การกลับมาของฟรีเรนซีซั่น 2 เป็นอีกครั้งที่เราได้กลับไปยังโลกแฟนตาซีที่เหมือนจะคุ้นเคย แต่ก็ฉีกขนบของเรื่องราวแนวแฟนตาซีผจญภัย ซึ่งสุดท้ายสิ่งที่เราซึมซับได้คือมิติทางอารมณ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้ง ซับซ้อน การสร้างตัวละครที่เหมือนจะเรียบง่ายไร้เดียงสาอย่างฟรีเรน กลับแสดงมิติในการทำความเข้าใจโลกที่แปลกออกไปด้วยการมองเห็นโลกในมุมมองของเผ่าพันธุ์ที่อายุยืนยาว
ในการผจญภัยที่ดูสบายๆ การเดินทางที่พอจะเรียกได้ว่า ย้อนอดีตผ่านการเดินทางไปข้างหน้า เรื่องราวของการค้นหาความหมายและการเยียวยาอะไรบางอย่างของตัวละครทุกตัว ในการเปิดซีซั่นใหม่ เราจะเริ่มสัมผัสบางประเด็นได้ เช่น การพูดถึงบางแผลจากสงครามของเฟรุน เราจะเห็นการเล่ามิติของตัวละครที่มีตัวตนและความรู้สึกที่เราต้องค่อยๆ สัมผัสผ่านเรื่องราวเล็กๆ น้อย
เพื่อเข้าใจมิติอารมณ์ที่แทรกอยู่ตลอดของเรื่องราว The MATTER ขอย้อนดูความซับซ้อนและบางคำถามต่อตัวตนและความรู้สึกของฟรีเรน มีข้อเสนอจำนวนหนึ่งตีความว่ากระบวนการเดินทางอีกครั้งของฟรีเรน คือกระบวนการที่ฟรีเรน ค่อยๆ รับรู้ความสูญเสียเริ่มจากความตายของสหายรักอย่างฮิมเมล การรับเป็นอาจารย์ให้เฟรุน รวมถึงท่าทีที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปล้วนเป็นขั้นตอนในการรับมือและก้าวพ้นความตายและความโศกเศร้า
ข้อเสนอเรื่องบาดแผลของฟรีเรนที่ด้านถูกตีความและแสดงออกด้วยเงื่อนไขของการเป็นผู้มีอายุยืนยาว มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การแสดงออกของฟรีเรนในช่วงแรกคือการไม่แสดงออกทางอารมณ์ หลายครั้งไม่มีความยึดติดเชื่อมโยงกับโลกรอบๆ หรือผู้คนรอบๆ ตัว ความเนิบช้าในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ อาจเป็นกลไกการป้องกันตัวที่ฟรีเรนลดทอนความรู้สึกและแสดงความเฉยชากับความตายของมนุษย์ ในกรณีนี้กลับเป็นความตายของคนที่เธอผูกพันและไว้วางใจ

กระบวนการและการเดินทางของเรื่องจึงเป็นเหมือนอุปมาของการย้อนกลับไปยังอดีต ความทรงจำ และกลับไปค่อยๆ ซึมซัม รับรู้ และก้าวผ่านการสูญเสียและความโศกเศร้าจากความสูญเสียนั้น
ในข้อเสนอต่างๆ มีการเสนอในระดับงานศึกษาวิจัยเพื่อใช้ฟรีเรน คำอธิษฐานในวันที่จากลา FRIEREN เป็นตัวบทในการแสดงกระบวนการของความโศกเศร้า (Mourning) งานวิจัย An Exploration of Individuation, Mourning, and Self-Healing Processes in the Anime Frieren เผยแพร่ในงานประชุมวิชาการว่าด้วยจิตวิทยาและพฤติกรรมในปี 2025 โดยเสนอว่าการเดินทางของฟรีเรน เข้ากับทฤษฎีการก้าวผ่านความสูญเสีย 4 ขั้นตอนของวอร์เดน (Worden’s Four Tasks of Mourning)
