ถ้ามีใครสักคนมาท้าทายคุณว่า “มึงรู้จักกูน้อยไป” แน่นอนว่า สิ่งที่คุณควรทำไม่ใช่การส่งอีเมลขอ Resume เพื่อศึกษาประวัติการทำงานของเขา แต่แปลว่าคุณคงเผลอไปกดข่มเขาโดยไม่รู้ตัว หรือไม่คุณก็เผลอพูดเรื่องสะกิดปมในใจ ในจังหวะเวลาที่ไม่สู้ดีนัก และนั่นแปลว่าคุณอาจโดนหมายหัวไปแล้ว แม้ว่าคุณไม่ได้เจตนาจะกดข่มก็ตาม
The MATTER ชวนทำความเข้าใจถึงสภาวะความไม่มั่นคงในจิตใจ ที่ซ่อนอยู่ในวาทะสุดเก๋าอย่าง “มึงรู้จักกูน้อยไป” กับ นพ. ชนัยชนม์ เรืองเศรษฐกิจ จิตแพทย์
แล้วคนพูดจะสื่อว่าอะไรแน่
ความโกรธเป็นอารมณ์ที่จะถูกแสดงออกมา เมื่อเรารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม มันมีพลังมาก แต่มันก็ควบคุมได้ยากเช่นกัน แต่ที่น่าสนใจคือ หลายครั้งความโกรธก็กำลังเก็บซ่อนความเปราะบางในใจ มันอาจไม่ได้แปลว่าเขามั่นใจในตัวเองมาก ตรงกันข้าม เขาอาจรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองกลับถูกตั้งคำถาม ไม่ยอมรับ หรือผิดไปจากภาพที่เขาเคยเชื่อว่าตัวเองเป็น
การกดข่มด้วยท่าทีแข็งกร้าว และหมายเอาชีวิตผู้อื่น จึงเป็นกลไกป้องกันตัวเองรูปแบบหนึ่ง และเป็นวิธีรักษาอำนาจของตัวเองได้เร็วและง่ายที่สุด เพราะฉะนั้น หากคุณเจอใครสักคนพูดใส่คุณแบบนี้ ให้นึกว่า เขาอาจจะอยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคงก็เป็นไปได้ (เว้นแต่คุณจะอยากแหย่เขาอยู่แล้วน่ะนะ)
แล้วทำไมเราถึงตอบโต้ด้วยประโยคแบบนี้
แทนที่จะตอบโต้ด้วยประโยคเน้นการปะทะกัน การชี้แจงไปเลยว่า การกระทำของคู่กรณีมันทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจอย่างไร อาจทำความเข้าใจกันได้มากกว่าการไปอวดข่มสถานะของตัวเอง ซึ่งไม่ได้ให้ทางออกที่ชัดเจน ว่าอีกฝ่ายควรทำอย่างไร หรืออย่างมากก็เป็นการสั่งปิดปากอีกฝ่ายให้เงียบเสียงและเจียมตัว แต่ความขุ่นข้องในใจก็ยังตกค้างอยู่
แง่หนึ่งอาจอธิบายได้ว่า เพราะแต่ละคนไม่ได้เติบโตมาเหมือนกัน บางคนที่อยู่ในสายอาชีพที่ให้ความสำคัญกับอำนาจและวินัย อาจคุ้นชินกับการแสดงออกผ่านการใช้อำนาจ การกดข่มด้วยอายุหรือตำแหน่งที่เหนือกว่า ซึ่งในบริบทนั้น วิธีการแบบนี้อาจจะใช้ได้ผลก็ได้ เช่นกันกับสังคมไทย เราเป็นสังคมที่มีลำดับขั้น มีผู้ใหญ่-ผู้น้อย หลายคนเติบโตมากับคำพูดจำพวก “อย่าเถียงผู้ใหญ่” “ถามทำไม มันเสียหน้า” “เขาเป็นนายเราต้องยำเกรง” และเราต่างซึมซับแนวคิดเชิงอำนาจไปโดยไม่รู้ตัว
เช่นกัน ผู้หลักผู้ใหญ่บางคน เมื่อถูกท้าทายด้วยคำถามหรือการกระทำบางอย่าง จนดูเป็นการล้ำเส้นกัน สิ่งที่เขาคิดทำอย่างแรกๆ กลับไม่ใช่การชี้แจงอธิบาย แต่กลายเป็นการกดข่มด้วยสถานะทางสังคม อายุ เพศ ซึ่งเป็นคุณค่าที่สังคมไทยตอบสนองมาโดยตลอด ขณะที่คนรุ่นใหม่ (ส่วนหนึ่ง) โตมากับการตั้งคำถามและการให้คุณค่ากับความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น กลายเป็นช่องว่างการสื่อสารระหว่างวัยด้วยเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น การกดข่มด้วยสถานะทางสังคม ใช้น้ำเสียงกดทับ มักเป็นวิธีที่ง่าย และใช้พลังงานน้อยในการจัดการความขัดแย้ง ยิ่งถ้าอีกฝ่ายเงียบหรือถอย คนที่ใช้วิธีนี้ก็เรียนรู้ว่าวิธีดังกล่าวได้ผล และยิ่งเชื่อมั่นในวิธีการเดิมมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะตัวอย่างรอบตัวเขา ที่ยืนยันว่าวิธีแบบนี้เวิร์กด้วยเช่นกัน
