เมื่อผืนม่านของคดีฆาตกรรมถูกเปิดออก มีเพียงความจริงเท่านั้น ที่จะคลี่คลายปริศนาลงได้
เวทีแห่งการฆาตกรรมเปิดขึ้นอีกครั้ง ใน Seven Dials ซีรีส์สืบสวนสอบสวน ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกันของ อกาธาร์ คริสตี้ (Agatha Christie) พาผู้ชมเดินทางปสู่ชนบทของอังกฤษ หนุ่มสาวจำนวนหนึ่งมาร่วมงานปาร์ตี้สังสรรค์ โดยได้มีการแกล้งหยอกเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มผู้ตื่นสายเป็นประจำด้วยการนำนาฬิกาปลุก 8 เรือนไปวางในห้องนอนของเจ้าตัว ทว่าเช้าวันถัดมาเพื่อนคนนั้นกลับเสียชีวิตโดยปริศนา แถมนาฬิกายังเหลือเพียงแค่ 7 เรือน เลดี้เอลีน บันเดิล เบลนต์ (รับบทโดย มีอา แม็คเคนน่า บรูซ (Mia McKenna-Bruce)) ลูกสาวเจ้าของคฤหาสน์ผู้ไม่เชื่อว่าเจ้าตัวฆ่าตัวตาย จึงเริ่มสืบหาความจริง และจะไม่หยุดสืบจนกว่าเธอจะรู้ความจริง
เชื่อว่าแฟนนิยายของอกาธาร์ น่าจะรอคอยให้ซีรีส์เรื่องนี้ลงจอฉายกันอยู่แล้ว เพราะ Seven Dials ก็ถือเป็นนิยายอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักอ่าน การันตีได้จากการตีพิมพ์ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับตั้งแต่ปี 1929 ซึ่งเป็นปีที่นิยายเรื่องนี้วางจำหน่ายเป็นครั้งแรก
เมื่อพูดถึงอกาธาร์ คริสตี้ ราชินีแห่งนิยายสืบสวนสอบสวน แฟนพันธุ์แท้หลายคนก็คงนึกถึงองค์ประกอบต่างๆ อันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่กลายเป็นภาพจำสำคัญที่ทำให้เราสามารถจดจำความเป็นอกาธาร์ได้เป็นอย่างดี
สำหรับนักเขียนที่ผ่านการเขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่ม ก็คงมีสูตรสำเร็จของตนเองอยู่เบื้องหลังเป็นธรรมดา อกาธาร์ คริสตี้เองก็เช่นกัน หนำซ้ำเธอยังเป็นบุคคลสำคัญผู้สร้างอิทธิพลต่อโลกนิยายสืบสวนสอบสวนในยุคถัดๆ มาด้วย
สูตรสำเร็จสไตล์อกาธาร์ คริสตี้
ด้วยผลงานนวนิยายที่มีมากเกือบ 70 เล่ม จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย เวลาที่เธอจะเขียนนิยายขึ้นมาสักเรื่อง แล้วจะนำเสนอความสดใหม่ของเนื้อหาของเรื่องราวได้อยู่ตลอด โดยปราศจากการหยิบยืมองค์ประกอบบางส่วนจากนิยายเล่มเก่าของเธอมาใช้
ด้วยความที่เจ้าตัวเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวนมาเยอะ ผลงานของเธอจึงมีสูตรสำเร็จบางอย่าง ที่แม้แต่นักอ่านอย่างเราก็พอจะสังเกตเห็น ว่านี่แหละคือวิธีการสร้างสรรค์เรื่องราวตามฉบับของอกาธาร์ คริสตี้

เมื่อพูดถึงราชินีแห่งวรรณกรรมสืบสวน คงเป็นไปไม่ได้ถ้าจะพูดข้ามหนึ่งในวิธีการเล่าเรื่องที่สำคัญที่สุดของเธอ อย่าง การเล่าเรื่องแบบ ‘Whodunit’ หรือก็คือการนำเสนอเรื่องราวโดยเน้นปริศนาว่า ‘ใครเป็นคนทำ’ ซึ่งมักมีจุดเริ่มต้นจากเหตุฆาตกรรมหรืออาชญากรรม แล้วให้ตัวละครในเรื่อง รวมถึงผู้อ่าน หาเบาะแสเพื่อเปิดเผยตัวตนของผู้กระทำที่แท้จริงออกมา
