“ความตายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์เท่ากัน”
หลายคนอาจเคยเห็นประโยคนี้ผ่านตามาบ้าง และจำนวนไม่น้อยก็คงเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ เพราะหากอ้างอิงตามหลักการทางชีววิทยา ความตายถือเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องพบเจอตามวัฏจักรธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ต่อให้จะรวยจะจนอย่างไร ปลายทางก็คือความตายเหมือนกันทั้งสิ้น
ทว่าความตายทำให้มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันได้จริงเหรอ? หรือแท้จริงแล้ว แม้ความตายจะมาถึงทุกคนเหมือนกัน แต่ทุกคนก็อาจไม่ได้เผชิญหน้ากับมันอย่างเท่าเทียมกัน

แม้แต่ความตายก็ไม่เท่าเทียมกัน?
หากมอง ‘ความตาย’ บนหลักการทางธรรมชาติและชีววิทยา แน่นอนว่าพวกเราทุกคนย่อมต้องตาย และร่างกายก็จะถูกจัดการไปตามแต่ละความเชื่อที่ผู้ตายยึดถือ บางร่างย่อยสลายหลังถูกฝัง หรือบางร่างก็เหลือเพียงเถ้ากระดูกเมื่อถูกเผา ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะได้ ‘ตาย’ เหมือนกันหมด
พูดเช่นนี้ไม่ได้กำลังบอกว่ามีใครบนโลกสามารถฟื้นกฎธรรมชาติ แล้วครองตัวเป็นอมตะได้เสียเมื่อไหร่ เราเพียงอยากชวนทุกคนมาตั้งคำถามเกี่ยวกับความตายผ่านมุมมองของนักคิดและนักปรัชญาทั้งหลายกัน ว่าพวกเขาจะช่วยให้เราเข้าใจความตายที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ได้อย่างไรบ้าง
เริ่มกันที่ ความเรียงว่าด้วยต้นกำเนิดและรากฐานแห่งความไม่เท่าเทียมกันของมวลมนุษยชาติ หรือ Discourse on the Origin of Inequality ของ ฌอง-ฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) ซึ่งได้พูดถึง ต้นกำเนิดของความไม่เท่าเทียมในสังคมมนุษย์ โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดมนุษย์ที่เดิมทีอาจมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยตามธรรมชาติ จึงค่อยๆ กลายมาเป็นผู้คนที่มีสถานะ อำนาจ และทรัพย์สินแตกต่างกันอย่างมหาศาล
เมื่อมนุษย์เริ่มอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแนวคิดเรื่อง ‘ทรัพย์สินส่วนตัว’ เกิดขึ้นมา ความแตกต่างของมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ทางกายภาพอีกต่อไป แต่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความแตกต่างทางสถานะและอำนาจ จนความไม่เท่าเทียมได้ฝังอยู่ในโครงสร้างของสังคม
หากมองผ่านมุมมองของรุสโซ่ มนุษย์เราที่แม้จะเป็น ‘มนุษย์’ เหมือนกัน แต่ไม่มีทางเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง เพราะทรัพย์สินส่วนตัวที่มีไม่เท่ากัน ฉะนั้น เมื่อถึงเวลาตาย มนุษย์จึงไม่มีทางที่จะตายแบบเดียวกัน หมายความว่า คนที่มีทรัพย์สินมาก ก็อาจตายในบ้านหลังใหญ่ หลับไปอย่างสงบบนฟูกนุ่มๆ ท่ามกลางคนรักที่อยู่ด้วยในวาระสุดท้าย กลับกัน ผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยหรือไม่มีเลย ก็อาจตายบนพื้นแข็งๆ อดอยากจนวาระสุดท้าย หรือบางคนก็อาจตายไปโดยไร้ใครมาเหลียวแล ฉะนั้นแล้ว มนุษย์จึงไม่อาจตายอย่างเท่าเทียมกันได้จริงๆ เมื่อมองผ่าน Discourse on the Origin of Inequality ของรุสโซ่
ถ้ารุสโซ่มองความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นผ่านทรัพยส์สินส่วนตัว แล้วในระดับโครงสร้างทางสังคมล่ะ เราจะตายอย่างไม่เท่าเทียมอย่างไรบ้าง ความไม่เท่าเทียมสำหรับ คาร์ล มาร์ก (Karl Marx) ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากความแตกต่างระหว่างปัจเจกบุคคลเท่านั้น หากแต่ฝังอยู่ในระดับโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้น
ตามแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นของมาร์ก ภายใต้ระบบทุนนิยมจะแบ่งผู้คนออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ชนชั้นกระฎุมพี (bourgeoisie) หรือชนชั้นนายทุนผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) หรือชนชั้นแรงงานที่ต้องขายแรงงานของตนเพื่อดำรงชีวิต การแบ่งชนชั้นในลักษณะนี้จึงนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมโดยโครงสร้าง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงทรัพยากรที่แตกต่างกันตามแต่ละบุคคล ฉะนั้นมาร์กจึงมองว่าความไม่เท่าเทียมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
การเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมนี้เอง ทำให้คนในแต่ละชนชั้นมีเส้นทางการไปสู่ความตายที่ไม่เหมือนกัน ชนชั้นบนหรือผู้ที่ถือครองทรัพยากรมากกว่า ก็อาจมีตัวเลือกในการรักษาโรคหรือยื้อไม่ให้ความตายเข้าถึงตัวได้ ขณะเดียวกัน หากเป็นชนชั้นที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์หรือทรัพยากรมากพอ ก็อาจต้องจำยอมต่อความตายได้ง่ายกว่า
ลองนึกถึงเวลาที่คน 2 คนป่วยในโรคร้ายเดียวกัน คนหนึ่งอาจมีเงินเข้ารับการรักษา จนทำให้อาการทุเลาลง ทว่าอีกคนอาจต้องทรมานกับโรคนี้และโอกาสรอดน้อยกว่า อันเนื่องมาจากโครงสร้างที่กดทับมนุษย์อย่างไม่เท่าเทียมกัน
ทั้งนี้ ผู้ที่จะสามารถเชื่อมและทำให้เส้นแบ่งทางชนชั้นเบาบางลงได้ นั่นคือ ‘รัฐ’ ซึ่งเปรียบเสมือนตัวกลางในการเข้าจัดการปัญหาความไม่เท่าเทียม ซึ่งนำไปสู่การตายที่ไม่เท่ากันได้ ทว่าอำนาจที่รัฐมีในมือ อาจกลายเป็นดาบสองคม ที่ทำให้คนบางกลุ่มเข้าใกล้ความตายได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน โดย อาชิลล์ อึมแบมเบ (Achille Mbembe) นักปรัชญาชาวแคเมอรูน เสนอแนวคิด ‘Necropolitics’ ว่าด้วย อำนาจของรัฐและการเมืองในการกำหนดว่าใครจะสามารถมีชีวิตอยู่ และใครสามารถถูกผลักให้เข้าใกล้ความตายได้มากกว่า โดยความตายจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นกับปัจเจกบุคคล หากยังเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับอำนาจและการจัดระเบียบทางการเมืองด้วย โดยรัฐมีอำนาจในการกำหนดว่า ชีวิตของใครควรค่าแก่การได้รับการปกป้อง และชีวิตของใครควรถูกละเลยหรือปล่อยให้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความตาย แม้รัฐจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำให้ใครตายโดยตรง แต่อำนาจในการตัดสินใจว่าจะปกป้องใคร จะละเลยใคร หรือจะปล่อยให้ใครอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อความตาย ก็สามารถกลายเป็นอำนาจที่กำหนดความเป็นความตายของผู้คน สู่ภาพของการตายอย่างไม่เท่าเทียมกัน
ลองนึกถึงนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ แม้รัฐจะไม่ได้ลงมือพรากชีวิตของพวกเขาโดยตรง แต่การกำหนดเงื่อนไขในการดำรงชีวิตของนักโทษ ไม่ว่าจะพื้นที่คุมขัง อาหารการกิน และสิทธิในการทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง ล้วนอยู่ภายใต้ระบบที่รัฐควบคุม เมื่อรัฐเลือกที่จะปกป้องหรือเพิกเฉยต่อชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง ความตายจึงอาจกลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการจัดการของอำนาจได้
หากมองให้ลึกมากกว่าแค่เรื่องชีววิทยา ความตายจึงเป็นอีกกิจกรรมของมนุษย์ที่ยังคงสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันในหลากหลายแง่มุม ซึ่งแม้ทุกคนจะต้องตาย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะตายเหมือนกัน

แล้วมนุษย์เราทิ้งมรดกอะไรไว้หลังตายบ้าง
เมื่อลมหายใจเราหมดลง เราคงไม่รับรู้อีกต่อไปแล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้บ้าง แล้วทุกคนเคยสงสัยไหมว่าหากเราตายไป จะหลงเหลืออะไรไว้เป็นมรดกให้แก่คนที่ยังอยู่บ้าง
