อยู่ในเซฟโซนก็สนุกได้! เรื่องเล่าสุดอบอุ่นจากบ้านสารพัดสีของ juli baker and summer

“PLEASE, MAKE YOURSELF AT HOME โปรดทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้าน” —นี่คือข้อความที่ศิลปินเจ้าของภาพวาดสีสันสดใสอย่าง juli baker and summer หรือ ป่าน—ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา ออกปากเชื้อเชิญให้เราได้ไปรู้จักบ้านสีสันสดใสของเธอ ณ The Jam Factory

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่บ้านหลังที่เธอต้องกลับไปทุกวัน หากแต่เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่สองของป่าน ที่เปิดประตูให้ทุกคนได้เข้ามาทดลองอยู่อาศัยในบ้านหลังเล็กอันอบอุ่นของเธอ ภายในเต็มไปด้วยสารพัดของกุ๊กกิ๊ก ทั้งสายรุ้งนับสิบบนผนังที่เรามองเห็นได้แม้จากด้านนอกห้องนิทรรศการ, มุมที่จำลองกลิ่นอายห้องทำงานของเธอออกมาได้เหมือนเป๊ะ, ชุดโต๊ะ-เก้าอี้หลากสีสันนั่งได้จริงที่เธอลงมือดีไซน์เป็นครั้งแรก รวมถึงผืนผ้าใบแต่งแต้มด้วยภาพวาดลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ของ juli baker and summer ที่เธอตั้งใจคัดมาเป็นพิเศษ

ในยุคที่ใครหลายคนเลือกแสวงหาการผจญภัยและเรื่องราวหวือหวาของการก้าวออกไปพื้นที่อื่น ป่านกลับบอกเราว่าความสบายใจที่ได้อยู่บ้านไม่ใช่เรื่องผิดบาป เพราะบ้านไม่ได้มีความหมายแค่เป็นสถานที่เอาไว้อาศัย แต่บ้านยังบรรจุความหมายมากมายหลายสิ่ง อย่างเช่น บ้านสุดสดใสหลังนี้ของป่านเอง ที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและความสัมพันธ์อันหลอมรวมเป็นตัวตนของเธอ ทั้งยังเป็นเซฟโซนชั้นเยี่ยมแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหน

โปรดทำตัวตามสบายและเข้ามาทำความรู้จักบ้านของป่านกัน

 

เซฟโซน ไม่เห็นต้องน่าเบื่อ

“ตอนพี่ผ้าป่าน (สิริมา ไชยปรีชาวิทย์) ชวนมาทำ exhibition ที่นี่ พื้นที่มันค่อนข้างใหญ่เราก็คิดว่าจะทำอะไรดี ตอนแรกคิดไว้หลายอย่างมากแต่ว่าสุดท้ายเราคุยกับพี่โลเล (ทวีศักดิ์ ศรีทองดี) เขาบอกว่าให้ซื่อสัตย์กับงาน ก็เลยคิดว่าเราน่าจะทำเรื่องที่เรารู้จักดีที่สุด ที่ผ่านมาเราเขียนเรื่องการออกนอกคอมฟอร์ตโซนงานนี้เราก็เลยอยากจะเล่าเรื่องเซฟโซนของเรา เป็นเหมือน exhibition ที่จำลองเซฟโซนของเราให้คนเข้ามาเดินได้”

“เรารู้สึกว่าปัจจุบันคนจะชอบชวนว่า ออกจากคอมฟอร์ตโซนกันเถอะ ออกไปเที่ยวข้างนอกกัน ทำอะไรที่ยังไม่เคยทำ ใช้ชีวิตเสี่ยงๆ ซึ่งเราก็สนุกแล้วก็ชอบตรงนั้นนะ แต่เรารู้สึกว่ามันมีคนประเภทที่ไม่ได้ชอบใช้ชีวิตผจญภัยขนาดนั้น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิด แล้วจริงๆ เซฟโซนมันก็เป็นเรื่องที่หล่อหลอมตัวเรามามากกว่า 50% คือมันไม่ใช่แค่สถานที่ แต่ว่ามันเป็นเรื่องความรู้สึกด้วย”

“บ้านในความหมายของนิทรรศการนี้ไม่ใช่บ้านที่เป็น ‘บ้าน’ แต่เป็นความรู้สึกเหมือนว่าเราอยู่บ้าน อย่างเช่นมุมข้างในสุด (ชี้ไปที่มุมห้องที่ประกอบด้วยเบาะ ทีวีสีสดใส และภาพวาดมากมายบนผนัง) คือเราจำลองเป็นห้องทำงานของเราซึ่งเรายกออกมาจากที่บ้านจริงๆ เลยนะ คือแกะภาพวาดออกมาจากห้องทำงานเรา”

“เราเลือกทำเฟอร์นิเจอร์ครั้งแรกด้วย ออกแบบใหม่เองทั้งหมดแล้วก็ไปจ้างช่างไม้ประกอบ ลองผิดลองถูกเยอะมากเพราะว่าเราอาจจะสื่อสารกับช่างไม้ไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วเขาอาจจะไม่เข้าใจเพราะเราไม่อยากให้มันดูแข็งๆ ไง ช่างไม้บางคนเขาจะเป็นคนทำงานแบบว่า มันต้องแข็งแรง ต้องมีคาน แต่บางทีเรารู้สึกว่าเราอยากให้มันเป็นแค่ชิ้นส่วนสองชิ้นประกอบกันมากกว่า”

