“เธอโตมาในยุคหนังสือแบบไหนนะ”
“ฉันโตมาในยุคแจ่มใสน่ะ >_<”
อีโมติคอนหลังประโยค คือกิมมิกที่ขาดไม่ได้ เราใช้ชีวิตกับนางเอกและพระเอกที่ชื่ออลังการเหมือนจะหาไม่ได้ในชีวิตจริง นัยน์ตาสีขุ่น กับผมสีเฮเซลนัท คือโลกอีกใบที่แจ่มใสพาเราเข้าไปสัมผัส
เซ็ตนิยายไหนที่เธอชอบ นักเขียนคนไหนที่ต้องตามลุ้นว่าเขาจะออกเล่มใหม่ไหม เรื่องไหนที่เคยแลกกันอ่านกับเพื่อนแล้วอ่านจบในวันเดียว ทั้งหมดคือยุคสมัยที่แม้เวลาจะผันผ่านไป แต่ความสนุกจากหน้านิยายแจ่มใสยังคงอบอวลแจ่มชัดอยู่เสมอ
วันนี้ The MATTER มีโอกาสได้แกล้งสวมรอยเป็น ‘มยองนัง’ สาวน้อยที่อยู่บนหน้าทักทายแรกของนิยายแจ่มใส ไปพูดคุยกับ ‘ลูกชุบ’ นักเขียนที่ฝากผลงานไว้เป็นรอยยิ้มประดับบนหน้าแก้มของเหล่านักอ่าน ในยามที่ได้หยิบหนังสือของเธอขึ้นมาอ่าน ไม่ว่าจะเป็นเซ็ต Romeo, Runaway Theory, Darling, Sin Story และอีกมากมาย
เธอไม่เพียงสร้างสรรค์ผลงานที่ติดตรึงในความทรงจำ ทว่ายังเป็นแรงบัลดาลใจให้เด็กน้อยที่เก็บเงินค่าขนมเพื่อซื้อนิยายในวันนั้น โตมาเป็นนักเขียนในวันนี้
เราชวนเธอคุยในนาม ‘พี่ลูกชุบ’ นักเขียนคนโปรดอยู่นาน ไล่เรียงกันตั้งแต่เส้นทางการเป็นนักเขียน จุดพลิกผัน และความฝันในอนาคต ซึ่งทั้งหมดกำลังรอทุกคนอยู่ในบทสัมภาษณ์นี้แล้ว

ชีวิตนักเขียนไม่มีวันหมดอายุ
“เริ่มกันที่นิยามตัวเองดีไหมคะ ว่าเราเป็นใคร ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่”
เราเริ่มต้นการพูดคุยด้วยการให้พี่ลูกชุบแนะนำตัวเอง และนิยามสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็น เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นเธอมาในหลากหลายบทบาท ทั้งการเป็นนักเขียน เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า และล่าสุดคือการเป็นนักจิตวิทยาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
“ชื่อลูกชุบนะคะ ถ้าให้นิยามตัวเอง ตอบยากมากเลย อันนี้เป็นคำถาม philosophical crisis เลยนะเนี่ย”
“คือพี่มองว่าตอนนี้เป็นนักจิตวิทยา เพราะว่าเป็นอาชีพที่ทำหลักๆ อยู่ ส่วนนักเขียน เรียกได้ว่าก็ยังเป็นอยู่ เพราะพี่คิดว่านักเขียนมันไม่มีวันหมดอายุ ตราบใดที่หนังสือเรามันยังอ่านได้อยู่ มันก็ยังเข้าถึงได้ มีลง meb อะไรแบบนี้ ก็มองว่าเป็นนักเขียนด้วย แต่แค่ว่าตอนนี้เป็นอยู่พักเบรกเรื่องการเขียนไปโฟกัสไปอย่างอื่นมากกว่า”
พี่ลูกชุบเล่าย้อนให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นการเป็นนักเขียน นั่นคือในช่วงอายุราว 13 ปี สมัยที่หนังสือชุด Harry Potter กำลังดัง ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่าน ชอบเขียน การลองผิดลองถูกบนโลกของนิยายจึงเริ่มต้นขึ้น เธอเริ่มเขียนนิยายลงเว็บ Dek-D ทว่านิยายเรื่องแรกแนวแฟนตาซีต้องปิดตัวลง เพราะจินตนาการในวัยนั้นยังไม่กว้างไกลพอ แต่ก็เจอเข้ากับเส้นทางความสนุกใหม่ๆ จากการ์ตูนญี่ปุ่น และนิยายของฟากฝั่งเกาหลี
