ทุเรียนนับเป็น ‘เดอะแบก’ ในแวดวงพืชเศรษฐกิจของไทย เราส่งออกทุเรียนสูงกว่า 1.5 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็น 72.9% ของมูลค่าส่งออกผลไม้สดทั้งหมด (ข้อมูลปี 2567-2568) โดยมีจีนเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุด แต่มาวันนี้สถานการณ์กลับไม่เหมือนเดิม เกิดอะไรขึ้นกับทุเรียนไทย และเกษตรกรไทยกำลังเผชิญกับอะไรอยู่?
สถานการณ์ทุเรียนไทยปีนี้เป็นอย่างไร?
เมื่อต้นปี 2569 กรมการค้าภายในประเมินว่า ราคาทุเรียนโดยเฉลี่ยจะต่ำกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนหน้าที่สูงถึง 108.7 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาตามเกรด หมอนทองเกรด AB จะอยู่ที่ ~135 บาทต่อกิโลกรัม ลดหลั่นไปตามเกรด ส่วนราคาทุเรียนตกไซส์ ขายหน้าล้งอยู่ที่ ~60 บาทต่อกิโลกรัม
กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า ปีนี้จะมีผลผลิตทุเรียนจะมากกว่าปีก่อน 33% ซึ่งหากมองย้อนกลับไป จะพบว่าไทยเราผลิตทุเรียนได้มากขึ้นจริง เมื่อปี 2564 เราผลิตได้ถึง 1.28 ล้านตัน ขณะที่ปีนี้กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะผลิตได้ถึง 2 ล้านตัน พอผลิตได้มาก โจทย์สำคัญจึงเป็นการระบายผลผลิตก่อนที่ทุเรียนจะเสียมูลค่าไป
การขอให้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยขายทุเรียน เพื่อระบายสินค้าสู่ระดับครัวเรือนโดยเร็ว ก็เป็นวิธีหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์เลือกทำ แต่นั่นก็มีข้อกังขาตามมาอีกว่า หากเร่งขายในราคาถูกในช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตยังน้อย อาจเป็นการรบกวนช่วงทำราคาของชาวสวน แม้จะเป็นทุเรียนตกไซส์-ทรงไม่สวย ก็ยังมีค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ ดังนั้น การขายในราคาลูกละ 100 บาท จะเป็นการกดราคาและซ้ำเติมชาวสวน ซึ่งตอนนี้ก็เสียอำนาจการกำหนดราคาด้วยการแทรกแซงของนายทุนจีน
ล้งจีนอาจฉวยจังหวะกดราคาทุเรียน
จีนถือเป็นตลาดผู้บริโภคผลไม้รายใหญ่ของโลก และไทยเราเป็นผู้ส่งออกสำคัญ ทั้งทุเรียน มังคุด มะม่วง ฯลฯ ด้วยเหตุนี้จึงมีนักลงทุนจีนจำนวนไม่น้อยเปิดโกดัง (หรือ ล้งจีน) เพื่อเร่งรัดขั้นตอนรับซื้อผลผลิตจากสวน คัดเกรดให้ตรงใจ และส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ แถมบางรายยินดีรับซื้อผลผลิตล่วงหน้า แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ล้งจีนกำลังมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ชาวสวนมีตัวเลือกน้อยลง และต้องยอมขายถูกกว่าราคาตลาด
แถมยังมีกรณีที่ทุนจีนใช้ตัวแทนคนไทยถือครองสวนทุเรียน หรือ ‘นอมินี’ โดยอาศัยการลงทุนในสวนทุเรียนที่ปลูกไปแล้วกว่า 50% ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในดินและน้ำ ตลอดจนการตั้งท่าเรือเพื่อส่งออกไปขายต่อ เสี่ยงเกิดเป็นภาวะกินรวบทุเรียนไทย โดยที่ชาวสวนไทยก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองมากนัก ประกอบกับกระแสอินฟลูเอนเซอร์ทุ่มขายทุเรียนในราคาถูก อาจนำไปสู่การกดราคากันหน้าสวนได้
ในแง่หนึ่ง ล้งจีนก็กลายมาเป็นกลไกการค้าผลไม้ที่สำคัญมากของไทย หากรัฐปล่อยให้ทุนจีนควบคุมกุมเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ การแข่งขันราคาก็จะลดน้อยลง ชาวสวนตัวเล็กตัวน้อยก็จะอยู่รอดได้ยากมากขึ้น ก็เป็นโจทย์กลับไปยังรัฐไทยว่าจะวางกรอบกติกาการแข่งขันทางการค้านี้ ให้เป็นธรรมต่อชาวสวนและรายได้ของประเทศอย่างไร
