“ทุกคนต้องตั้งสติ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความคุ้มค่า ไม่ใช่เรื่องอนาคตของ AI แต่ประเด็นคือ งบประมาณไอที คือ บ่อเงินบ่อทองบ่อใหม่ ที่จะมาคู่กับงบประมาณทำถนนสร้างตึก เมื่อก่อนกินอิฐหินดินปูน แต่คนกลุ่มนี้เค้าเรียนรู้ที่จะพัฒนาต่อยอด”
เมื่อวาน (9 มิถุนายน 2569) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กเพจ ‘รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork’ ระบุว่า ตอนนี้มีความพยายามใช้คนจากวงการไอที อินฟลูเอ็นเซอร์ที่มีชื่อเสียง และบริษัทยักใหญ่ มาสร้างความชอบธรรมหรือฟอกขาวกับโครงการ TH-AI Passport ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท อย่างเป็นระบบ ดังนี้
กลุ่มคนที่มีชื่อเสียงหรือมีต้นทุนทางสังคม อาจถูกใช้เป็น ‘เครื่องมือ’ ช่วยปกป้องโครงการนี้
เนื่องจากงบประชาสัมพันธ์ซึ่งถูกรวมอยู่ในงบประมาณ 1,600 ล้านบาท ได้ถูกเบิกมาใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากเดิมเป็นการโปรโมทผ่านการ ‘ลงทะเบียน’ ผ่านหน้าจอที่มีการล็อกสเป็กไว้ อาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาจัดงานอีเวนต์ที่ถูกเรียกว่า ‘เวทีเปิดรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น’ ซึ่งเชิญคนจากทุกวงการมาพูดคุยและรับฟัง
รักชนกมองว่า แม้ผู้ร่วมงานจะไปด้วยความตั้งใจดี และอาจได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อดี-ข้อเสียของโครงการ แต่สุดท้ายทุกอย่างจะถูกผลักดันไปในทิศทาง “ปรับปรุงเพื่อเดินหน้าต่อ” ซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการว่ามีการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้อาจออกมาร่วมแก้ต่างให้โครงการนี้ในอนาคต เพราะเห็นว่ารัฐบาลรับฟังข้อเสนอและปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
“ทุกคนต้องตั้งสติ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความคุ้มค่า ไม่ใช่เรื่องอนาคตของ AI แต่ประเด็นคือ งบประมาณไอที คือ บ่อเงินบ่อทองบ่อใหม่ ที่จะมาคู่กับงบประมาณทำถนนสร้างตึก เมื่อก่อนกินอิฐหินดินปูน แต่คนกลุ่มนี้เค้าเรียนรู้ที่จะพัฒนาต่อยอด”
การพัฒนาต่อยอดที่รักชนกพูดถึง คือ การรผลักดันโครงการเกี่ยวกับเทคโนโลยี อย่าง AI, แพลตฟอร์ม E-Learning, หรือคลาวด์ ซึ่งนอกจากทำให้ประเทศไทยดูทันสมัยแล้ว การทำบัญชีราคามาตรฐานก็ยังไม่มีความชัดเจนและมี ‘ช่องโหว่’ เยอะ สามารถกอบโกยผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าวได้ง่าย
รักชนกชี้ว่า ปัจจุบันยังมีตึกที่สร้างไม่เสร็จหรือถนนที่ไม่มีคนใช้ให้เห็น แต่งบประมาณเกี่ยวกับไอทีนั้นตรวจสอบยาก เพราะทุกอย่างลอยอยู่ในคลาวด์
ประเด็นของเรื่องนี้จึงไม่ใช่ความคุ้มค่า แม้จะมีการพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะนี่เป็นความพยายามใช้งบประมาณแผ่นดินและยักยอกโดยถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งโครงการนี้มีความน่าสงสัยตรงที่มีการล็อกสเป็ก คือ โครงการ AI แต่คนจะได้งานต้องมีจอดิจิทัลและบิลบอร์ดทั่วประเทศ
ดังนั้น ผู้มีต้นทุนทางสังคมหรือมีชื่อเสียงต้องรักษาผลประโยชน์สุงสุดของประเทศชาติมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับ ต้องส่งเสียงว่าให้หยุดโครงการไว้แค่นี้และเอาเงิน 1,600 ล้านบาทไปทำอย่างอื่น
