ตัวอักษรบนจดหมายไม่กี่ฉบับ อาจทำให้ใครบางคนได้รู้ถึงชีวิตของคนที่ต้องจากบ้าน
เคยสงสัยกันไหมว่า ตัวเราเป็นใคร สายเลือดที่หล่อเลี้ยงอยู่ในตัวมาจากไหน หยาดเหงื่อแรงกายของใครทำให้เราสุขสบายอย่างในทุกวันนี้?
นอกจากสำนึกในความเป็นจีนที่ลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลได้รับรู้ หรือซึมซับจากวัฒนธรรมในครอบครัวแล้ว หลายคนยังอาจเคยได้ยินเรื่องราวความยากลำบากของบรรพบุรุษที่ต้องจากบ้าน นั่งเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาแบบ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ กันมาบ้าง
จดหมายรักถึงอาม่า《给阿嬷的情书》หนังม้ามืดในปีม้านี้ หนังนอกกระแสที่ได้รับความนิยมไปทั่วแผ่นดินจีน แม้ความท้าทายด้านภาษาจากภาษาถิ่นอย่าง ‘ภาษาแต้จิ๋ว’ ที่ใช้ตลอดเรื่องและต้นทุนการผลิตไม่ได้สูงมากนัก (ประมาณ 66 ล้านบาท) แต่หนังเรื่องนี้กลับได้ผลตอบรับออแกนิคอย่างล้นหลาม โดยปัจจุบันรายได้จากหนังเรื่องนี้อยู่ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาทแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น หนังเรื่องดังกล่าวยังถูกถ่ายทำขึ้นที่ประเทศไทยเกือบตลอดทั้งเรื่อง แถมยังได้ ยายแต๋ว—อุษา เสมคำ นักแสดงนำจากเรื่อง หลานม่า มารับบทนำอีกด้วย

*มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของ ‘จดหมายรักถึงอาม่า’ และทับศัพท์การออกเสียงเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว
เรื่องราวใน จดหมายรักถึงอาม่า เริ่มต้นจากหลานชายของอาม่า ‘ซกยิ้ว’ (淑柔) ต้องการออกตามหาอากง ‘บักแซ’ (木生) ของตัวเองที่หายไป หลังจากอากงได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่ใน ‘เสี่ยมล้อ’ (暹罗) หรือสยามช่วงทศวรรษ 1940 (ขณะนั้นยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็นไทย) เพื่อทำงานหาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว ก่อนจะพบเรื่องราวที่ชวนให้ลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลได้ย้อนมองถึงรากเหง้าและชีวิตบรรพบุรุษของตัวเอง
ในยุคสมัยนั้น มีชาวจีนจำนวนไม่น้อยต้องอพยพจากบ้าน ด้วยปัญหาความยากจน ไปทำงานหาเลี้ยงชีพและครอบครัวตัวเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งรกราก หรือวางฐานชีวิตในบ้านเมืองที่ไม่คุ้นเคยของพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่หนังบอกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องว่า “เฮียหน่ำอ้อตึ่งก๊กนั้งตอซี้ชีฉ่ำนั๊ง” (下南洋的中国人都是苦命的人) หรือชาวจีนที่อพยพไปอยู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนเป็นคนที่ยากลำบาก
ขณะที่อยู่ไทย บักแซทำงานเป็นคนถีบสำล้อรับส่งผู้โดยสาร เขาเช่าห้องพักราคาถูก ซึ่งมีชาวจีนโพ้นทะเลคนอื่นๆ อาศัยอยู่เช่นกัน โดยมี ‘หนำกี’ (南枝) คนไทยเชื้อสายจีนเป็นผู้ดูแลห้องพัก ในบริบบทนี้เองได้แสดงให้เห็นถึงการอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนของชาวจีนโพ้นทะเล จนขยายตัวออกเป็นชุมชนขนาดย่อยที่แข็งแรง เนื่องจากสำนึกของความเป็นพวกเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีร่วมกัน
ในขณะนั้น ประจวบเหมาะกับบริบทการเมืองไทยยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่าด้วยความมั่นคงจากภัยคอมมิวนิสต์ ก่อนจะออกมาเป็นนโยบายปิดโรงเรียนจีนและห้ามสอนภาษาจีน แต่ด้วยชุมชนที่เข้มแข็ง และการต้องการรักษาไว้ซึ่งภาษาและรากเหง้าของตน ชาวจีนบางส่วนจึงยังสอนภาษาจีนให้แก่ลูกหลานกันอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้สืบทอด ไม่ลืมรากเหง้า และยังคงมีจิตวิญญาณของคนเตียซัว (潮汕)

