เส้นผมและศีรษะถือเป็นอวัยวะที่มนุษย์ให้ความสำคัญมาอย่างยาวนาน หลายวัฒนธรรมถือว่าเป็นของสูง บ้างเชื่อว่าเป็นแหล่งรวมพลังงานของมนุษย์ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นวิธีการจัดระเบียบสังคม สอดแทรกอยู่กับการจัดระเบียบทรงผม และใช้การกล้อนผมเป็นบทลงโทษสมาชิกที่แปลกแยกไปจากสังคม
ในยุคหนึ่ง มันอาจใช้ได้ผล มันอาจทำให้คนเข็ดหลาบและไม่กล้าคิดขบถ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเรียนรู้กันมากขึ้น เรามองเห็นวิธีการที่ทำให้ผู้คนที่แตกต่างอาศัยอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องโบยตีหรือประจานให้อับอาย
แต่ทำไมสังคมไทยยังใช้การกล้อนผมกล่อมเกลาผู้คนอยู่เนืองๆ ห้องเรียนที่เรียกว่ารัฐไทยกำลังให้บทเรียนแบบใดกับคนไทย พูดคุยกับ อุกฤษฏ์ ศรพรหม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
เรื่องของผม เรื่องของรัฐ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่การโกนผมเพื่อประจานให้อับอายเกิดขึ้นในสังคมไทย ในสมัยก่อนที่การปฏิรูปกฎหมายยุคใหม่จะเกิดขึ้น พระไอยการลักษณะผัวเมียกำหนดให้ ‘ผู้หญิงที่มีชู้’ ถูกลงโทษโดยให้การโกนศีรษะเป็นตะแลงแกง เอาขึ้นขาหย่างประจาน ตระเวนรอบตลาด แล้วให้ทวนด้วยลวดหนัง 20 ที เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ภายหลังกฎหมายนี้ได้ล้มเลิกไป เนื่องจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ทำให้สยามต้องปฏิรูประบบกฎหมายให้เป็นสัดส่วน ให้ทัดเทียมอารยะประเทศ
ถึงอย่างนั้น ในกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ รัฐยังคงมีอำนาจเหนือศีรษะ ระเบียบจากกรมราชทัณฑ์ได้กำหนดถึงรูปแบบทรงผมของผู้ต้องขังไว้อย่างชัดเจน พร้อมยังให้อำนาจเรือนจำ โดยข้อหนึ่งระบุว่าหากเป็นไปเพื่ออนามัยของเรือนจำ เรือนจำสามารถสั่งโกนผมผู้ต้องขังได้ แต่ถึงจะอ้างเหตุผลทางสุขภาพ ก็ยังมีรายงานถึงผู้คุมเรือนจำใช้อำนาจกล้อนผมผู้ต้องขังโดยปราศจากเหตุผลสำคัญ
ยังมีการใช้อำนาจจากเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชน อย่างกรณีในปี 2564 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในเรือนจำเขากลิ้ง จ.เพชรบุรี โกนผมชาวกะเหรี่ยง 13 คน ที่ถูกกล่าวหาคดีบุกรุกพื้นที่อุทยานแก่งกระจาน ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ามีความผิด และเป็นเพียงผู้ถูกฝากขังระหว่างดำเนินคดี จึงไม่ควรถูกปฏิบัติเสมือนผู้ต้องขัง ยิ่งไปกว่านั้น ชาวกะเหรี่ยงยังถือประเพณีการไว้ผม เพราะเชื่อว่าเป็นขวัญทางจิตวิญญาณที่ตกทอดจากบรรพบุรุษ ซึ่งตามระเบียบของราชทัณฑ์ระบุชัดว่า แม้แต่ผู้ต้องขังก็สามารถไว้ผมได้ตามความเชื่อหรือศรัทธาของศาสนาของตน ซึ่งรัฐต้องไม่ละเมิด
การใช้อำนาจของรัฐยังปรากฎในพื้นที่สถานศึกษา ข่าวว่าครูในชุดข้าราชการ จับนักเรียนกล้อนผมยังปรากฎอยู่เนืองๆ แม้ศาลปกครองสูงสุดจะวินิจฉัยแล้วว่ากฎโรงเรียนต้องไม่ลิดรอนสิทธิมนุษยชน ส่วนครูก็ไม่มีอำนาจลงโทษที่เหนือไปจากประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้แก่ การตักเตือน หักคะแนนจิตพิสัย ทัณฑ์บน ทำกิจกรรมปรับพฤติกรรม แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังเชื่อว่าวินัยในเด็ก จะสร้างได้ด้วยการลงโทษให้กลัว หรือการประจานให้อาย
เราเห็นภาพซ้ำๆ และทำกันอย่างเคยชิน โดยเชื่อว่าวิธีการนี้เป็นหนทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะจินตนาการออก และวันหนึ่งเราใช้เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม ความขัดแย้งนั้นหายไปจริงหรือไม่ หรือแค่ถูกทำให้เงียบเสียงลง และกลายเป็นระเบิดเวลาที่จะย้อนมาทำร้ายสังคมอีกครั้ง
‘หวังจะให้กลับตัวเป็นคนดี’