บริษัทระดับโลกที่ตอบรับมาร่วมงาน สุดท้ายจะถูกใช้แอบอ้างและกลายเป็นตรายางชั้นดีเพื่อการันตีให้เดินหน้าต่อ
รักชนกกล่าวว่า ตัวเองได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า งานรับฟังความเห็นที่กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะจัดขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ มีการเชิญทั้งบริษัทยักษใหญ่และบริษัทเล็ก ๆ เช่น Google, Microsoft, Anthropic ซึ่งกลุ่มนี้ได้ตอบรับมาร่วมงานด้วย
รักชนกตั้งคำถามว่า บริษัทเหล่านี้จะกล้าวิจารณ์ถึงโครงการภาครัฐในทางเสียหายหรือไม่? และอยากทราบว่าก่อนที่บริษัทจะส่งตัวแทนมาร่วมงานนนี้ ทางองค์กรได้ตระหนักหรือไม่ว่ากำลังจะเป็นส่วนนึงในการฟอกขาวโครงการที่ส่อคอร์รัปชั่นหรือได้รับทราบถึงความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการหรือไม่? จะใช้เครดิตของบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกมารับประกันโครงการเช่นนี้จริงๆ หรือ?
ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ บริษัทเหล่านี้จะมาพูดถึงโอกาสทางเทคโนโลยี ความสำคัญของ AI และชวนให้มองอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องทางบวกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงคอร์รัปชั่นของโครงการนี้เลย
ส่วนบริษัทขนาดกลางหรือเล็กที่มาร่วมงาน รักชนกก็มองว่า พวกเขาคงไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากทุกคนต้องอาศัยโครงการภาครัฐเพื่อความเติบโตทางธุรกิจ และรัฐบาลก็ไม่ได้ใจกว้างมากพอที่จะเปิดรับความคิดเห็นต่างๆ
รักชนกจึงขอส่งเสียงถึงตัวแทนจากบริษัทระดับโลก อย่าง Google หรือ Microsoft ที่จะมาร่วมงานนี้ว่า ท่านกำลังจะเอาชื่อเสียงของแบรนด์ระดับโลก มาใช้เป็นตรายางประทับเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการที่ส่อล็อกสเป็ก เสี่ยงคอร์รัปชั่น และอาจเข้าข่ายเสี่ยงต่อความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตในต่างประเทศ (Foreign Corrupt Practices Act หรือ FCPA) ของสหรัฐอเมริกา
ก่อนหน้านี้องค์ประกอบความผิดอาจยังไม่ครบถ้วน แต่ถ้าบริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาตอบรับร่วมงานนี้ ความเข้มข้นของความเสี่ยงผิดก็จะมากขึ้น
ถ้ามีความตั้งใจรับฟังเสียงของทุกฝ่ายจริงๆ ทำไมถึงเลือกจัดงานรับฟังวันพฤหัสตอนเช้า?
อย่างที่กล่าวไปว่า งานรับฟังความเห็นที่กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะจัดขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เวลา 9:00 – 12:00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (อาคารซี) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
รักชนกมองว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นวันทำงาน อาจทำให้ประชาชนคนธรรมดาที่สนใจอยากเข้าร่วมไม่สามารถมาร่วมเสนอความคิดเห็นได้
นอกจากนั้น วันดังกล่าวยังเป็นวันประชุมสภา ประชุมกรรมาธิการ ซึ่งเป็นวันที่ผู้แทนราษฏรไม่สามารถไปไหนได้
รักชนกตั้งคำถามว่า หรือสาเหตุที่รัฐบาลตั้งใจเลือกวันเวลาแบบนี้ เพราะต้องการนัดคุยกับแค่กลุ่มในบับเบิ้ลของตัวเอง ซึ่งจะส่งผลต่อข้อเสนอแนะและคำวิพากษวิจารณ์ต่อโครงการ