มรดกในที่นี้ไม่ได้หมายทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียว เบธ ฮันเตอร์ (Beth Hunter) รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกในบริบทของการรอดชีวิตจากโรคมะเร็งจากมหาวิทยาลัยโบว์ลิงกรีนสเตท อธิบายว่า ภายหลังมนุษย์เราตายจะทิ้งมรดกไว้ทั้งหมด 3 แบบ คือ Biological Legacy หมายถึง มรดกทางชีววิทยา ทั้งสิ่งที่ส่งต่อผ่านร่างกายและพันธุกรรม หรือกระทั่งร่างกายและอวัยวะที่บริจาค Material legacy หมายถึง สิ่งของและทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ เช่น เงิน บ้าน รูปถ่าย สมุดบันทึก รวมถึงมรดก สุดท้าย Legacy of values หมายถึง ค่านิยม ความเชื่อ ประสบการณ์ ตลอดจนบทเรียนชีวิตที่ส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ต่อ
ต่อให้เราจะไม่มีทรัพย์สินหรือมรดกอะไรมากมาย อย่างไรเสีย มนุษย์ก็จะทิ้งมรดกบางแม้โดยไม่ได้ตั้งใจเอาไว้หลังตายเสมอ เพราะมรดกที่ว่าก็อาจเป็นเพียงเรื่องราวที่เราเคยเล่า ความทรงจำที่เคยสร้างร่วมกับใครบางคน คำพูดบางประโยคที่อีกคนยังจำได้ หรือแม้แต่ค่านิยมและวิธีมองโลกที่ค่อยๆ ส่งต่อไปยังคนรอบตัวโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว ดังนั้น การทิ้งมรดกไว้เบื้องหลังจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงบั้นปลายของชีวิต หากแต่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่
แม้มนุษย์ทุกคนที่ตายไปล้วนทิ้งมรดกอะไรบางอย่างไว้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับคุณค่าภายหลังความตายอย่างเท่าเทียมกัน จูดิธ บัตเลอร์ (Judith Butler) อธิบายถึงคุณค่าของมนุษย์หลังความตายเอาไว้ผ่านหนังสือ Frames of War: When Is Life Grievable? ว่า ชีวิตหนึ่งจะถูกมองว่ามีคุณค่านั้นสัมพันธ์กับการเป็น ‘ชีวิตที่สามารถโศกเศร้าได้ (grievable life)’ หมายถึง หลังจากที่ชีวิตหนึ่งตายไป การสูญเสียนั้นต้องได้รับการยอมรับว่ามีความหมายมากพอจะทำให้คนอื่นรู้สึกเศร้าหรือเสียใจ ตลอดจนมองว่าเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน บางชีวิตก็อาจถูกทำให้เป็น ‘ชีวิตที่ไม่สามารถโศกเศร้าได้’ (ungrievable life) ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ว่าไม่มีใครร้องไห้ให้เมื่อคนคนนั้นตาย แต่หมายถึงชีวิตนั้นอาจไม่เคยถูกนับว่าเป็นชีวิตที่มีคุณค่าอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้น เมื่อความตายมาถึง การสูญเสียจึงอาจปรากฏขึ้นเพียงในฐานะตัวเลขหรือสถิติ โดยไม่มีเรื่องราวมากพอให้ผู้คนจดจำและไว้อาลัย
กระบวนการสร้างคุณค่าหลังความตายเกิดขึ้นตั้งแต่ระหว่างที่บุคคลคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ โดยสังคมเป็นผู้กำหนดกรอบและเกณฑ์บางอย่างขึ้นมาเพื่อชี้นำว่า เราควรรู้สึกอย่างไรต่อความตายของแต่ละคน ดังนั้น การไว้อาลัยจึงไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคล หากยังเป็นเรื่องทางการเมืองด้วย เพราะการยอมรับว่าชีวิตหนึ่งควรได้รับการไว้อาลัย ย่อมเท่ากับการยืนยันว่าชีวิตนั้นมีคุณค่า และควรถูกนับว่าเป็นชีวิตที่มีความหมายตั้งแต่แรก
ลองนึกถึงในกรณีของทหารที่เสียชีวิตจากการไปทำสงคราม รัฐอาจเพิ่มคุณค่าให้พวกเขาในฐานะวีรบุรุษ ทั้งมองยศและคำยกย่องให้ ทหารเหล่านี้จึงกลายเป็นคนที่คู่ควรแก่การโศกเศร้า กลับกัน หากเป็นเพียงคนสามัญธรรมดา เมื่อเสียชีวิต พวกเขาจึงแค่เสียชีวิต ไม่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ และอาจเป็นส่วนหนึงของชีวิตที่ไม่คู่ควรแก่การโศกเศร้า
เมื่อมองในมุมนี้ คุณค่าของมนุษย์คนหนึ่งจึงไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยเจ้าของชีวิตเอง หากแต่กำหนดผ่านสังคมและรัฐ ซึ่งต่างมีอำนาจในการมอบหรือไม่มอบคุณค่าให้แก่ใครสักคน ทำให้สุดท้ายแล้ว มนุษย์ที่ตายยังไม่เท่าเทียมกัน ทิ้งมรดกไว้ไม่เหมือนกัน ก็จะได้รับความโศกเศร้าที่ไม่เท่ากันด้วย
ต่อให้มนุษย์จะได้รับความตายเหมือนกัน แต่ทุกคนก็จะไม่ได้ตายอย่างเท่ากันอยู่ดี แถมภายหลังจากที่เราตายไปแล้ว คุณค่าของเราที่หลงเหลือไว้บนโลก ก็ยังปรากฎร่องรอยแห่งความไม่เท่าเทียมกันทิ้งเอาไว้อยู่ดี
อ้างอิงจาก
perpetratorstudies.sites.uu.nl
anthropology-concepts.sac.or.th