ภาวะโลกรวนและภัยสงครามทำต้นทุนสูง
เดือนพฤษภาคมนี้ นับเป็นการเปิดฉากของ ‘เอลนีโญ’ ซึ่งทำให้ไทยแล้งฝนอย่างหนัก อากาศร้อนขึ้น วิเคราะห์กันว่าจะส่งผลต่อมูลค่าสินค้าเกษตรหลัก 5 ตัว (เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ทุเรียน) 2.3 แสนล้านบาท และยังส่งผลเป็นลูกโซ่ถึงระดับหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรอีกด้วย
เกษตรกรคือด่านหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่พวกเขากลับเปราะบางมาก ผลผลิตและรายได้ขึ้นอยู่กับความปรานีของฟ้าฝน โดยเฉพาะทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ที่ปลูกยาก ใช้เงินมหาศาลในการดูแล ยิ่งในภาวะฝนแล้งหนัก คนที่ปลูกแล้วรอดออกผล คือคนที่มีทุนพอจะซื้อน้ำใช้ตลอด ไม่วายต้องเดิมพันอีกว่า ภัยธรรมชาติจะซ้ำเติมช่วงเก็บเกี่ยวหรือไม่
ซ้ำร้าย ค่าปุ๋ยยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากพื้นที่ดังกล่าวถึง 34% โดยคาดการณ์ว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 40% ส่งผลกระทบต้นทุนการผลิต ชาวสวนต้องปรับตัวลดการใช้ปุ๋ยเคมีหรือยืดเวลาใส่ปุ๋ยออกไปเพื่อประคองต้นทุน ปัญหาของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การขายถูก แต่ชวนมองถึงต้นทุนที่สูงขึ้นด้วย
เรายังต้องแข่งกับเพื่อนบ้าน
ที่ผ่านมา จีนนำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นหลัก แต่มองกลับกันเราก็พึ่งพาการส่งออกไปยังจีนมากด้วยเช่นกัน ในปี 2567 เราส่งออกทุเรียนไปจีนมากถึง 97% ของปริมาณส่งออกทั้งหมด มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท แต่ตลาดทุเรียนกำลังถูกแบ่งสัดส่วน หลังจากจีนเปิดให้ผู้เล่นรายใหม่อย่างเวียดนามเริ่มส่งออกในปลายปี 2565 ผลที่ตามมาคือเวียดนามสามารถชิงสัดส่วนตลาดไปได้ถึง 34%
แม้รสชาติอาจไม่สู้ไทย แต่ด้วยพรมแดนที่ใกล้จีนมากกว่าไทย ค่าขนส่งที่ถูกกว่า และปัจจัยทางภูมิอากาศที่เอื้อต่อการมีฤดูเก็บเกี่ยวที่ยาวนานกว่าไทย ทำให้ทุเรียนเวียดนามชดเชยตลาดทุเรียนไทยได้ ทำให้มณฑลของจีนที่ติดกับเวียดนามอย่าง ‘กว่างซี’ มีอัตรานำเข้าทุเรียนแซงหน้าไทยไปแล้ว
ยังมีผู้เข้าแข่งขันที่น่าสนใจอย่างมาเลเซีย ที่กำลังพัฒนาสายพันธุ์ ‘มูซันคิง’ เป็นที่ร่ำลือว่ารสชาติสามารถทัดทาน ‘หมอนทอง’ ของไทยได้ แม้อัตราการผลิตยังไม่สูงนัก แต่ก็ยังพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอีกหลายชาติในอาเซียนที่เข้ามาแข่งขันกับเกษตรกรไทย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อระดับราคาทุเรียนในไทยพอสมควร
แม้ระดับการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังจีนจะยังคงเส้นคงวา แต่ด้วยปัจจัยรุมเร้าเกษตรกรไทยทั้งภัยสงครามและภาวะโลกรวนที่ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพสินค้าเกษตร เราอาจเดินเกมแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป นี่เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการบูรณาการหลายกระทรวง เพื่อทั้งขยายตลาดการส่งออก ยกระดับเทคโนโลยีการเกษตร พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย และการรับมือกับภาวะโลกรวนที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคต
อ้างอิงจาก