ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากทีเดียวสำหรับเกมจากค่ายเล็กและค่ายอินดี้ สาเหตุหลักคือการต้องแข่งกับบรรดาเกมระดับ AAA จากค่ายยักษ์ใหญ่ที่พร้อมใจกันวางขายให้เกมเมอร์ได้เล่นตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่ Resident Evil Requiem เมื่อตอนต้นปี Pragmata และ 007 First Light ตอนเข้าใกล้กลางปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาของ Grand Theft Auto VI (GTA 6) ในเดือนพฤศจิกายน เกมแฟรนไชส์ดังที่เกมเมอร์ทั่วโลกรอคอยจะได้เล่น เกมที่สร้างกระแสถึงขนาดค่ายเกมแทบทุกค่ายยอมหลีกทาง ไม่วางขายเกมในเดือนดังกล่าว
ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของตลาดเกมในปี 2026 โชคดีที่ยังมีเกมจากสตูดิโอค่ายเล็กไม่กี่เกมที่พอจะหาลู่ทางของตัวเอง ให้มุดตัวออกมาเฉิดฉาย และไม่ถูกรัศมีของเกมค่ายใหญ่กลบไปเสียก่อน เกมที่ผมกำลังพูดถึงคือ Mina the Hollower ซึ่งถ้าพูดชื่อ Yacht Club Games สตูดิโอเจ้าของเกมนี้ หลายคนก็อาจจะร้องอ๋อกันบ้าง เพราะนี่คือสตูดิโอผู้พัฒนาเกมเดียวกันกับเกม Shovel Knight (2014) เกมแนวแพลตฟอร์มเมอร์ที่เคยสร้างความประทับใจให้แฟนเกมเรโทรมาก่อน

ความจริงแล้ว Mina the Hollower ไม่ได้จะมาเป็นเกมชูโรงของ Yacht Club Games ตั้งแต่แรก ตัวเกมเริ่มจากการเป็นโปรเจ็กต์เล็กๆ ของ อเล็ก ฟอล์กเนอร์ (Alec Faulkner) นักพัฒนาเกมของสตูโอที่ต้องการฝึกทักษะการเขียนโค้ดและออกแบบอาร์ตสไตล์ เผอิญว่าโปรเจ็กต์นี้ดันไปเตะตาผู้จัดการของสตูดิโอเข้า ก่อนที่ต่อมาจะเปิดให้มีการระดมทุนผ่าน Kickstarter จะได้รับเงินสนับสนุนกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และกลายมาเป็นเกมหลักที่อยู่กระบวนการพัฒนาเกมของสตูดิโอในที่สุด
เกมนี้พัฒนาขึ้นด้วยความตั้งใจของฟอล์กเนอร์ที่อยากจะใช้งานภาพแบบ 2D ให้ดูคล้ายกับเกมในยุคสมัยเครื่องเล่น Game Boy Color ซึ่งเขาเคยเล่นในวัยเด็ก และเป็นเกมผจญภัยมุมมอง top-down ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก The Legend of Zelda: Link’s Awakening DX (1998)

ในเกมเราจะได้รับบทเป็นตัวละครหนูชื่อ ‘มินา (Mina)’ นักประดิษฐ์ผู้สร้างเครื่องกำเนิดพลังงานสปาร์ก แหล่งพลังงานอันเป็นที่มาของความรุ่งโรจน์บนเกาะเทเนบรัส (Tenebrous Isle) เรื่องเริ่มต้นเมื่อวันหนึ่งเธอได้รับจดหมายจากให้กลับไปยังเทเนบรัส เพื่อซ่อมแซมเครื่องกำเนิดพลังงานที่ทำงานผิดปกติ
ระหว่างเดินทางไปยังเกาะ เรือที่มินาเดินทางมาถูกสัตว์ประหลาดตัวมหึมาโจมตี โชคเข้าข้างที่เรือมาอับปางใกล้ฝั่งพอดิบพอดี มินาจึงรีบรุดหน้าไปออสเซ็กซ์ (Ossex) เหมืองหลวงของเทเนบรัส เพื่อหารือกับ ‘ไลโอเนล (Lionel)’ เจ้าเมืองและสหายเก่า แต่ไม่ทันไรเธอก็ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ธอร์น (Thorne)’ หัวหน้าองครักษ์ของไลโอเนลที่ต้องการขัดขวางแผนการฟื้นฟูเครื่องกำเนิดพลังงานด้วยเหตุผลบางอย่าง หลังไล่ธอร์นให้ล่าถอยไปได้ ไลโอเนลได้ขอมินาช่วยเดินทางไปรอบเกาะเพื่อซ่อมเครื่องกำเนิดพลังงานอีกหกเครื่องที่เหลือ (มีเพียงหนึ่งเครื่องในเมืองออสเซ็กซ์ที่ยังใช้การได้)
…การผจญภัยของมินาจึงเริ่มขึ้นนับแต่จุดนี้