เมื่อต้องจากบ้านมาไกล และยังมีคนรอคอยการกลับไปหา จดหมายจึงกลายเป็นตัวกลางภายใต้ความหวังที่ใช้ส่งเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง และบอกกล่าวชีวิตความเป็นอยู่ ความรัก ความคิดถึง รวมไปถึงมิตรภาพข้ามพรมแดน
ใน จดหมายรักถึงอาม่า ชี้ให้เราได้รู้จัก ‘โพยก๊วน’ (侨批) หรือสถานที่ที่ใช้รับ-ส่งจดหมายกลับไปยังบ้านเกิด ซึ่งมักจะแนบไปพร้อมกับเงินที่ชาวจีนโพ้นทะเลทำงานเก็บหอมรอมริบ ภายในเรื่องคือไปรษณีย์ยูเฟง โดยจะมีเจ้าหน้าที่ที่รู้หนังสือเป็นตัวกลางคอยเขียนความในใจที่ตัวผู้ส่งอยากบอกกับคนที่รออยู่ที่บ้าน
ข้อมูลในตอนท้ายของหนังเรื่องนี้บอกไว้ว่า “หลังจากสงครามฝิ่นจบลง ชาวจีนโพ้นทะเลหลายคนได้อพยพไปอยู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการส่งโพยก๊วนที่ได้จากการทำงานกลับบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศที่สำคัญของจีนยุคใหม่
“ระหว่างปี 1864–1980 มียอดเงินโอนจากชาวจีนโพ้นทะเลสะสมราว 10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ชาวจีนโพ้นทะเลในหนานหยางก็ได้ส่งเงินกลับประเทศบ้านเกิดเพื่อซื้อเครื่องบิน ยารักษาโรค เสบียงทหาร และสิ่งของต่างๆ เพื่อช่วยกอบกู้ชาติ
“ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงที่ประเทศเผชิญความยากลำบาก เงินหลายร้อยล้านต่อปีจากชาวจีนโพ้นทะเลยังถูกนำไปสร้างสะพาน ถนน และโรงเรียน จนกลายเป็นส่วนสำคัญต่อการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ
“กระทั่งก่อนที่ ‘สำนักงานรับส่งโพยก๊วน’ จะหายไปจากประวัติศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1980 ประเทศจีนนั้นได้รับโพยก๊วนมากกว่า 30 ล้านฉบับ
“ในปี 2013 ‘โพยก๊วน’ ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี ‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ จากยูเนสโก และได้รับการขนานนามว่า ตุนหวงแห่งประวัติศาสตร์จีนโพ้นทะเล”
สอดคล้องกับข้อมูลจากหนังสือ《汕头海关志》ที่บอกว่า ระหว่างปี 1864-1911 ชาวจีนจากภูมิภาคเตียซัว ในมณฑลกวางตุ้ง ประมาณ 2.94 ล้านคน ได้ส่งจดหมายและเงินเพื่อแสดงความรักต่อญาติพี่น้อง ซึ่งถือเป็นเส้นชีวิตที่เชื่อมโยงชาวจีนโพ้นทะเลกับครอบครัวที่รออยู่ในบ้านเกิด

โพยก๊วนแรกของชาวจีนที่จะส่งกลับไปหาคนทางบ้านหลังจากเดินทางมาถึงเอเชียอาคเนย์นั้น ถูกเรียกว่า เผงอังโพย (平安批) เป็นจดหมายแจ้งว่าตัวเขานั้นปลอดภัยดี นอกจากนี้ ในหนังเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เราเห็นถึงความรัก ความหวัง และการรอคอยทั้งจากคนที่รออยู่ที่บ้านและคนที่ต้องจากบ้านผ่านข้อความในจดหมายอีกด้วย เช่น
“吾妻 淑柔 ซกยิ้ว ที่รัก
展信安康 หวังว่าเธอจะสบายดี เมื่อได้เปิดอ่านจดหมายฉบับนี้
随信寄两百块 ฉันส่งเงิน 200 มาพร้อมกับจดหมาย
我一切无恙 ตอนนี้ฉันเองสบายดี
生意昌顺 ค้าขายก็เป็นไปได้ด้วยดี
行船入夜 เมื่อเรือแล่นมาถึงยามค่ำคืน
恰江上升明月 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จันทร์กระจ่างอยู่บนพื้นน้ำ
似与你并肩共赏 ช่างราวกับมีเธอมายืนดูอยู่เคียงข้างกัน
江海万里 แม้แม่น้ำและทะเลจะกว้างไกลนับหมื่นลี้
心中念你 แต่เมื่อได้คิดถึงเธออยู่ในใจ
便不觉遥远 ฉันจึงไม่รู้สึกว่ามันไกลสักเท่าไร
家中正是收获季节 ตอนนี้ที่บ้านเราคงอยู่ในฤดูเก็บเกี่ยว
你切莫操劳 ขอเธออย่าหักโหมมากเกินไปนัก
日月如梭 วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
我心只有一个 แต่ใจฉันมีแค่เธอเพียงคนเดียว
一心不能两用 ใจหนึ่งดวงไม่อาจใช้ได้สองทาง
念及家中温暖 ฉันคิดถึงแต่ความอบอุ่นในบ้านเรา
心中满是牵挂 ในใจจึงเต็มไปด้วยคิดถึงและห่วงใย
夫 木生 บักเซ็ง สามี”

