ในหลวงและวิทยาศาสตร์ : นวัตกรรมให้คนอยู่กับธรรมชาติเป็น

หากจะมีใครจะใช้องค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของคนในชาติได้อย่างเห็นผลอันเป็นประจักษ์ที่สุด ผู้นั้นคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กษัตริย์ผู้ทรงนำความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกือบทุกสาขามาปรับใช้เพื่อพัฒนาคนอย่างโดดเด่น โดยทรงรักษาหัวใจที่ทำให้ง่ายเข้าไว้ เพื่อให้พวกเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ และพึ่งพาตนเองได้เป็นสำคัญ

 

น่าสนใจที่ทุกๆ โครงการที่พระราชดำริและประทานให้แก่ประชาชน ล้วนมีวิธีดำเนินการง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่เป็นการหาสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาปรับให้สอดคล้องกับระบบนิเวศและทำร้ายธรรมชาติน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงไม่ปิดกั้นองค์ความรู้ใหม่ๆ จากต่างประเทศ และลงมือศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะกับบ้านเราอยู่เสมอ

โครงการในพระราชดำริที่ให้วิทยาศาสตร์ขับเคลื่อนมีจำนวนมาก จนไม่สามารถเรียบเรียงได้ทั้งหมด The MATTER จึงขออนุญาตคัดส่วนหนึ่งมานำเสนอ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและองค์ความรู้ที่ไม่เสื่อมคลาย มีแต่จะถูกต่อยอดและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

 

ความสนใจในวิทยาศาสตร์ มาจากสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด

kingwork-07
ความสนพระทัยในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ได้รับการสั่งสมมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ จากสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความรู้ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะไม่มีสิ่งใดเตรียมความพร้อมสำหรับเจ้าชายพระองค์น้อยได้ดีเท่าการศึกษาที่เข้มข้น

พระองค์เจ้าอานันท (ร.8) และพระองค์เจ้าภูมิพล (ร.9) ทรงศึกษาต่อในชั้นประถมและมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนเอกอล นูแวล เดอ ลา สวิส โรมองด์ จากคำแนะนำของ ครูเกลย์อง พระอาจารย์พี่เลี้ยงคนสนิท ซึ่งสมเด็จย่าทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ทำหน้าที่เตรียมความพร้อม และสร้างสังคมวัยเยาว์ที่ดีให้กับพระมหากษัตริย์ในอนาคต

โรงเรียนเอกอล นูแวล ถือเป็นโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดในโลซานน์เลยก็ว่าได้ โรงเรียนนี้ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนด้วยวิทยาศาสตร์แม้ในระดับชั้นประถม โดยให้นักเรียนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับปัญหาจริงๆ และร่วมกันหาวิธีจัดการด้วยกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ถือเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ก้าวหน้ามากในขณะนั้น

เจ้าชายพระองค์น้อยทรงซึมซับบรรยากาศการเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิชานี้ปูพื้นฐานไปสู่ความสนใจในวิทยาการแขนงอื่นๆ โดยเฉพาะวิชาภูมิศาสตร์ที่สนพระทัยเป็นพิเศษ คณาจารย์ในโรงเรียนสอนเรื่องการกัดกร่อน เซาะตลิ่ง ฝน และเรื่องการจัดการที่ดิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกตินักที่ระบบการศึกษาจะสอนอะไรทำนองนี้ แต่นั่นล้วนปลูกฝังให้ในหลวงสนใจวิทยาศาสตร์ และการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่ดีแก่ชุมชุน โดยให้คนสามารถทำกินในที่ตัวเอง และเบียดเบียนธรรมชาติอย่างเข้าอกเข้าใจ

 

พลังงานชีวภาพ

The Matter Template (Web)

การศึกษาวิจัยเรื่องพลังงานทดแทนเริ่มต้นจริงๆ จังๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีท่าทีสูงขึ้นผิดวิสัย และถึงจุดหนึ่งจะเป็นปัญหาที่ภาครัฐต้องแบกรับภาระ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ และให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้พลังงานทดแทนที่สามารถผลิตได้เองจากทรัพยากรที่มีในชุมชน ช่วยลดปริมาณการนำเข้าพลังงานได้

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.2528 มีประสงค์ให้นำอ้อยมาผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง เริ่มตั้งแต่การทดลองปลูกอ้อยหลายพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาทำแอลกอฮอล์

หลังจากนั้นขยายไปสู่การวิจัยปาล์มน้ำมันเพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล พบว่า น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ สามารถใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยไม่ต้องผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงอื่นๆ

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาตินำ ‘โครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม’ ผลงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ‘Brussels Eureka 2001’ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์เป็นที่เรียบร้อย

 

นักวิทย์แห่งดิน

kingwork-02

 

ประเทศไทยรุ่มรวยทรัพย์ในดิน สินในน้ำก็จริง แต่ปัญหาดินกลับกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังของเกษตรกรชาวไทย ที่รู้หน้าแต่กลับไม่รู้ใจดินเลย ทำให้ประเด็น ‘คนกับดิน’ ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแลเห็นปัญหา และทรงพยายามแก้ไขทั้งดินเสื่อมโทรม ขาดคุณภาพ โดยใช้กลยุทธ์นำหญ้าแฝกมาปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและป้องกันการพังทลายของหน้าดิน รวมถึงการแก้ปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินสำหรับเกษตรกร

สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติหรือ IUSS (International Union of Soil Science) โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ (กรรมการบริหารในขณะนั้น) เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล ‘นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม’ (The Humanitarian Soil Scientist) และขอพระบรมราชานุญาตให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น ‘วันดินโลก’ เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติ เกิดความต่อเนื่องและจริงจังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ

 

แหลมผักเบี้ย ให้คนอยู่กับน้ำเป็น

kingwork-03

 

เมื่อคนอยู่กับน้ำ ก็เป็นไปได้ว่าเราจะกระทบกระทั่งกันบ้าง ครั้งหนึ่งแม่น้ำสายเพชรบุรีเดิมที่ใสแจ๋ว จนกล่าวได้ว่าเป็นแม่น้ำที่สะอาดที่สุดเส้นหนึ่งในประเทศ เพราะต้นน้ำและปลายน้ำอยู่ในจังหวัดเดียวกัน แต่หลังจากประชากรเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่น ทำให้เกิดมลพิษและส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนสองฝั่งแม่น้ำ  ท้ายที่สุดแม่น้ำเพชรบุรีเริ่มประสบวิกฤตปัญหาสิ่งแวดล้อม คนเริ่มจะอยู่กับน้ำไม่ได้เสียแล้ว

เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียตามแนวพระราชดำริที่ได้นำมาใช้ในแหลมผักเบี้ย มี 2 แผน ทั้งหลักและรอง เพื่อทำให้คนเข้าใจธรรมชาติ

แผนหลักคือ การออกแบบระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย โดยอาศัยการกักพักน้ำเสียไว้ในระยะเวลาที่เหมาะสม (ตามความสกปรกของน้ำ) ปรับปรุงคุณภาพด้วยออกซิเจน จากการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนและสาหร่าย

ส่วนแผนบำบัดรองอาศัยพลังจากธรรมชาติ ทั้งบึงชีวภาพ โดยใช้ต้นกกและต้นอ้อ ดูดซับสารพิษ และใช้การกรองน้ำด้วย หญ้าเนเปีย หญ้าแฝก หญ้านวลน้อย หญ้ารูซี่ เป็นด่านน้ำ และสุดท้ายด้วยระบบกรองป่าชายเลน ที่เน้นการปลูกโกงกาง และแสมขาว โมเดลแหลมผักเบี้ย จึงเป็นการสร้างระบบบำบัดด้วยธรรมชาติ หรือให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด

 

ฝนหลวง

kingwork-05

 

โครงการสำคัญที่คนไทยรู้จักดี เพื่อเยียวยาพื้นที่อันแห้งแล้ง ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2498 ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงเห็นว่าฟ้าฝนดูไม่เป็นใจนัก ฤดูฝนเริ่มช้าเกินไป หรือไม่ก็ทิ้งช่วง ทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชแบบพึ่งพาสภาพอากาศได้รับความเสียหายจากผลผลิตตกต่ำ

พระองค์พระราชทานโครงการพระราชดำริ ‘ฝนหลวง’ (Artificial rain) ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการศึกษาเพิ่มเติม แม้ในหลายประเทศจะมีองค์ความรู้นี้อยู่แล้ว แต่สภาพแวดล้อมไทยต่างออกไป จึงต้องมีสูตรที่คิดค้นขึ้นเอง สารเคมีที่ใช้ต้องหาได้ในประเทศและราคาไม่สูง

การทำฝนหลวงมี 3 กระบวนการคือ ‘ก่อให้กวน’ ขั้นนี้ใช้สารเคมีกระตุ้นให้มวลอากาศลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่ทำไม่ควรเกิน 10 โมงเช้าของแต่ละวัน

ขั้นที่สอง ‘เลี้ยงให้อ้วน’ โปรยสารเคมีในกลุ่มก้อนเมฆในอัตราที่พอเหมาะสม ให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุล ให้เมฆจับตัว ไม่สลาย

และขั้นตอนสุดท้าย ‘โจมตี’  กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่ เครื่องบินที่จะเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้ต้องอาศัยประสบการณ์บินสูงอยู่เสียหน่อย

 

กังหันน้ำชัยพัฒนา

kingwork-06

 

ปัญหาน้ำเสียมีหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งคือ น้ำมีปริมาณออกซิเจนไม่สมดุลกับสิ่งสกปรกที่สะสม ดังนั้นการเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำจะช่วยให้จุลินทรีย์ย่อยสลายสิ่งสกปรกได้ดีขึ้น ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการทางชีวภาพที่ใช้ในการบำบัดน้ำที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ เพราะใช้ค่าใช้จ่ายน้อย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริ ให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถผลิตได้เองในประเทศ โดยทรงได้แนวทางจาก ‘หลุก’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านาอันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน

มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาและวิจัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ โดยดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสียร่วมกับกรมชลประทาน ซึ่งได้มีการผลิตเครื่องกลเติมอากาศขึ้นในเวลาต่อมา และรู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบันในชื่อ ‘กังหันน้ำชัยพัฒนา’

 

จากนั้นได้มีการวิจัยต่อยอดและปรับปรุงอยู่เสมอ จนมีเครื่องกลเติมอากาศถึง 9 รูปแบบด้วยกัน ทั้งนี้ ‘กังหันชัยพัฒนา’ ยังได้รับรางวัลเหรียญทองจาก The Belgian Chamber of Inventor องค์กรทางด้านนวัตกรรมที่เก่าแก่ของเบลเยียม ภายในงาน ‘Brussels Eureka 2000’ ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมอีกด้วย

 

 

Illustration by Panupong Raksanakorn
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed