึง 73 ซม. และมากถึง 121 ซม. ในปี 2100 แถมในกรณีเลวร้ายที่สุด กรุงเทพก็อาจจมต่ำกว่าระดับน้ำทะเลได้ถึง 2.2 เมตร ไม่มีถนนหนทางบนพื้นดินอีกต่อไป
ใครที่อยู่กรุงเทพในปลายปี 2011 จะจำได้ไม่ลืม น้ำเจ้าพระยาล้นฝั่ง น้ำจากภาคกลางไหลบ่าลงมา มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 ราย นิคมอุตสาหกรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหยุดการผลิตทุกอย่าง และเพราะไทยผลิตฮาร์ดดิสก์ถึงหนึ่งในสี่ของโลกในขณะนั้น ราคาฮาร์ดดิสก์ทั่วโลกพุ่งขึ้นแทบสองเท่าในชั่วข้ามคืน

กระทรวงการคลังประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมปี 2011 ที่ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเฉพาะความเสียหายต่อนาข้าวในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาอยู่ที่กว่า 11,250 ล้านบาท และในปี 2022 ที่น้ำท่วมอีกครั้งก็ต้องใช้งบบรรเทาทุกข์กว่า 23,000 ล้านบาท
แต่นี่คือตัวเลขจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นแล้ว ธนาคารโลกประเมินว่าถ้าไม่มีการปรับตัวด้านความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ กรุงเทพอาจต้องเผชิญกับความเสียหายจากน้ำท่วมเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2050 หรือราว 35 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่า GDP ของไทยทั้งประเทศในปี 2024 เสียอีก
แบบจำลองสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันไม่ได้มองแค่น้ำทะเลหรือแผ่นดินทรุดแยกออกจากกัน แต่วิเคราะห์เป็น ‘น้ำท่วมซ้อนทับ (Compound Flooding)’ ที่มาพร้อมกันจากหลายทิศ ทั้งน้ำฝนสะสมในเมือง น้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุนสูงพร้อมกันในคืนเดียว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กรุงเทพเผชิญบ่อยที่สุดอยู่แล้ว และเมื่อสามแรงนี้รวมกันพร้อมกับพื้นดินที่เตี้ยลงเรื่อยๆ ผลลัพธ์ก็ไม่ใช่แบบบวกกัน แต่คูณกัน งานวิจัยในวารสาร International Journal of Hydrology คาดการณ์ว่าพื้นที่น้ำท่วมในกรุงเทพจะเพิ่มขึ้นถึง 81% เมื่อเทียบกับเส้นฐานปี 1995 และจำนวนอาคารที่ได้รับผลกระทบจะเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าภายในปี 2100
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เราเรียกว่า ‘น้ำท่วมรุนแรงผิดปกติ’ ในวันนี้กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์รายปี Climate Central ซึ่งเป็นองค์กรวิทยาศาสตร์จากนิวเจอร์ซีย์ที่พัฒนาวิธีคำนวณความสูงภูมิประเทศจากดาวเทียมที่แม่นยำกว่าเดิมอย่างมาก เผยแพร่ผลในวารสาร Nature Communications ว่าจำนวนประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำขึ้นสูงสุดภายในปี 2050 อาจสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ถึงสามเท่า และกรุงเทพเป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในโลก

กรุงเทพสู้ได้แค่ไหน
กรุงเทพไม่ได้ยืนนิ่งรอให้น้ำมาถึง พวกเราก็มีการคิดวิธีและนวัตกรรม อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวอย่างของการออกแบบพื้นที่สีเขียวในเมืองให้เป็นทั้งสวนสาธารณะและบ่อรับน้ำ ที่จุน้ำได้ถึง 3.8 ล้านลิตรในเวลาเดียวกัน และปัจจุบันกรุงเทพมีกำแพงกันน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสายหลักรวมความยาว 80 กิโลเมตร ออกแบบให้รับน้ำจากทางเหนือในอัตรา 2,500-3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีโดยไม่ล้น ในระดับชาติ กรมชลประทานเสนอแผน ‘เจ้าพระยา 9 แผน’ มูลค่ารวม 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งธนาคารโลกอยู่ระหว่างเจรจาสนับสนุนงบประมาณสำหรับแผนแรก 1.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายช่องทางระบายน้ำ 23 เส้นทางตลอดแนว 494 กิโลเมตร
ผู้ว่าราชการกรุงเทพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยอมรับต่อสาธารณะในปี 2024 ว่ายังมีจุดอ่อนในแนวกำแพงกันน้ำกว่า 120 จุด และอาจต้องสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่คล้าย Thames Barrier ในลอนดอนเพื่อปิดกั้นน้ำทะเลที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาในอนาคต แต่แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ดูแลระบบเหล่านี้ก็เตือนว่าโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดที่มีอยู่ยังไม่ได้ออกแบบมารับมือกับน้ำท่วมซ้อนทับจากสามแหล่งพร้อมกัน และในอนาคต ทั้งฝน แม่น้ำ และน้ำทะเลจะมาพร้อมกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เท่าเดิม เราจึงต้องใฝ่หานวัตกรรมเพื่อโครงการใหม่ๆ ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตจนกว่าจะแบกรับไม่ไหว
คำถาม “กรุงเทพจะจมน้ำไหม?” อาจมีคำตอบที่ขึ้นกับว่าเราหมายถึงอะไร จมในแบบที่ต้องอพยพออกทั้งหมดในเดือนเดียวจนสิ้นกรุงนั้นไม่น่าจะเกิด แต่จมในแบบที่ชีวิตประจำวันถูกน้ำรุกล้ำบ่อยขึ้น ลึกขึ้น และยาวนานขึ้นในแต่ละทศวรรษนั้น กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว และจะเป็นความปกติใหม่ของคนกรุงเทพในอนาคต
ถ้าเราหยุดอยู่แค่นี้ ไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่คิดใหม่เรื่องการผังเมือง คำตอบก็จะเป็นว่ากรุงเทพจะยังคงมีอยู่ และเป็นกรุงเทพที่ยังน่าอยู่สำหรับคนที่มีเงินพอจ่ายค่าที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมหรือบนตึกโครงสร้างสูงใหญ่ในอนาคต ส่วนคนที่ไม่มีทางเลือกก็จะอยู่ในพื้นที่ต่ำ ถูกน้ำท่วมก่อน ฟื้นตัวช้ากว่า และย้ายไปที่ใหม่ไม่ได้เหมือนกัน ถูกบังคับให้ปรับตัวกับภาวะครึ่งบกครึ่งน้ำ ด้วยชุมชนแออัดริมคลองแฉะชื้น นั่งวินเรือหางยาวแทนวินมอเตอร์ไซค์ จอดตามโป๊ะเรือเล็กๆ นับพัน
น้ำจะไม่ได้ทำให้กรุงเทพหายไป แต่น้ำจะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะอยู่อย่างไร ตามฐานะและโอกาส