หลังจากหลานชายของอาม่าซกยิ้วพยายามตามหาอากงที่หายตัวไปกว่า 40 ปี ในที่สุดเขาก็ได้พบกับความจริงว่า จดหมาย เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้อย่างจักรยาน หรือเนื้อหมูที่อาม่าซกยิ้วได้รับมาตลอดนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกส่งมาจากอากงบักเซง แต่เป็นฝีมือของหญิงสาวคนหนึ่งในอีกพรมแดน
ด้วยอัตลักษณ์และสำนักในความเป็นชาติเดียวกัน ความสัมพันธ์ของหนำกีและบักเซง จึงก่อตัวขึ้นเป็นมิตรภาพที่หวังดีและอยากตอบแทนต่อกันและกัน หนำกีได้รับรู้ชีวิตของบักเซงจากการอยู่ในแผ่นดินสยามด้วยกัน และได้รับรู้หัวใจคนรอของภรรยาบักเซงอย่างซกยิ้วจากจดหมายอยู่เสมอ
หลังจากเกิดเหตุให้บักเซงไม่สามารถส่งโพยก๊วนให้ครอบครัวที่รอคอยอยู่ ณ บ้านเกิดได้อีกต่อไป อีกหนึ่งความรักที่สำคัญของคนจีน ซึ่งเชื่อในแนวคิดแบบลัทธิขงจื่ออย่าง ‘ความกตัญญู’ หรือบุณคุณต้องทดแทนนั้น ทำให้หนำกีสำนึกถึงเหตุการณ์ที่บักแซเคยช่วยเหลือป่าป๊าของตนไว้ ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องพัก เธอจึงกลายเป็นตัวเชื่อมสายสัมพันธ์ข้ามพรมแดนระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับชาวจีนที่ยังอยู่ในบ้านเกิด
“阿嬷说:做人得有情义,
无情无义的人不能交往”
(อาม่าบอกว่า : เกิดเป็นคนต้องมีเมตตาและรู้จักบุญคุณ
ผู้ใดไร้สองสิ่งนี้ ผู้นั้นไม่ควรคบหา)
ข้อความไม่กี่ตัวอักษร บนกระดาษไม่กี่ใบ กลายเป็นความรัก ความทะนุถนอมต่างถิ่นระหว่างผู้หญิง 2 คน ซึ่งต่างเสียสละและคอยสนับสนุนครอบครัวอย่างเข้มแข็งและมีความหวัง สุดท้ายแล้ว เมื่ออาม่าซกยิ้วรู้เรื่องราวทั้งหมด ความรักและการรู้จักตอบแทนจึงทำให้อาม่าทั้ง 2 คนได้มาพบกันในที่สุด

เรื่องราวที่ลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนไม่น้อยอาจเคยได้ยินจากอากงอาม่า ป่าป๊าหม่าม้า กลายมาเป็นภาพ สี และเสียงบนจอขนาดใหญ่ใน จดหมายรักถึงอาม่า จึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเติมแต่งที่ถูกบอกเล่าผ่านปากต่อปากอีกต่อไป
แต่คือชีวิตและเลือดเนื้อ คือความหวังและการรอคอย คือการเสียสละของเหล่าชีฉ่ำนั้งที่ต้องห่างไกลจากบ้านเกิด ต้องพลัดพรากจากครอบครัว
เหลือเพียงการรับรู้เรื่องราวของกันและกันผ่านตัวอักษรบนกระดาษเพียงไม่กี่ใบ แม้ “ฉันคิดถึงเธอจะตายแล้ว (我想死你了)” แค่ไหนก็ตาม
อ้างอิงจาก