“นักเขียนเกาหลีชื่อควียอนี ที่แจ่มใสเคยเอาเข้ามาแล้วดังมาก ตอนนั้นบูมมากในไทย แล้วพี่รู้สึกว่านิยายแบบนี้มันเขียนได้ด้วย มันไม่ต้องเขียนบรรยายเยอะๆ ก็ได้ มันเขียนเป็นอิโมติคอน เนื้อหาก็บอกเล่าชีวิตธรรมดาทั่วๆ ไป ไม่ต้องแฟนตาซีก็เขียนนิยายได้นี่นา ก็เลยเริ่มเขียนลง Dek-D แล้วก็ได้อันดับ 1 ติดกันยาว จนได้ตีพิมพ์กับ 1168 ก่อน 2 เล่ม แล้วก็ค่อยย้ายมาแจ่มใส ประมาณอายุ 15 ค่ะ”
เรียกได้ว่าก้าวแรกในเส้นทางนักเขียนมาถึงเร็วกว่าที่ใครคาด เด็กหญิงที่ยังไม่ทันเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็นนางสาว ก็มีผลงานตีพิมพ์แล้วหลายเล่ม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ลูกชุบ’ กับคำว่า ‘นักเขียน’
การเริ่มต้นตั้งแต่ขวบวัย 13 ทำให้คำถามถัดมาเกิดขึ้นในหัวเราทันทีว่าแล้วเด็กในวัยนั้น เสาะหาวัตถุดิบจากไหนมาสร้างสรรค์งานเขียนได้มากมายขนาดนี้
พี่ลูกชุบบอกกับเราว่านิยายที่ตัวเองเขียนส่วนมากจะเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวัน วัยเรียน ไปกินข้าว ดูหนัง เที่ยวเล่นกับเพื่อน ก็เอาส่วนนั้นมาเขียน แต่ในพาร์ทความรักอาจจะต้องจิตนาการเอาสักหน่อย อาศัยการดูมิวสิกวิดีโอ ละคร และการ์ตูน เพราะในตอนนั้นยังไม่ได้มีประสบการณ์ด้านความรัก ส่วนถ้าตัวละครต้องเดินทางไปต่างประเทศในเมืองที่ไปเคยไป ก็จะต้องรีเสิร์ชเยอะมากขึ้น ตอนนั้นก็จะใช้วิธีซื้อหนังสือนำเที่ยวมาเปิดอ่าน ดูหน้าตาเมือง ร้านค้า สถานที่ต่างๆ ประกอบการเขียนเอา
และแน่นอนว่าการเริ่มต้นเร็ว ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ช่วงวัยที่ควรจะได้เล่นสนุกกับเพื่อน ได้เติบโตแบบที่ไม่ต้องมีภาระอะไรนอกจากเรียนและสอบ กลับต้องสละความสนุกสนานบางส่วนในช่วงวัยนั้น มาทำงานร่วมกับผู้ใหญ่นับสิบ
“ข้อดีมันก็เยอะนะ หนึ่งก็คือเรื่องเงิน เรามีอิสระทางการเงินตั้งแต่เด็ก สองก็คือพี่คิดว่ามันทำให้เราไม่ต้องรอเรียนจบถึงจะเริ่มต้นอาชีพได้ มีหลายคนนะ นักเขียนแจ่มใสที่เรียนไปทำงานไป มันก็ทำให้เรารู้ระเบียบวินัยในการทำงานมาตั้งเด็ก เพราะว่าแจ่มใสก็เป็นองค์กรใหญ่ เราต้องมีความรับผิดชอบ ถ้าเราสัญญากับเขาว่าเราจะเขียนนิยายให้จบภายในเดือนนี้ เพราะเราจะออกงานหนังสือ เราก็ต้องเขียนให้จบภายในเดือนนี้ เราสัญญากับเขาว่าเราจะไปงานหนังสือ เราสัญญากับเขาว่าเราจะไปทัวร์ต่างจังหวัด เราก็ต้องทำตัวเองให้ไปได้ ต้องดูแลสุขภาพให้เราสามารถทัวร์ครบได้ 7-8 วัน”
