‘ตายละ เที่ยงคืนแล้วนี่ ฉันต้องไปแล้วค่ะ’
เสียงนาฬิกาตีครบ 12 ครั้ง บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ซินเดอเรลลาต้องรีบกลับจากงานเลี้ยงเต้นรำ ก่อนที่เวทย์มนต์จากแม่ฟ้าทูลหัวจะสลายไป ด้วยความรีบร้อนทำให้รองเท้าแก้วของเธอหลุดออกหนึ่งข้าง เพียงชั่วอึดใจซินเดอเรลลาก็เร้นกายหายลับออกจากวังไปโดยไม่ทันร่ำลา
เรื่องราวอมตะของหญิงรูปงามผู้อาภัพกับเจ้าชาย ถูกหยิบนำมาเล่าซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ใครๆ ต่างก็รู้บทสรุปของนิทานเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นมนต์เสน่ห์จากเรื่องชวนฝันก็ยังไม่เสื่อมคลาย ปี 2026 เรื่องราวของซินเดอเรลลาถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ในซีรีส์ Bridgerton ซีซั่น 4 ว่าด้วยเรื่องราวความรักต่างชนชั้นระหว่างไวส์เคาต์ผู้สูงศักดิ์และสาวเมดจากชนชั้นรากหญ้า
สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นเคย ในซีซั่นนี้เล่าผ่าน ‘เบเนดิกต์’ ลูกชายคนรองของบ้านบริดเจอร์ตัน ครอบครัวขุนนางชั้นสูงในยุครีเจนซี บังเอิญตกหลุมรักหญิงสาวปริศนา หรือ ‘โซฟี’ในงานเต้นรำสวมหน้ากาก โดยไม่รู้เลยว่าเธอคือสาวใช้ที่ปลอมตัวมา จนเป็นเหตุให้คนดูต้องคอยเอาใจช่วยว่าทั้งคู่จะสามารถลงเอยกันได้ไหม ในยุคสมัยการแบ่งชนชั้นยังเข้มข้น รวมถึงทางของหญิงสาวที่ต้องต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเอง

Bridgerton. (L to R) Yerin Ha as Sophie Beckett, Luke Thompson as Benedict Bridgerton in episode 401 of Bridgerton. Cr. Liam Daniel/Netflix © 2025
นอกจากเรื่องหลักแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำให้เราอดคิดถึงเรื่องถึงนิทานคลาสสิกซินเดอเรลลาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายและพี่สาวต่างแม่ 2 คน การทิ้งถุงมือแทนรองเท้าแก้ว หรือการได้รับความช่วยเหลือจากสาวใช้วัยชรา เหมือนกับนางฟ้าแม่ทูนหัว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเห็นเค้าโครงซินเดอเรลล่าจากหนังหรือซีรีส์ แต่ที่ผ่านมา ‘Cinderella trope’ ปรากฎให้เราเห็นอีกหลายครั้ง และถูกดัดแปลงไปนับครั้งไม่ถ้วน อะไรที่ทำให้เส้นเรื่องสุดน้ำเน่าอย่างซินเดอเรลลาอยู่ในใจของผู้คนแม้จะผ่านกาลเวลามาหลายทศวรรษ และกลายเป็นเรื่องเล่าคลาสสิกจนถึงทุกวันนี้
เรื่องเล่าสุดคลาสสิกของหญิงสาวอาภัพกับรองเท้าที่หายไป
นอกจากซินเดอเรลลาในชุดเต้นรำสีฟ้าฟูฟ่อง ที่หลายคนจดจำจากวอลต์ดิสนีย์ในปี 1950 แล้ว ย้อนกลับไปซินเดอเรลลาเคยปรากฎในเรื่องเล่ามาแล้วหลายเวอร์ชั่น แทรกซึมเกือบทุกวัฒนธรรมในโลกมาหลายพันปี แม้บางครั้งเธออาจใช้ชื่ออื่น หรือมีนิสัยต่างไปบ้าง แต่ท้ายที่สุดเรื่องราวมักจบลงอย่างสวยงามแทบทุกครั้ง
ซินเดอเรลลาถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ในอารยธรรมกรีก เล่าว่าหญิงคณิกาชื่อ ‘โรโดพิส (Rhodopis)’ ถูกนกอินทรีขโมยรองเท้าข้างหนึ่งแล้วบินข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนปล่อยรองเท้าลงบนตักของกษัตริย์แห่งอียิปต์ พระองค์ถือว่านี่เป็นสัญญาณจากสวรรค์ จึงออกเดินทางตามหาเจ้าของรองเท้า จนพบกับโรโดพิส และแต่งงานกับเธอในที่สุด