รูปลักษณ์ของความโศกเศร้า
ความซับซ้อนของความเศร้า คือการที่เราหยั่งรู้ถึงน้ำหนักของความโศกเศร้าจากความสูญเสีย ความเศร้า (greif) มักหมายถึงการสูญเสียคนที่รักไป และเรามักกระบวนการในการก้าวข้ามผ่านความโศกเศร้านั้น ทว่า สำหรับฟรีเรน อาจจะด้วยเงื่อนไขของอายุอันยืนยาว หลังจากการหลั่งน้ำตาที่หลุมศพของฮิมเมล ฟรีเรนกลับไม่มีการก้าวข้ามผ่านกระบวนการเช่นความโกรธ การต่อรองหรือการแสดงความรู้สึกเพื่อตอบรับความตายนั้นๆ
ความพิเศษของตัวเรื่องคือการวางให้การเดินทางของฟรีเรน ที่แกนเรื่องดูจะเป็นการเดินทางและการฝึกฝนลูกศิษย์ในโลกค่อนข้างสงบสุขแล้ว แต่อันที่จริง การเดินทางของฟรีเรนเป็นเหมือนการเดินทางของความรู้สึก ซึ่งผู้เขียนอาจตั้งใจใช้เงื่อนไขการเป็นเอลฟ์ในการพามนุษย์แบบเราๆ สำรวจกระบวนการก้าวผ่านความตายที่สลับซับซ้อนได้
การปรากฏขึ้นของความทรงจำทีละเล็กทีละน้อย การเดินทางกลับตามรอยเท้าเดิมที่ทั้งฟรีเรนและฮิมเมลได้ก้าวเดินร่วมกันมา การที่ฟรีเรนค่อยๆ ได้ย้อนคิดทบทวนตัวตนและร่องรอยต่างๆ ที่สหายฝากเอาไว้ การค่อยๆ ได้ทบทวนสิ่งต่างๆ อย่างเงียบงันท่ามกลางความอึกทึกรอบตัว คือภาพของการทำงานของหัวใจเราในการค่อยๆ เก็บรวบรวมตัวตนของคนที่เรารักจากความรู้สึกที่ผ่านพ้นไป
เป็นการเดินทางเพื่อค่อยๆ ซึมซับ เก็บเกี่ยว หวนคืนสู่ร่องรอยจำนวนมหาศาล ที่เราค่อยๆ พาตัวตนของคนที่สูญเสียร่างกายและลมหายใจไป
รวบรวมกลับมาไว้ ในนามของความทรงจำ
4 ขั้นตอนของการก้าวผ่านความสูญเสีย
ในงานวิจัยที่เสนอในปี 2025 ทดลองใช้แบบแผนการก้าวผ่านความโศกเศร้า หรือจริงๆ คือกระบวนการเศร้าโศกของเราที่มีต่อความสูญเสียซึ่งเป็นขั้นตอนการก้าวผ่านหรือการรับรู้ความโศกเศร้าที่ดี คือเป็นขั้นตอนที่เราจะผ่านพ้นความเศร้าได้ ในแนวทางของ William Worden (วิลเลียม เวอร์เดน) ระบุขั้นตอนไว้ 4 ขั้น คือ 1. การรับความจริงของการสูญเสีย 2. การรับรู้ความเจ็บปวดของความเศร้า 3. ปรับตัวเข้ากับโลกที่ไม่มีคนๆ นั้นอีกต่อไป 4. หาจุดเชื่อมโยงที่ยืนยาวกับผู้จากไปเพื่อก้าวไปสู่ชีวิตใหม่
สำหรับฟรีเรน บทความเสนอว่าได้ผ่านขั้นตอนตามลำดับ คือ
- ขั้นแรก ฟรีเรนดูเหมือนจะรับรู้ความตายของมนุษย์ได้ โดยเหมือนกับว่าเธอมองความตายเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งผิดแผกไปจากช่วงชีวิตที่ยืนยาวของเธอเอง ทว่า แม้ฟรีเรนจะหลั่งน้ำตาอันเป็นการรับรู้ในเชิงเหตุผลว่าฮิมเมลจากลาโลกนี้ไปแล้ว แต่การเรียนรู้ความตายของฮิมเมล เป็นกระบวนการพิเศษที่ฟรีเรนเองต้องค่อยๆ ซึมซับและก้าวข้ามผ่าน
