ในปี 2025 ประชากรของสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้นเป็น 9.1 ล้านคน จาก 7.3 ล้านคน เมื่อมีการนำระบบการเคลื่อนย้ายเสรีระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และสหภาพยุโรปมาใช้ในปี 2002 ทำให้ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์มีสัดส่วนของชาวต่างชาติคิดเป็นเกือบ 28% ของประชากรทั้งหมด
นำมาสู่สิ่งที่จะเกิดในวันที่ 14 มิถุนายน 2026 สวิตเซอร์แลนด์จะจัดการลงคะแนนเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจว่า ‘จะจำกัดจำนวนประชากรไว้ที่ 10 ล้านคนหรือไม่’ ซึ่งถูกมองว่าเป็น ‘Swiss Brexit’ หรือการยกเลิกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายเสรีของบุคคลกับสหภาพยุโรป (EU) และสร้างความวิตกกังวลให้กับธุรกิจจำนวนมากที่เกรงว่าจะได้รับผลกระทบหากข้อเสนอนี้ประสบความสำเร็จ
จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า มีผู้เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว 47% และไม่เห็นด้วย 52%
ความคิดเห็นจากฝ่ายที่เห็นด้วยกับการจำกัดจำนวนประชากร อย่างฝ่ายอนุรักษ์นิยม พรรคประชาชนสวิส (SVP) กล่าวว่า จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นถนนและระบบขนส่งสาธารณะซึ่งถึงขีดจำกัด ทำให้ค่าเช่าและอัตราการเกิดอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น
“สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีอาณาเขตจำกัด และประสบกับการเติบโตของประชากรที่สูงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” อีวาน ปาฮุด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค SVP กล่าว
ด้านบริษัทหรือนายจ้างต่างๆ แสดงความกังวลว่า หากข้อเสนอข้างต้นผ่าน จะส่งผลต่อการเข้าถึงแรงงานฝีมือของสวิตเซอร์แลนด์ และทำลายความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
มาร์ติน ฟอน มูส ซีอีโอของโรงแรม Belvoir ใน Ruschlikon และ Sedartis ในทาลวิลใกล้เมืองซูริค กล่าวว่า “ในฐานะพลเมืองชาวสวิส ผมกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศของเรา…หากเราสูญเสียพนักงานต่างชาติทั้งหมด โรงแรมก็จะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้”
มาร์ตินระบุว่า พนักงานเกือบครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 115 คน มาจากนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์
การจำกัดประชากรไม่อาจช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
บริษัท Molecular Partners (MOLN.S) ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพในเมืองซูริค และมีพนักงานประมาณ 120 คน กว่าครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ กล่าวว่า การสรรหาบุคลากรที่ต้องการนั้นเป็นเรื่องยากอยู่แล้ว
“ถ้าเราบอกว่าเราสามารถจ้างได้เฉพาะบุคลากรที่มีความสามารถจากสวิตเซอร์แลนด์ หรือถ้าเราสามารถร่วมมือกับบริษัทในสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น มันจะเป็นอุปสรรคสำคัญ” ดาเนียล สไตเนอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายรังสีบำบัดเฉพาะทางของบริษัทกล่าว
รูดอล์ฟ มินช์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสมาคมธุรกิจ economiesuisse กล่าวว่า ข้อจำกัดดังกล่าวเป็น “ความพยายามแบบประชานิยม” ในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนด้วยข้อจำกัดที่เรียบง่ายและไม่อาจช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยหรือปัญหาการจราจร
นอกจากนั้น สวิตเซอร์แลนด์ยังกำลังเผชิญกับปัญหาประชากรสูงวัยเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในโลก โดยสำนักงานสถิติแห่งสวิตเซอร์แลนด์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2055 สัดส่วนประชากรชาวสวิสที่มีอายุระหว่าง 20 – 64 ปี จะลดลงจาก 60% เหลือ 56% ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 27% จาก 21% ในปัจจุบัน