“แต่ว่าสิ่งที่หายไป ซึ่งอันนี้มารีเฟล็กได้ตอนโตก็คือว่า มันก็มีบางส่วนของความเป็นเด็กของตัวเราที่เราหายไป เพราะมันกลายเป็นว่าเราเหมือนเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ต้องไปงาน ต้องสังสรรค์ ต้องเข้าใจตลาด มันบังคับให้เรามองตลาด มองกลุ่มลูกค้า เหมือนที่บอกมีระเบียบวินัย ก็คือกลับบ้านมาก็จะเขียนนิยาย อยู่ที่โรงเรียนบางทีก็แอบไปหลับในห้องหรือแอบไปอยู่ในห้องพยาบาล เพราะว่าเขียนได้จนดึก”
แม้ว่าจะต้องสละความเป็นเด็กของตัวเองไป แต่เมื่อเราถามว่า “แล้วรักที่จะเขียนสิ่งนี้ไหม” พี่ลูกชุบก็บอกกับเราทันควัน ด้วยแววตาและน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจว่า
“รักมากๆ ไม่รักไม่ทำหรอกเพราะว่าเหนื่อยมาก เพราะว่ามันทั้งเขียนนิยาย ทั้งเรียนหนังสือ แล้วก็ยังมีชีวิตส่วนตัวที่เราต้องใช้ แต่รักการเขียนมาก”

เพราะแจ่มใสคือคัลเจอร์
แน่นอนว่า เมื่อมีโอกาสได้คุยกับนักเขียนแจ่มใสทั้งที สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้ก็ต้องเป็นเรื่องยุคสมัยของนิยายแจ่มใสที่หลายคนเคยผ่านมา ทั้งชื่อตัวละคร การใช้อิโมติคอน หรือการบรรยายรูปลักษณ์ของพระเอกนางเอก ที่กลายเป็นเรื่องขบขันจนหลายคนหยิบมาแซวกันทุกวันนี้ สำหรับตัวนักเขียนเองแล้ว มองเรื่องนี้กันยังไง
“พี่คิดว่าชื่อตัวละครก็เป็นหนึ่งคัลเจอร์ของแจ่มใส ถ้าถามพี่นะ พี่ก็ทำแบบนั้นอยู่ประมาณเล่มแรกๆ แล้วตอนหลังก็จะเริ่มเปลี่ยน เพราะเราโตขึ้นอ่ะเนอะ”
“คนชอบล้อว่า นัยน์ตาสีขุ่นเป็นต้อรึเปล่า มันก็คือคัลเจอร์ในยุคนั้นที่บอกว่า มันดู mysterious มันดูสวย สีมันเหมือนคริสตัล มันก็เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น เหมือนซีรีส์เกาหลีช่วงที่เข้ามาในไทยยุคแรกๆ ทุกอย่างมันมีซิกเนเจอร์ของมันหมด และพี่คิดว่าซิกเนเจอร์ของแจ่มใส แง่หนึ่งมันก็คือชื่อที่มันออกจะ unrealistic หน่อย แต่ว่าลองไปอนุบาลใกล้บ้านดู เผื่อว่าจะเปลี่ยนใจว่าแจ่มใสก็ธรรมดา” พี่ลูกชุบแซว
ก่อนจะขยายความถึงยุคสมัยของแจ่มใสที่เคยสัมผัสมา
“ส่วนตัวพี่จะมองว่าแจ่มใสคือคัลเจอร์ในเด็กยุคนั้น คัลเจอร์ของคนที่ต้องสะสมที่คั่นหนังสือ คัลเจอร์ที่ทุกคนอ่านหนังสือแล้วแบ่งกันอ่าน แล้วก็ เฮ้ย อย่าทำของเราพังนะอะไรอย่างนี้”
“คัลเจอร์ที่ต้องหลบครู เพราะว่าครูไม่ให้อ่านแจ่มใส เอาเข้าห้องสมุดไม่ได้ คัลเจอร์กับการไปต่อแถวงานหนังสือ พี่จำได้ว่าตอนงานหนังสือต้องนั่งเซ็นต่อเป็นชั่วโมงๆ เพราะนักอ่านเขามารอเป็นชั่วโมงเหมือนกัน คัลเจอร์ที่ทุกคนไปงานหนังสือ มีกิจกรรมร่วมกับแจ่มใส ช่วงหนึ่งมีงานเป็นเกม แบ่งเป็นทีมนักเขียน หรืออะไรแบบนี้”