ความเพลิดเพลินที่เรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของ Mina the Hollower อยู่ตรงที่ความอิสระที่ได้ผจญภัยนี่แหละครับ หลักจากรู้ถึงภารกิจที่ต้องไปซ่อมแซมเครื่องกำเนิดพลังงานตามที่ต่างๆ เกมก็ไม่ได้บอกอะไรกับผู้เล่นเลย สิ่งที่มีก็มีแต่อาวุธเริ่มต้นในมือ ที่เกมให้เลือกตั้งแต่อยู่บนเรือระหว่างถูกสัตว์ประหลาดโจมตี อาวุธที่ผมเลือกมามีชื่อว่า Blaststrike Maul ค้อนใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายลูกโม่ปืน นอกเหนือไปจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้เล่นเองล้วนๆ เกมไม่มีแถบเควสต์แสดงขึ้นมาว่าต้องไปที่ไหนหรือคุยกับใครก่อน ไม่มีมินิแมพให้ดู เราจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ตามใจและตามแต่ที่ศักยภาพจะไปถึง
การหลงทางบนเกาะเทเนบรัสกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าหลงใหลไปโดยปริยาย แต่ละส่วนของเกาะจะมีภูมิประเทศที่แตกต่างกันไป หากเดินทางไปยังฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เราจะพบกับ Septemburg พื้นที่เกษตรกรรมที่ห้อมล้อมด้วยฤดูใบไม้ร่วงอยู่เสมอ แถมพืชผลทางการเกษตรของที่นี่ยังมีชีวิตอีกต่างหาก!
จากนั้นเมื่อเดินทางลงมาทางใต้จะพบดินแดน Nox’s Bayou พื้นที่ชุ่มน้ำที่น้อยคนจะย่างกรายเข้าไป เพราะคงไม่มีใครอยากเจอสัตว์นักล่าขนาดใหญ่และน้ำลึกที่หากจมลงไปก็มีอันเป็นไปทันที หรือถ้าเดินทางไปฝั่งตะวันออก มาทางขวาของเมืองออสเซ็กซ์เล็กน้อย ก็จะพบกับ Queensbury Crypt พื้นที่สุสานขนาดใหญ่ ดินแดนที่เหล่าคนตายฟื้นคืนชีพ การที่เกมไม่มีแผนที่ที่ชัดเจนทำให้เราพลัดหลงไปยังดินแดนอื่นโดยไม่รู้ตัว

หลายครั้งในระหว่างที่เดินทางสำรวจ เราอาจจะทั้งบังเอิญและไม่บังเอิญไปเจอเข้ากับพื้นที่ลับที่ซุกซ่อนไว้ แต่การจะเข้าไปถึงสถานที่เหล่านั้นได้อาจต้องอาศัยเส้นทางลับ เทคนิคพิเศษ และอุปกรณ์เสริมบางอย่าง ผมลืมบอกไปว่า ตามเนื้อเรื่อง มินาเป็นสมาชิกของกิลด์ Hollower ที่อุทิศตนให้กับการศึกษาโลก เธอจึงมีทักษะที่สามารถมุดลงไปใต้ดินชั่วคราว และการมุดดินนี้เองที่เป็นกลไกสำคัญของเกม ที่นอกจากจะช่วยในการหลบหลีกศัตรูแล้ว ยังทำให้สามารถเข้าถึงยังพื้นที่ลับต่างๆ ได้ และอย่างที่บอกไป การจะไปยังพื้นที่บางแห่งที่ถูกซ่อนเร้นยังจำเป็นต้องอาศัย อาวุธเสริม (sidearms) และเครื่องประดับ (trinket) ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวแต่ต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ข้างคฤหาสน์ของไลโอเนลมีเหวกว้างที่แค่การกระโดดของมินาเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถผ่านไปได้ เทคนิคหนึ่งที่สามารถใช้ได้คือการใช้ Wallower’s Gauntlets หนึ่งใน trinket ที่ช่วยให้มินามุดตัวไปตามกำแพงได้ ก่อนจะใช้ Drill Driver หนึ่งใน sidearms ที่ทำให้มินาพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อรอดไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเหว

แน่นอนว่า sidearms และ trinket หลายอันสามารถใช้เป็นตัวช่วยในการต่อสู้ได้ด้วย
ผลลัพธ์ที่รออยู่ของการเข้าไปถึงพื้นที่เหล่านี้ได้ก็มีทั้งการได้ bonestone เพื่อใช้ซื้อของหรืออัปเกรด การได้ sidearms และ trinket ใหม่ๆ มาใช้งาน หรือแม้กระทั่งเจอบอสลับไปเลยก็มี ระบบเกมเกมนี้ โดยเฉพาะการออกแบบพื้นที่ลับตามจุดต่างๆ จึงสร้างแรงจูงใจให้เราอยากออกสำรวจ ออกเสาะหาพื้นที่เหล่านี้ อีกทั้งยังให้โอกาสเราได้ลองพลิกแพลง ใช้ไอเทมที่มีเพื่อหาทางไปต่อให้ได้ สร้างความท้าทายที่กลายเป็นความรู้สึกถึงความสำเร็จเมื่อเอาชนะได้
หากว่ากันตามตรง Mina the Hollower เป็นเกมที่ยากเอาเรื่องเลยครับ การออกแบบระบบเกมโดยอ้างอิงเกมแนว soulslike ส่งผลให้ระบบการต่อสู้และศัตรูในเกมเรียกว่าโหดหินสุดๆ โดยเฉพาะดาเมจการโจมตีจากมอสเตอร์ธรรมดาๆ ที่รุนแรงถึงขั้นโดนโจมตีสามหรือสี่ที่ ก็อาจทำให้เราลงไปนอนกองกับพื้นได้เลย แถมยังถูกจำกัดให้โจมตีได้แค่สี่ทิศทาง คือ บน ล่าง ซ้าย ขวา ผิดกับศัตรูที่จะโจมตีจากทิศทางไหนก็ได้
ไม่ใช่แค่นั้น เราอาจจะต้องหัวเสียกับการมีชีวิตเดียว เพราะการตายโดยไม่มีดวงไฟสปาร์กเหลืออยู่ เท่ากับว่าต้องสูญเสียโบนส์ (bones)—สกุลเงินในเกม—ทั้งหมดที่เก็บมาได้ หากไม่รักษาเงินนั้นไว้ในรูป bonestone เสียก่อน ถึงอย่างนั้นทางผู้พัฒนาก็ใจดีมีระบบม็อด (modifier) ไว้ให้ผู้เล่นตั้งค่าตามต้องการ เช่น โดนดาเมจน้อยลง ฟื้นฟูพลังชีวิตได้ทันที แต่มันก็นำไปสู่การถกเถียงในคอมมูนิตี้ชาวเกมว่า การกระทำแบบนี้คือความขี้เกียจในการปรับสมดุลเกมหรือไม่
Mina the Hollower ได้ผนวกเอาการเดินหลงและความท้าทายในการเข้าถึงพื้นที่ลับมาเป็นหัวใจหลักของการผจญภัย การปราบบอสเพื่อซ่อมแซมเครื่องกำเนิดพลังงานสปาร์กเป็นเพียงปลายทางที่ผู้เล่นต่างรู้ว่าต้องทำให้สำเร็จ แต่อาจจะพักไว้ก่อน เพื่อขอเดินแวะไปตรงนู้นสักนิด แวะเก็บของตรงนี้สักหน่อย ได้หลงไปในโลกของเกมที่อย่างน้อยเกมก็สัญญาว่าจะมอบทางไปต่อที่แน่นอนให้กับเราได้