ฝั่งเอเชียก็มีเรื่องเล่าแนวเดียวกัน ปรากฎในจีนช่วงศตวรรษที่ 9 อย่าง ‘เย่เซียน (Ye Xian)’ หญิงสาวผู้อาภัพ อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงใจร้าย ได้รับพรวิเศษเพื่อร่วมงานเลี้ยง ก่อนเผลอทำรองเท้าหลุดหาย ซึ่งเจ้าชายได้ใช้เป็นเบาะแสเพื่อตามหาตัวเธอและได้ครองรักกันในที่สุด ในไทยเองก็มีเรื่องคล้ายๆ กัน อย่างเรื่อง ‘ปลาบู่ทอง’ ด้วยเช่นกัน
วันเวลาผ่านไปซินเดอเรลลาก็โลดแล่นไปตามเรื่องเล่าอีกหลายเวอร์ชัน ไม่ว่าจะเป็น Cenerentola (1634) จากอิตาลี ถือเป็นเวอร์ชั่นที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป หรือ Aschenputtel (1812) ฉบับพี่น้องกริมม์จากเยอรมัน ที่ถูกยกให้เป็นซินเดอเรลลาฉบับมืดมนจนโชกเลือด
แต่เวอร์ชันที่กลายเป็นภาพจำมากที่สุดคงเป็น The Little Glass Slipper (1697) ต้นฉบับของชาร์ลส์ แปร์โรต์ (Charles Perrault) นักเขียนชาวฝรั่งเศส เวอร์ชันนี้เป็นครั้งแรกที่ซินเดอเรลลามาพร้อมกับรถฟักทอง นางฟ้าแม่ทูนหัว และรองเท้าแก้ว เรื่องราวฉบับนี้โดนใจวอลต์ดิสนีย์อย่างจัง จนหยิบนำไปดัดแปลงเป็นอนิเมชั่น ประสบความสำเร็จถล่มทลาย เรียกได้ว่าคนเห็นรองเท้าแก้วเมื่อไหร่ เป็นต้องนึกถึงซินเดอเรลลาขึ้นมาทันที

Bridgerton. Yerin Ha as Sophie Beckett in episode 401 of Bridgerton. Cr. Liam Daniel/Netflix © 2025
เสน่ห์ของหญิงสาวรองเท้าแก้ว
แม้จะผ่านมาเนิ่นนาน แต่ทุกวันนี้ ‘cinderella story’ ก็ยังถูกหยิบมาเล่าใหม่ให้ร่วมสมัยอยู่เสมอ อย่าง A Cinderella Story (2004) รอมคอมต้นยุค 2000 ที่ใช้มือถือแทนรองเท้าแก้ว หรือ Another Cinderella Story (2008) ที่เปลี่ยนการเต้นรำในวังเป็นการเต้นรำแนวสตรีทแดนซ์
ถึงเรื่องราวเหล่านี้จะไม่มีเวทย์มนต์ รถฟักทอง หรือรองเท้าแก้ว แต่ทำไมทุกครั้งที่เราได้เห็นหญิงสาวอาภัพกับชายหนุ่มที่ตามหาความรักเป็นต้องนึกถึงซินเดอเรลลาทุกทีนะ? อันที่จริงนั่นเป็นเพราะเค้าโครงของซินเดอเรลลามักเป็นเรื่องเล่าที่เรามักพบเห็นได้ซ้ำๆ หลายยุคสมัย อย่างเรื่องครอบครัวที่ซับซ้อน หรือการทวงคืนสิทธิ์ที่เธอควรจะได้รับ
ทุกครั้งมักเริ่มต้นด้วยนางเอกที่เพียบพร้อมในชนชั้นกลางหรือค่อนข้างสูง มีบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก แต่มีชะตาอันน่าเศร้าจากการถูกรังแกโดยแม่เลี้ยง ทำให้เธอต้องพ้นไปชีวิตที่สุขสบาย นางเอกต้องพิสูจน์คุณค่าผ่านการทำงาน หรือการผจญภัยเพื่อหาทางกลับคืนสู่โลกเดิมของเธอ
เหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้อยู่เหนือกาลเวลาได้ คงเป็นเสน่ห์ของตัวเอกที่ใครๆ ก็อยากเอาใจช่วย อย่างการที่นางเอกสามารถลุกขึ้นจากจุดต่ำสุดและสามารถไต่เต้าไปสู่จุดสูงสุด เธอใฝ่ฝันที่จะได้ไปงานเต้นรำสักครั้ง และเธอก็ไม่รอช้าที่ทำทุกทางเพื่อทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง (แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากนางฟ้าแม่ทูนหัวก็ตาม)
แง่หนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความอดทน ความเข้มแข็ง และความกล้าเผชิญปัญหาของนางเอก และจุดนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับเธอได้ไม่ยาก ไม่ต่างจากโลกความจริงที่ความสำเร็จมักเกิดขึ้นจากการลงมือลงแรง แทนการนั่งรออยู่เฉยๆ เพียงอย่างเดียว