รอยยิ้มของพี่ลูกชุบปรากฏขึ้นตลอดการพูดคุย และเราก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วยเช่นกัน คงเพราะเห็นภาพตัวเองสมัยเด็กที่กำลังแอบเปิดหนังสืออ่านใต้โต๊ะเรียน เห็นภาพตัวเองเมาท์กับเพื่อนอย่างออกรสว่าชอบเล่มไหน จองเป็นนางเอกคนไหน จนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า แจ่มใสเป็นหนึ่งในสิ่งที่เปิดโลกการอ่านของเราให้กว้างไกล แม้จะไม่ใช่หนังสือที่อ่านแล้วได้รับความรู้แบบเต็มเปี่ยม แต่การันตีได้ว่าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วได้รอยยิ้มแน่นอน แถมเมื่อหวนกลับไปคิดถึงวันวานเหล่านั้นเมื่อไหร่ก็ยังยิ้มออกมาได้ไม่เปลี่ยน
“พี่มองว่าการอ่านนิยายมันคือ escapism มันคือการที่คนเราโดนดึงออกไปจากโลกแห่งความจริง มีพักเบรกแป๊บหนึ่ง มันไม่ต่างอะไรจากการที่คนแบบ ไถดู TikTok หรือว่าอ่านแบบนิยายออนไลน์สมัยนี้ เพราะมันคือการที่เราออกจากปัจจุบันของเราตรงหน้า สักแป๊บนึงไปทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นความ realistic มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น”
“ที่พวกเรามองกลับไปแล้วยังหัวเราะ รู้สึกว่าคิกคักอะไรกัน เพราะเราโตขึ้น เพราะว่าเราได้ประสบการณ์จากโลกมากขึ้น เรารู้แล้วว่าตัวละครมันไม่น่าจะเป็นชื่อประมาณนี้ แต่ในยุคนั้นมันก็มีฟังก์ชั่นของมัน”
พี่ลูกชุบยังเล่าเสริมอีกว่า แม้แต่ในตอนที่จะกลับไปรีไรต์งานเก่าๆ อ่านเองก็มีรู้สึกจั๊กจี้บ้าง แต่ตราบใดที่เนื้อหาไม่ได้เป็นปัญหา การปล่อยให้นิยายดำเนินไปในทิศทางเดิมที่มันเป็น ก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร เราอาจจะไม่ต้องเข้าใจมัน 100% ในวันนี้ก็ได้ แต่ถือว่ามันได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้วในยุคสมัยนั้น และทั้งนักเขียนและนักอ่าน น่าจะวิพากษ์วิจารณ์สิ่งเหล่านี้ด้วยความสุภาพและเห็นอกเห็นใจกันได้
เมื่อพูดคุยมาถึงยุคสมัยของแจ่มใส เราก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อถึงความสุขที่นักเขียนได้รับจากเหล่านักอ่าน การได้รับแรงซัปพอร์ตอย่างท่วมท้น จนแจ่มใสกลายเป็นคัลเจอร์ของเด็กในสมัยนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย และประเด็นนี้เองก็ทำให้พี่ลูกชุบยิ้มกว้างออกมาในระหว่างที่พูดคุย
พี่ลูกชุบเล่าให้ฟังว่าในทุกครั้งที่ได้เจอนักอ่าน คำพูดที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “ชอบพี่มากเลย หนูอ่านทุกเซ็ต หนูมีทุกเล่มเลย” และนั่นก็คือกำลังใจสำคัญที่ทำให้คนคนหนึ่งเขียนหนังสือติดต่อกันมาได้เป็นสิบๆ ปี
แค่โมเมนต์เล็กๆ ที่เกิดจากการพูดคุยสั้นๆ บอกเล่าชอบผลงานและรอติดตาม ก็ทำให้ความสุขไหลแผ่ไปทั่วร่างได้แล้ว
“เหมือนที่เขาบอกว่า คนเราถ้าทำอะไรแล้วมีคนชื่นชมชื่นชอบ มันเป็นกำลังใจให้เราทำต่อ”
นอกจากความประทับใจที่นักอ่านเติบโตมาพร้อมกับเราแล้ว อีกความน่ารักของนักอ่านที่พี่ลูกชุบประทับใจ จนแอบมีเสียงหัวเราะก็คือ ไม่ว่าจะไปที่ไหน มักมีเสียงกระซิบตามมาทวง Sin Story อยู่เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งบนฟ้าก็ตาม
“คือพี่รู้สึกว่าพี่โดนทวง Sin Story จากทุกที่ ตอนนั้นเดินอยู่เกาหลี เดินอยู่กับเพื่อนแล้วก็มีน้องเดินมา ‘พี่ลูกชุบป่ะคะ ชอบ Sin Story มากเลย หนูรอเล่มต่อไป’ เลยแบบโอ้โห นี่อยู่เกาหลี ยังหนีไม่พ้นเลยว่ะ หรือแบบขึ้นไฟลท์กลับจากเชียงใหม่ กำลังจะเดินไปที่นั่งตัวเอง แล้วก็เจอนักอ่านทัก ‘พี่ลูกชุบรึเปล่าคะ หนูชอบ Sin Story มากๆ รออยู่นะคะ’ เลยบอกกับตัวเองว่า นี่อยู่กลางอากาศ กูยังหนีไม่พ้นเลยเหรอวะเนี่ย พี่คิดว่านั่นเป็นความประทับใจเหมือนกัน”
ชีวิตของหนูแฮมสเตอร์ในวงล้อ
ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง ชีวิตก็ไม่ได้ปูทางให้เราเป็นเส้นตรง
พี่ลูกชุบเล่าให้เราฟังถึงการใช้ชีวิตในบทบาทนักเขียนตั้งแต่อายุ 13 เรื่อยมานับ 10 ปี เป็นการใช้ชีวิตราวกับเป็นหนูแฮมสเตอร์ที่กำลังวิ่งอยู่ในวงล้อไม่มีหยุดพัก แม้จะรักในการเขียนมากขนาดไหน ดีใจที่มีคนซัปพอร์ตมากเพียงใด แต่ด้วยระยะเวลาแสนยาวนานนั้น จุดอิ่มตัวก็มาถึง
หลังจบปริญญาตรีในสาขาแฟชั่น พี่ลูกชุบก็เลยลองขยับขยายตัวเองไปเทคคอร์สระยะสั้นด้านแฟชั่นที่มิลานต่อ แม้จะสนุกกับการเรียน แต่ก็ยังไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นเป้าหมายใหม่ของชีวิต จนตัดสินใจลองข้ามสายไปต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา เพราะอยากเข้าใจและเผชิญหน้ากับ identity crisis ของตัวเองดูสักครั้ง
“ปี 2019 ก่อนโควิดพี่มาเรียนต่อ เพราะว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่ถึงจุดอิ่มตัวจากการเป็นนักเขียน แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่รู้สึกตื่นเต้นกับงานเขียนอีกต่อไป มันเป็น massive writer’s block เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าพี่เขียนหนังสือไม่หยุดมาตั้งแต่อายุ 13 แล้วก็ตีพิมพ์ตอนอายุ 14 และหลังจากนั้นมาไม่เคยหยุดเขียนหนังสือเลย ทุกปีต้องมีอย่างต่ำ 1-2 เรื่อง แล้วมันก็มีปีที่ช่วงพีคๆ ของแจ่มใส ที่เขียนปีละ 6-7 เรื่อง บางปีก็ 8 เรื่องด้วยซ้ำ เพราะว่าต้องเขียนเผื่อปีหน้า เพราะฉะนั้นพี่รู้สึกว่ามันเหมือนเราอยู่บนจักรที่แฮมสเตอร์วิ่ง เราวิ่งจนเราไม่ได้หยุดเลย”