แต่ Whodunit ตามสไตล์ของอกาธาร์ มักนำเสนออกมาในรูปแบบวงปิด หมายถึงการตีกรอบตัวละครหลักให้อยู่ภายในกลุ่มตัวละครเฉพาะเจาะจง และบ่อยครั้งนิยายของอกาธาร์มักสร้างคดีฆาตกรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล เพื่อจำกัดผู้ต้องสงสัยให้อยู่ในวงแคบ มากกว่าการปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยเป็นใครก็ได้ ซึ่งนั่นทำให้ผู้อ่านอย่างเราจึงรู้สึกมีส่วนร่วมในการไขคดีไปพร้อมกับเนื้อหาได้มากกว่าด้วย
ในแง่ของตัวละคร อกาธาร์ถือเป็นนักเขียนสายสืบสวนอีกหนึ่งคนที่สร้างสรรค์ตัวละครให้มีมิติมากกว่าการเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยธรรมดาทั่วไป เพราะเธอมักสร้างตัวละครที่มีความหลากหลาย ทั้งนิสัยใจคอ ชนชั้น หรือกระทั่งอาชีพการงาน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญในงานเขียนของอกาธาร์ คริสตี้
ลองนึกภาพดู ถ้าผู้ต้องสงสัยเป็นไปได้ตั้งแต่คนระดับบนจนถึงระดับล่าง การจะปักธงชี้ชัดว่าใครเป็นฆาตกรก็จะยากและท้าทายขึ้น เพราะไม่ว่าใคร หรือมียศฐาบันดาศักดิ์หรือไม่ ก็สามารถเป็นฆาตกรได้หมด ตัวอย่างเช่น Murder on the Orient Express (1934) ที่รวบรวมผู้โดยสารจากหลากหลายชนชั้น ทั้งเจ้าหญิง ขุนนาง ครู พยาบาล หรือกระทั่งคนใช้ มาอยู่รวมกันในขบวนรถไฟที่เกิดเหตุฆาตกรรมปริศนาขึ้น
การจะรู้ความจริงของเรื่องราวทั้งหมด
จึงจำเป็นต้องสืบไปถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของทุกคน
มากกว่าจะตัดสินผ่านข้อมูลภายนอกของตัวละคร
แม้อกาธาร์จะใส่ผู้ต้องสงสัยมาเยอะ แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มมิติให้แต่ละตัวละครด้วยการใส่ความลับลวงๆ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ‘Red Herring’ ลงไปเป็นเบื้องหลัง ซึ่งมันไม่เพียงแต่ทำให้เราสับสนมากขึ้นเท่านั้น ในแง่ของความสมจริงของเนื้อหา การมีความลับลวงๆ ก็ช่วยให้ทุกตัวละครมีแรงจูงใจมากพอที่จะกระทำผิดได้ เมื่อเฉลยเนื้อเรื่องในตอนท้าย คนอ่านอย่างเราจึงมักไม่ค่อยตั้งคำถามหรือสงสัย เพราะราชินีนิยายสืบสวนคนนี้ได้ทำการอุดรอยรั่วเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว
ว่าด้วยการสับขาหลอกคนอ่าน นอกจากความลับลวงที่อกาธาร์ใส่มาแล้ว งานเขียนหลายชิ้นของเธอมักให้ตัวคนร้ายเป็นคนที่ดูท่าทางไม่มีพิษมีภัย หรือบางครั้งก็เป็นคนที่ไม่ได้มีเหตุผลในการลงมือทำชัดเจนเท่ากับคนอื่นๆ ทำให้หลายครั้ง เวลาเฉลยตัวคนร้ายในตอนท้าย อกาธาร์จึงสามารถสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้อ่านได้เสมอมา
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่นิยายทุกเล่มของอกาธาร์ คริสตี้จะเดินตามสูตรสำเร็จเหล่านี้ทั้งหมด เพราะหากเป็นเช่นนั้น คนอ่านก็คงคาดเดาได้ไม่ยากว่าใครจะเป็นคนร้าย เรื่องจะคลี่คลายไปในทิศทางไหน และคำตอบของปริศนาจะลงเอยอย่างไร และหากเป็นแบบนั้นจริง อกาธาร์ คริสตี้ก็คงไม่อาจครองตำแหน่งราชินีแห่งวรรณกรรมสืบสวนมาจนถึงทุกวันนี้ได้
จากสูตรสำเร็จของอกาธาร์สู่นิยายสืบสวนร่วมสมัย