นอกจากตัวเอกแล้ว สิ่งที่ทำให้หลายคนชื่นชอบยังเป็นจุดจบที่น่าประทับใจและยุติธรรมเสมอ ในท้ายที่สุดตัวเอกมักได้รับรางวัลตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานกับเจ้าชาย หรือได้เลื่อนสถานะขึ้นมาแล้ว ขณะเดียวกันฝั่งตัวร้ายก็มักถูกลงโทษอย่างสาสม เหมือนแม่เลี้ยงที่สุดท้ายจะได้รับผลกรรมของตัวเอง
เส้นแบ่งระหว่างความดีและความชั่วที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่สามารถเข้าได้กับทุกวัฒนธรรมในโลก ที่ล้วนเชื่อมั่นในความดีงาม ความพยายาม และความโอบอ้อมอารี สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ซินเดอเรลลากลายเป็นพล็อตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม

Bridgerton. (L to R) Isabella Wei as Posy Li, Katie Leung as Lady Araminta Gao, Michelle Mao as Rosamund Li in episode 401 of Bridgerton. Cr. Liam Daniel/Netflix © 2025
การตีความใหม่ในยุคที่ผู้หญิงพึ่งพาตัวเองได้
แม้เราจะบอกว่าเรื่องราวชวนฝันของสาวรองเท้าแก้วเป็นเรื่องราวที่คาดเดาได้ แต่หลายครั้งพล็อตเรื่องของซินเดอเรลลาก็ไม่ได้ทำหน้าที่สอนใจผู้คนอย่างเดียว แต่ยังถูกเล่าในมุมวิพากษ์สังคม เสริมพลังผู้หญิง หรือสะท้อนสังคมได้ด้วยเหมือนกัน
ในแต่ละยุคซินเดอเรลลาทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป ในทศวรรษ 50 ที่ซินเดอเรลลาจากวอล์ตดิสนีย์เพิ่งออกฉาย ก็สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของสังคม ที่ช่วงขณะนั้นเพิ่งพ้นจากสงคราม เหล่าผู้หญิงต่างเหนื่อยล้าจากงานบ้าน แบกรับความคาดหวังที่ต้องแต่งงานในอายุยังน้อย หรือแม้แต่ความปรารถนาอยากจะแปลงโฉม แต่ติดที่ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เรื่องราวของซินเดอเรลลาจึงเหมือนเป็นการรวมทุกอย่างที่พวกเธอใฝ่ฝันไว้ทั้งหมด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงทศวรรษ 70 การลงเอยกับเจ้าชายไม่ใช่รางวัลที่ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแล้ว เมื่อผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น พวกเธอสามารถดูแลและพึ่งพาตัวเองได้ พื้นที่ของเพศหญิงไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในบ้านหรือห้องครัวอีกต่อไป เรื่องราวของซินเดอเรลลาจึงเริ่มถูกท้าทายและตีความใหม่อีกครั้ง
เรื่องราวของซินเดอเรลลาถูกตั้งคำถามท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการที่ผู้หญิงจำเป็นต้องรอแต่เจ้าชายจริงไหม หรือต้องยอมก้มหน้ายอมรับการกดขี่จากแม่เลี้ยงใจร้ายจริงหรือ ฯลฯ ตอนนี้รางวัลของซินเดอเรลลายุคใหม่ไม่ได้หมายถึงการลงเอยกับเจ้าชายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเติบโตในด้านตัวตน ทั้งความเข้มแข็ง และความกล้าหาญที่จับต้องได้มากขึ้น Cinderella (2015) หรือการขยับออกมาสำรวจชนชั้นมากขึ้น และความยากลำบากของผู้หญิง อย่างซีรีส์ Bridgerton ในซีซั่นล่าสุด
เวทย์มนต์ในเรื่องเล่าของซินเดอเรลลาไม่ได้มาจากนางฟ้าแม่ทูนหัวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความกล้าหาญที่กล้าคว้าความสุขมาให้ตัวเอง จึงทำให้ซินเดอเรลลาในสมัยใหม่เปล่งประกายกว่าที่ผ่านมา และน่าสนใจว่าในซินเดอเรลลาในอนาคตจะมีหน้าตาแบบไหนกัน
อ้างอิงจาก
scholarsarchive.library.albany.edu