และยังมีข้อโต้แย้งอีกว่า ผู้ที่เข้ามาในสวิตเซอร์แลนด์จำนวนมากเป็นผู้ประกอบการที่พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่น Nestle, ABB และ Swatch ที่ก่อตั้งขึ้นโดยชาวต่างชาติทั้งหมดหรือบางส่วน สอดคล้องกับผลการศึกษาในปี 2023 โดย Avenir Suisse พบว่า 39% ของผู้ก่อตั้งบริษัททั้งหมดในสวิตเซอร์แลนด์เป็นชาวต่างชาติ
การจำกัดประชากรส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การลงประชามติเป็นรากฐานสำคัญของการเมืองสวิส โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะไปลงคะแนนเสียงปีละ 4 ครั้ง เพื่อตัดสินใจในประเด็นต่างๆ ทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาค
ภายใต้ข้อเสนอใหม่ล่าสุด หากประชากรของสวิตเซอร์แลนด์เกิน 9.5 ล้านคน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2031 รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรถึง 10 ล้านคน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2042
เมื่อประชากรถึง 10 ล้านคน รัฐบาลจะต้องยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศที่ส่งเสริมการเติบโตของประชากร รวมถึงข้อตกลงกับสหภาพยุโรปที่อนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายผู้คนอย่างเสรี ซึ่งเป็นเงื่อนไขของข้อตกลงที่ซับซ้อนระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับบรัสเซลส์ที่ทำให้ประเทศสามารถเข้าถึงตลาดเดียวของยุโรปได้
โคลด เมาเรอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัย BAK Economics กล่าวว่า หากรัฐบาลยกเลิกข้อตกลงทวิภาคี เศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ระหว่างปี 2028 – 2045 จะลดลง 7.1% หรือเทียบเท่ากับการสูญเสีย 685 พันล้านฟรังก์สวิส (ประมาณ 28.2 ล้านล้านบาท)
เมาเรอร์ กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
โทมัส แมทเทอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค SVP และนายธนาคาร มองว่าข้อกังวลดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างความหวาดกลัว เนื่องจากเขาเห็นว่ามีผู้อพยพเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่เป็นแรงงานที่มีทักษะและเป็นที่ต้องการ และอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวลดลงนับตั้งแต่มีการเพิ่มขึ้นของการอพยพ
“เราไม่ได้ต่อต้านการอพยพ แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมและควบคุมได้ เพื่อที่เราจะได้นำคนที่เหมาะสมเข้ามา” โทมัสกล่าว
“ก่อนหน้านี้เรามีการอพยพเชิงคุณภาพ แต่ตอนนี้เรามีการอพยพเชิงปริมาณ สวิตเซอร์แลนด์ยังคงมีขนาดเท่าเดิมกับปี 1848 แต่มีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน” โทมัสกล่าว
บริษัทยักษ์ใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Roche, Nestle, ABB, UBS และ Novartis ต่างวิพากษ์วิจารณ์ข้อจำกัดดังกล่าว
Roche กล่าวว่า การลงคะแนนเห็นด้วยให้ประชามติครั้งนี้ จะส่งผลต่อข้อตกลงที่มีกับสหภาพยุโรปและทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือรุนแรงขึ้น ซึ่งบริษัทต่างๆ กำลังพึ่งพาการเข้าถึงแรงงานที่มีความสามารถ โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป
ฟอน มูส เจ้าของโรงแรมและประธานสมาคมโรงแรมแห่งสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า โรงแรมบางแห่งอาจถูกบังคับให้ปิดกิจการ ราคาจะสูงขึ้น และนักท่องเที่ยวจากนอกยุโรปจะเดินทางมาสวิตเซอร์แลนด์ได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่าการลงคะแนนเสียงครั้งนี้เป็นตัวอย่างของพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่ใช้ประโยชน์จากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการอพยพ ที่อยู่อาศัย และบริการสาธารณะ ดังที่เห็นได้จากการลงคะแนนเสียงของอังกฤษในปี 2016 เพื่อออกจากสหภาพยุโรป และความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคต่างๆ เช่น พรรคเนชั่นแนล แรลลี่ (National Rally) ของฝรั่งเศส และพรรคพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (AfD)
อ้างอิงจาก