ในปัจจุบันนิยายสืบสวนปรากฏให้เห็นเพิ่มมากขึ้น จากทั้งฝั่งตะวันตก เอเชีย หรือกระทั่งของไทยเราเอง ซึ่งนักเขียนแต่ละคนล้วนนำเสนอเรื่องราวสืบสวนออกมาแตกต่างกันตามแต่สไตล์และวิธีการเล่าของตัวเอง แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นิยายจำนวนไม่น้อยล้วนได้รับอิทธิพลไม่ทางตรงก็ทางอ้อมจากงานเขียนของอกาธาร์ คริสตี้

หลักๆ แล้ว งานแนวสืบสวนยุคปัจจุบันถอดแบบนิยายสืบสวนของราชินีผู้นี้มาด้วยกัน 2 รูปแบบ อย่างแรกกับการหยิบยืมองค์ประกอบหรือสูตรสำเร็จบางอย่างมาประกอบใช้ในนิยาย ตัวอย่างเช่น The Guest List (2020) ของ ลูซี่ โฟเลย์ (Lucy Foley) นิยายสืบสวนที่เล่าเหตุฆาตกรรมในงานแต่งงานซึ่งจัดขึ้นบนเกาะร้างนอกชายฝั่งไอร์แลนด์ เมื่อพายุทำให้ทุกคนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แขกที่มาร่วมงานซึ่งต่างมีความลับและอดีตอันดำมืด ทุกคนต่างค่อยๆ กลายเป็นผู้ต้องสงสัย จนท้ายสุดก็พบความจริงที่ว่าผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนล้วนมีแรงจูงใจในการก่อเหตุทั้งนั้น
เชื่อว่าหลายคนคงพอเห็นถึงเค้าลางสูตรสำเร็จของอกาธาร์ที่แฝงอยู่กับนิยายเรื่องนี้อย่างแน่นอน ทั้งการสร้างคดีฆาตกรรมในพื้นที่ปิด การนำเสนอตัวละครที่มีความแตกต่างกัน เหมือนจะไม่เกี่ยวกับ หากแต่มีการสอดแทรกเบื้องหลังให้แก่ทุกตัวละคร เพื่อสร้างความสับสนให้แก่คนอ่านอย่างเรา
ถ้าพูดในมุมของคนดูหนัง ก็คงนึกถึงเรื่อง Knives Out (2019) ภาพยนตร์แนวสืบสวนสไตล์ Whodunit ติดตลก ที่นำเสนอเรื่องราวคดีฆาตกรรมคุณปู่ ซึ่งได้นำตัวละครหลายตัวมาอยู่รวมกัน แถมตัวหนังยังได้นำเสนอเบื้องลึกเบื้องหลังอันแตกต่างกันไปของแต่ละคน จนคนดูอย่างไขว้เขว ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าใครกันแน่ที่เป็นฆาตกร
ในแบบที่สอง นักเขียนหลายคนก็ได้รับอิทธิพลมาจากโครงเรื่องของ อกาธาร์ คริสตี้ โดยตรง ไม่ได้หยิบมาแค่องค์ประกอบยิบย่อยบางอย่างแล้ว ลองนึกถึง ฆาตกรรมบ้านสิบเหลี่ยม ของ อายาสึจิ ยูกิโตะ (Yukito Ayatsuji) ที่ได้มีการนำโครงเรื่องของ And Then There Were None (1939) ที่ทั้งสองว่าด้วยเรื่องราวคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นบนเกาะอันแสนห่างไกล โดยทุกคนล้วนถูกฆ่าตายหมดเกลี้ยง แถมบนเกาะยังไม่มีใครอื่นอีกเลย นิยายสองเล่มนี้ขึ้นชื่อว่า เป็นนิยายสืบสวนที่คาดเดาได้ยาก แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ ที่โผล่มาเพียงไม่กี่หน้า ก็ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่จะพาผู้อ่านไปสู่ทางออกของปริศนาได้
แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบศตวรรษ ทว่าผลงานของอกาธาร์ ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนรุ่นหลังเสมอมา เธอจึงเปรียบเสมือนแบบพิมพ์สำหรับใครก็ตามที่อยากลองสร้างสรรค์ผลงานแนวนี้ ได้มาลองหยิบยืมองค์ประกอบหรือโครงสร้างของเรื่องมาปรับใช้กัน
มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนก็คงเข้าใจกันแล้ว ว่าทำไม อกาธาร์ คริสตี้ ถึงได้รับฉายาว่าราชินีแห่งวรรณกรรมสืบสวนสอบสวน