- ขั้นที่ 2 รับมือความสูญเสียด้วยการซึมซับความเจ็บปวดของความเศร้า การรับรู้หรือยอมรับความเจ็บปวด เป็นกระบวนการก้าวข้ามผ่านคือไม่ใช่ใช้ความด้านชาปิดความรู้สึก เมื่อการรับรู้อารมณ์ของความเศร้ามักประกอบไปด้วยความรู้สึกที่ถั่งท้นประเดประดังทั้งความโกรธ ความเสียใจ ความรู้สึกผิด และความโปร่งโล่งใจ สิ่งนี้สะท้อนผ่านการที่ฟรีเรนค่อยๆ เดินทางเพื่อเก็บรวบรวมความทรงจำร่วมกันของฮิมเมล เป็นกระบวนการที่ฟรีเรนเองค่อยๆ ไหลผ่านความเจ็บปวด ซึ่งในมุมมองของวิลเลียม วอร์เดน กล่าวว่าการข้ามหรือปฏิเสธกระบวนอาจทำให้เกิดภาวะอารมณ์ที่เฉยชา หรือเกิดความเศร้าที่ไม่จบสิ้น

- ขั้นที่ 3 ปรับตัวเข้ากับโลกที่ไม่มีผู้จากไป กระบวนการปรับตัวเข้ากับโลกที่ไม่มีคนที่รักอีกต่อไปเป็นกระบวนการซับซ้อน สำหรับฟรีเรน บทความเสนอว่าการค่อยๆ สร้างสายสัมพันธ์ใหม่กับลูกศิษย์และเพื่อนร่วมทางอีกครั้ง คือภาพสะท้อนที่ฟรีเรน ค่อยๆ ปรับตัวตนและความคิดเข้ากับความเป็นจริงใหม่ ไม่ยึดติดอยู่กับความเคยชินเดิม การเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนร่วมปาร์ตี้ไปสู่อาจารย์และผู้ชี้นำ สะท้อนการปรับตัวเข้ากับบริบทและบทบาทใหม่หลังการสูญเสียที่มีความสลับซับซ้อน
- ขั้นสุดท้าย คือการเชื่อมต่อกับผู้ที่จากไปในมิติที่เหนือยืนยาว กรณีนี้คือการที่เราหาบางจุดที่จะให้ผู้ที่จากเราไปอยู่กับเราได้โดยไม่สูญหาย มักเป็นการนำเอาอะไรบางอย่างเข้ามาประกอบไว้ในตัวตนของเรา กรณีของฟรีเรนคือการใช้ชีวิตที่มีชีวิตชีวาและมีความหมาย การตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่ออย่างเต็มตื้น และสำหรับฟรีเรนคือการรับเอาตัวตนของฮิมเมลเข้ามาคือการใช้ชีวิตด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (compassion) และความกล้าหาญ (courage)
ด้วยการตีความและการใช้กรอบทฤษฎีเกี่ยวกับจิตใจ ทำให้เรามองเห็นแง่มุมเล็กๆ ที่อนิเมะฟรีเรนได้ใช้มิติของความแฟนตาซีพาเราไปสำรวจความคิดจิตใจในมิติที่เป็นรูปธรรม เนิบช้า ในความเหนือจริงกลับมีร่องรอยที่ทำให้เราหวนนึกถึงบางความรู้สึก หรือรับรู้ความรู้สึกที่เข้าใจได้ยากแต่สัมผัสร่วมกันได้ การคิดถึงคนที่เรารักยิ่งเมื่อจากไป การค่อยๆ รับรู้และก้าวผ่านไปสู่โลกที่ไม่มีคนคนนั้น
เพื่อจะก้าวต่อไปข้างหน้า โดยพาใครอีกคนติดตัวเราไปได้ ตลอดกาล
อ้างอิงจาก