เส้นผม หรือ ทรงผม เป็นสิ่งที่มนุษย์ให้ความสำคัญมาอย่างยาวนานในหลายวัฒนธรรม เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับศาสนา ความเชื่อ สถานะทางสังคม แม้กระทั่งการสร้างอัตลักษณ์และความมั่นใจของตนเอง หลายความเชื่อมองว่าเส้นผมเป็นส่วนสูงสุดของร่างกาย เป็นแหล่งรวมพลังงานของมนุษย์ บางศาสนาห้ามตัดผม ขณะที่บางศาสนาใช้การโกนผมเป็นสัญลักษณ์ของการสละตัวตนหรือการเข้าสู่ชีวิตทางศาสนา ในแง่หนึ่ง การโกนผมจึงเป็นการเปลี่ยนผ่านสถานะทางสังคมด้วยเช่นกัน
อุกฤษฏ์ ศรพรหม หัวหน้าฝ่ายนโยบายและกิจการระหว่างประเทศด้านหลักนิติธรรมกับความยุติธรรมทางอาญา (TIJ) อธิบายว่า ตั้งแต่อดีตทรงผมเคยเป็นเครื่องมือกำหนดสถานะในสังคม การกำหนดทรงผมเริ่มเห็นชัดขึ้นในช่วงรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะยุครัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการปฏิรูปกองทัพและระบบราชการ เพื่อสร้างระเบียบวินัย พร้อมกันกับแนวคิดเรื่องความสะอาดและระเบียบวินัยที่กลายเป็นข้ออ้างสำคัญในการกำหนดระเบียบดังกล่าว
ปัจจุบันหลายประเทศมองว่าเส้นผมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในเนื้อตัวร่างกายที่บุคคลมีสิทธิกำหนดได้ด้วยตนเอง ไม่ควรมีใครถูกละเมิด และรัฐเองมีหน้าที่ต้องคุ้มครองสิทธิดังกล่าว การบังคับตัดผมหรือกล้อนผมโดยไม่ยินยอม เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังไม่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และไม่ได้สัดส่วนกับความผิดที่ทำลงไป เช่น การไว้ผมยาว ความผิดนั้นได้สัดส่วนอย่างไรกับการถูกโกนหัวจนแหว่ง เอาเข้าจริง การไว้ผมยาว ควรนับว่าเป็นความผิดด้วยหรือ?
หากมองผ่านแนวคิดกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการบำบัด ฟื้นฟู และทำให้ผู้กระทำผิดกลับมาอยู่ร่วมกับสังคมได้อีกครั้ง การกล้อนผมประจานอาจไม่ได้ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ต่อความผิด กลับแต่จะสร้างบาดแผลทางใจซ้ำรอยไปอีก วิธีการลักษณะนี้มุ่งสร้างความอับอาย และสนองให้สังคมได้ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง กลายเป็นการแก้ความผิดด้วยความผิด มากกว่าจะเปิดพื้นที่ให้ผู้กระทำผิดได้ทบทวน เข้าใจผลกระทบของการกระทำ
“การลงโทษด้วยความรุนแรงมักไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และหลายครั้งเป็นเพียงการตอบสนองความรู้สึกสะใจของผู้ลงโทษ มากกว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ถูกลงโทษได้จริง” อุกฤษฏ์ ศรพรหม ระบุ
การผลิตซ้ำภาพความรุนแรง อาจทำให้ผู้คนจินตนาการถึงทางออกที่ดีกว่านี้ไม่ได้ เพราะเห็นว่าใครต่อใครก็ใช้ระบบศาลเตี้ยตัดสิน เราต่างทราบดีในข้อเท็จจริงนี้ ความยุติธรรมในกระบวนการที่ล่าช้า ทำให้พวกเขามองหาทางลัดที่สนองความเป็นธรรมได้เร็วกว่า อุกฤษฏ์จึงชี้ให้เห็นว่า การที่สังคมเลือกวิธีชำระโทษด้วยความรุนแรง ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากความรุนแรง 2 รูปแบบ
- สังคมที่เป็นลำดับชั้น (Vertical) ทำให้คนตัวเล็กที่อยู่ข้างล่างเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ยาก ซ้ำร้าย คนที่อยู่ลำดับชั้นเหนือกว่า อาจกลายเป็นผู้กดขี่ข่มเหงเสียเอง เสมือนกับความรุนแรงในโรงเรียนที่หากครูเป็นผู้ละเมิดนักเรียน ก็ยากนักเรียนจะได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับการปกป้อง
- กระบวนการที่ล่าช้าและไม่ได้สัดส่วน (Horizontal) หลายครั้งที่การรอคอยให้กระบวนการยุติธรรมทำงาน กลับกลายเป็นความอยุติธรรมเสียเอง เจ้าทุกข์ไม่รู้ว่าปัญหาของตนจะได้รับการคลี่คลายอย่างไร หรืออีกด้านหนึ่ง ในมุมของผู้กระทำผิด ก็ไม่ได้รับขั้นตอนการบำบัดที่เหมาะสม การฟื้นฟูเพื่อการกลับสู่สังคมก็ไม่เกิดขึ้น แต่กลับไปเน้นการชำระโทษให้หลาบจำแทน ซึ่งก็มีการศึกษาออกมาแล้วว่า นั่นไม่ได้การันตีว่าผู้คนจะยำเกรงต่อการทำผิด หรือคนที่เคยทำผิด เขาจะไม่ทำผิดซ้ำอีก