“ตลอด 10 ปี พี่ไม่หมดแพสชั่นในการเขียนเลยนะ ไม่มีเลย แต่พอถึงเวลามันหยุดเหมือนล้อหลุด หยุดเลย อาจจะเพราะว่า 10 ปี มันเป็นเหมือนโลกบับเบิ้ล เราอยู่ในวงจรที่ โอเค เราต้องวางแผนกันที่ต้นปี พี่จะวางแผนกันว่าปีนี้จะเขียนกี่เล่ม เพราะว่าเรามีเดดไลน์ เรามีคนอื่นที่ทำงานด้วย… พอหยุดปุ๊บก็หยุดแบบหยุดเลย เพราะว่าเหนื่อย”
แม้ใจจะรักในการเขียนขนาดไหน แต่กายก็ต้องพักลงบ้าง และนับว่าเป็นโชคดี เพราะเราได้เห็นรอยยิ้มจากพี่ลูกชุบ เมื่อเขาเล่าถึงการเรียนจิตวิทยาที่ค้นพบแล้วว่าชอบในสิ่งนี้ รวมถึงกำลังต่อยอดในด้านนี้ได้อย่างดี
“ระหว่างเรียนไปครึ่งปี รู้สึกว่าชอบจิตวิทยามาก ชอบแล้วอยากจะไปต่อ ก็เลยเรียนโทใบ 2 ต่อ พี่เลือกสายเฉพาะทาง forensic คือสายนิติจิตวิทยา ทำงานกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบความยุติธรรม เช่น คนที่ออกจากคุก คนที่ยังอยู่กับกรมควบคุมความประพฤติ เราก็สนับสนุนเขา พาเข้าสู่กระบวนการบำบัด หรือว่าพัฒนาสุขภาพจิตเขาเพื่อไม่ให้เขากลับไปก่อคดีอีก แล้วมันก็เป็นจังหวะที่ดันหางานได้พอดี ถึงเป็นจุดนี้ก็ประมาณ 6 ปีกว่าแล้ว”
เหล่านักอ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งร้องไห้เสียใจไป เพราะพี่ลูกชุบยังไม่ได้ทิ้งการเขียนไปไหน แค่พักเบรกเส้นทางนี้ไว้ ไปเติมพลังความครีเอทีฟให้ตัวเองอยู่
“ถามคิดถึงไหม คิดถึงนะ แต่ว่าก็ไม่ได้รู้สึกว่ารีบร้อน… พี่รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เราต้องอยู่ในจุดในชีวิตที่เรารีแล็กซ์มากๆ เพราะว่ามันคือการปลดล็อกส่วนความครีเอทีฟของเรา แต่ไม่ใช่ไม่อยากเขียนนะ ก็ยังมีแตะๆ รีไรต์งานเก่าๆ อยู่บ้าง”
คงเหมือนอย่างที่พี่ลูกชุบบอกไว้ว่านักเขียนเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่มีวันหมดอายุ ก่อนจากกันไปเราเลยหยิบยกเอา 2 คำถามสุดท้าย ที่ชวนให้พี่ลูกชุบได้ย้อนคิดถึงเด็กหญิงวัย 13 คนนั้นดูว่า ถ้าบอกกับตัวเองในวันนั้นได้ อยากจะบอกว่าอะไร
“อยากจะบอกว่าเขียนไปเถอะ อยากให้กล้าลองมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เขียนต่อไป แล้วก็ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น ทำเลยที่อยากทำ”
และแน่นอนว่าถ้าได้พูดกับตัวเองในอดีตแล้ว คำถามสุดท้ายก่อนจากกันก็ต้องเป็น ฝากอะไรถึงลูกชุบในอนาคตข้างหน้าสักหน่อย
“ฉันหวังว่าเธอจะเขียนหนังสือสักเล่มได้แล้ว หวังว่าเธอจะจบหนังสือสักเล่ม หวังว่า Sin story จะมีเล่ม 5 ออกมาสักที เพราะว่าโดนทวงทุกที่เลย”
“แล้วก็คงบอกเราในตอนอายุ 40 กว่าว่า ขอให้หาความสุขในการเขียนเจออีกครั้งหนึ่ง”
เราในฐานะนักอ่าน ก็จะรอด้วยความยินดี และขอให้พี่ลูกชุบเจอความสุขในการเขียนอีกครั้งเช่นกัน