รู้จักแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
ในความเป็นจริง ต่อให้เรารู้จักใครมานานแค่ไหน เราก็ไม่มีทางเข้าใจเขาทั้งหมดอยู่ดี มนุษย์ทุกคนมีส่วนที่ซ่อนอยู่เสมอ มีประสบการณ์ ความกลัว ปมวัยเด็ก ความคาดหวัง หรือความไม่มั่นคงที่คนอื่นมองไม่เห็น มองเห็นแต่พฤติกรรมที่แสดงออกคล้ายกับภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ
คนบางคนผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการที่คนอื่นมองเห็น และต้องยอมรับเราในแบบที่เราเชื่อว่าตัวเองเป็น เช่น เราเห็นว่าตัวเองเป็นคนมีหน้ามีตา แต่คนอื่นอาจจะไม่ได้มองแบบนั้นก็ได้ ปัญหาของสิ่งนี้คือ ต่อให้เราบังคับคนให้มารู้จักเรามากแค่ไหน มันก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะปฏิบัติอย่างที่เราคาดหวังเสมอไป เพราะบางคนอาจจะไม่ได้ให้คุณค่ากับตำแหน่ง ยศ อายุ หรือการศึกษาเลยก็ได้
ลึกๆ แล้วอาจแปลว่า เรายังฝากคุณค่าของตัวเองไว้ในสายตาคนอื่นมากพอสมควร เพราะถ้าเรามั่นคงและเข้าใจตัวเองดีพอ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องการให้ใครมา ‘รู้จัก’ เรามากขนาดนั้นก็ได้ หรืออย่างน้อยๆ เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้การข่มผู้อื่น เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีความหมายแค่ไหนต่อโลกใบนี้
การกลับมารู้จักตัวเองอาจสำคัญกว่า
การมีอารมณ์โกรธ รู้สึกถูกล้ำเส้น เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่สิ่งสำคัญคือการจัดการกับอารมณ์นั้น เพราะการตัดสินใจด้วยอารมณ์มักไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีนัก การหยุดกลับมาทบทวนตัวเอง ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่เราทำส่งผลอย่างไร และปัญหานั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือไม่ อาจช่วยให้มองเห็นทางออกที่สร้างสรรค์กว่าการตอบโต้ด้วยอำนาจหรือความรุนแรง (แม้กระทั่ง การได้ประเมินว่า ปัญหานั้น เป็นปัญหาที่เราต้องเอาตัวลงไปแลกด้วยไหม)
สำหรับคนที่เผลอพูดอะไรออกไปด้วยอารมณ์ การยอมรับว่า ‘เราโกรธ’ ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงในตัวเองด้วยซ้ำ หลายครั้ง เรารู้เท่าทันตัวเองได้ก่อนตอบโต้ การยอมรับว่าตัวเองพลาด หรือแม้แต่การขอโทษอย่างจริงใจ กลับสิ่งที่ใช้ความเข้มแข็งทางใจมากกว่าการเอาชนะกันด้วยอำนาจแข็งๆ เสียอีก
และการขอโทษจะเป็นโอกาสของการเริ่ม ‘รู้จัก’ ตัวเองอีกครั้ง
#Explainer #จิตวิทยา #จัดการอารมณ์ #อำนาจ #การเข้าใจตัวเอง #TheMATTER