แน่นอนว่าการบำบัดฟื้นฟูไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเทียบกับการลงโทษ หรือการโกนผมให้อับอาย ดูจะได้ผลชะงัดและประหยัดพลังงานมากกว่า แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ผู้คนอาจเลือกหยุดทำผิดเพราะกลัวเจ็บ กลัวอับอาย แต่พวกเขาไม่ได้หยุดทำผิดต่อกัน เพราะเข้าใจว่าเราควรเคารพซึ่งกันและกัน สุดท้าย สังคมก็ต้องวนเวียนกับการใช้อำนาจลงโทษเพื่อไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ต่อไปเรื่อย ๆ ขณะที่ความขัดแย้งอาจเงียบเสียงลง แต่ไม่ได้หายไป เพราะผู้คนยังไม่เคยเรียนรู้การเคารพกันในฐานะมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลายอยู่ดี
เรียนรู้ความรุนแรง จากรุ่นสู่รุ่น
ยังเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยยังยอมรับการลงโทษด้วยความรุนแรง เพราะหลายคนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มองความรุนแรงเป็นเรื่องปกติหรือไม่? เด็กเรียนรู้จากผู้ใหญ่ เมื่อเห็นพ่อแม่ ครู หรือผู้มีอำนาจในสังคมใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหาหรือพฤติกรรม ก็มีแนวโน้มจะซึมซับและส่งต่อพฤติกรรมเดียวกันในอนาคต จนกลายเป็นวงจรความรุนแรงจากรุ่นสู่รุ่น
อุกฤษฏ์ยกงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในสถานพินิจ ซึ่งพบว่า เด็กจำนวนมากที่กระทำผิดเคยผ่านประสบการณ์ความรุนแรงมาก่อน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศ ราว 80-90% เคยประสบความรุนแรงทางจิตใจมาก่อน สอดคล้องกับงานวิจัยจากต่างประเทศที่พบว่า ความรุนแรงในวัยเด็กส่งผลต่อพัฒนาการของสมองบางส่วน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ความทรงจำ และการรับรู้ภัยคุกคาม ทำให้เด็กบางคนตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยความก้าวร้าวหรือความหวาดระแวงมากกว่าปกติ
“สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์หล่อหลอมผู้คน และผู้คนก็ส่งต่อสิ่งนั้นไปยังคนรุ่นถัดไป ถ้าเราไม่อยากให้ความรุนแรงถูกส่งต่อ เราอาจต้องเริ่มจากการลด Input แห่งความรุนแรง ทั้งจากสังคม วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่ผู้คนเผชิญ” อุกฤษฏ์ ศรพรหม ระบุ
ในยุคสมัยหนึ่ง วิธีการกำราบความผิดด้วยความรุนแรงเด็ดขาด อาจยังใช้ได้ผล แต่เพราะบริบทตอนนั้นเรายังให้คุณค่ากับสังคมแบบจารีตดั้งเดิม เชื่อในระบบเจ้าขุนมูลนาย ชีวิตคนหนึ่งอาจเป็นเพียงแค่ทรัพย์สินของคนมีอำนาจเหนือกว่า เนื้อตัวร่างกายไม่ใช่ของเราแต่กำเนิด นายเหนือหัวจะกระทำสั่งสอนอย่างไรก็ได้
แต่มนุษยชาติก็ได้เรียนรู้กันมามาก เราเห็นคุณค่าของทุกชีวิต และเข้าใจดีว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออก สิทธิมนุษยชนจึงกลายเป็นหลักการสากล เพื่อคุ้มครองว่าทุกชีวิตจะสามารถอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยและเรียนรู้ร่วมกัน การละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่นจึงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติอีกต่อไป เพราะการฝืนกระทำเช่นนั้น ไม่ต่างอะไรกับการพาสังคมย้อนกลับไปเรียนรู้ความผิดพลาดแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่พันธกิจของกฎหมายฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยหลายภาคส่วนร่วมกันปรับวิธีคิดของผู้คน หากสังคมต้องการลดการส่งต่อความรุนแรง จำเป็นต้องทำทั้งในระดับกฎหมาย วัฒนธรรม และสื่อสาธารณะควบคู่กันไป เพราะกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การเปลี่ยนค่านิยมต้องอาศัยการเรียนรู้ใหม่ของสังคม สื่อที่ไม่ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ ใช้ทั้งความอดทนและความเข้าใจ
เพื่อไม่ให้คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาพร้อมการซึมซับและชักรอกวงจรแห่งความรุนแรงนี้ต่อไป
อ้างอิงจาก