“ภาพวาดในงาน เราเลือกมาเป็นบางชิ้นที่พูดถึงเซฟโซนเวลาที่เราออกไปเที่ยว เช่น เวลาได้วาดรูป ก็จะมีรูปที่เรากำลังวาดรูป หรือชิ้นที่เป็นเหมือนหน้าจอตอนเล่นเพลงเ พราะเวลาได้ฟังเพลงที่เราชอบมันก็เหมือนเราหลุดจากที่ตรงนั้นไปอยู่อีกที่หนึ่ง ส่วนพวกสายรุ้งเราทำขึ้นใหม่ เรารู้สึกว่าคอมฟอร์ตโซนมันสนุกได้ มันไม่จำเป็นจะต้องชิลๆ นิ่งๆ แต่เราสามารถสนุกอยู่ในบ้านของเราอะไรอย่างนี้ เห็นแล้วมันก็รู้สึกสดชื่นดี”

เซฟโซนคือบ้านที่รกขึ้นเรื่อยๆ และทำงานได้สบายเฉิบ

“ถ้านึกถึงบ้านเราก็นึกถึงห้องทำงานตัวเองด้วย ตอนแรกมันเป็นสีขาวโล่งๆ แล้วเราก็เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ทาสีเองแล้วก็แปะของเข้าไป มันจะรกขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกมันโล่งมาก คลีนมาก เหมือนห้องฮิปสเตอร์เลย (หัวเราะ) เรารักทุกอย่างในห้องเลย ของมันเยอะมาก เลือกไม่ได้ว่ารักอะไรมากที่สุด”

“เราเป็นคนติดบ้านมากเพราะว่าเราเป็นฟรีแลนซ์ ออฟฟิศของเราคือบ้าน แล้วเราออกไปทำงานที่คาเฟ่ไม่สะดวกเพราะว่าเราต้องเพนท์อะคริลิค อุปกรณ์มันเยอะมากไม่ใช่แค่โน้ตบุ๊คหนึ่งตัว เราก็เลยพยายามจะทำให้บ้านเป็นที่ที่เราอยู่แล้วสบายใจเพื่อที่จะอยู่กับมันได้นานจนขี้เกียจออกจากบ้าน ทุกวันนี้แค่จะออกมาเข้าเมืองอย่างสยามอย่างนี้เรายังเหนื่อยมากเลย รู้สึกว่ามันไกลมาก”

“เราแบ่งห้องเป็นสองฝั่งถึงแม้มันจะเล็กมาก (หัวเราะ) ฝั่งขวาจะเป็นคอมพ์ ฝั่งซ้ายจะเป็นฝั่งแมนวล เป็นฝั่งเพ้นท์มือ ถ้าเกิดหันมาฝั่งนี้เราจะไม่ได้เปิดคอมพ์ทั้งวัน จะเปิดแค่เพลง ตอนนี้คิดจะขยายห้องเพราะว่าอยากจะให้มันเป็นเหมือนกึ่งสตูดิโอเพราะว่าบางทีเราทำแคนวาสชิ้นใหญ่หรือว่าเพนท์เก้าอี้มันไม่พอ”

“ทุกวันนี้เราเราไม่ได้มี routine อะไรตายตัว ไม่รู้มันดีหรือไม่ดีนะเพราะเราก็เพิ่งเรียนจบมาทำงานแค่ประมาณปีกว่าแต่ว่า ณ เวลานี้เราแฮปปี้ดีก็โอเค เราไม่มีเสาร์อาทิตย์อะไรแบบนี้เลยนะ คือถ้างานไม่เสร็จก็ทำไปเรื่อยๆ เลย กับบางงานนี่ไม่อยากไปเที่ยวเลย อยากทำให้เสร็จ (หัวเราะ)”

เซฟโซนที่แท้คือครอบครัวและแมว

“ถ้านึกถึงบ้าน เรานึกถึงบุคคลในครอบครัวแล้วก็เพื่อนสนิท เราว่าถ้าบ้านที่เราอยู่เป็นบ้านแบบทุกวันนี้แต่ว่าไม่มีคนเหล่านี้อยู่ในบ้านหรือแวะเวียนมาที่บ้านเราก็คงไม่ได้อยากอยู่ขนาดนี้”

“บ้านเราอยู่สี่คน มีเรา พ่อ แม่ ยาย แล้วก็แมวชื่อชาร์ลี เราโตมาแบบที่พ่อแม่ไม่ค่อยบังคับ เราไม่ต้องกลัวว่าจะทำอะไรผิด ไม่ต้องมีความลับกับพ่อแม่ คือพ่อแม่บางคนที่ลูกไม่กล้าเล่าเรื่องให้ฟังอาจจะเป็นเพราะพ่อแม่อาจจะดุหรือว่าพ่อแม่อาจจะไม่เข้าใจ แต่เรารู้สึกว่าพ่อแม่เราเข้าใจเราแล้วก็เปิดโอกาส ถ้าเกิดเราอยากทำอะไรก็ให้เราลองทำแล้วแค่ชี้แนะ แล้วพ่อแม่เราเขาเป็นคนร่วมสมัย ฟังเพลงดูหนังคล้ายๆ เราก็เลยคุยกันได้หลายๆ เรื่อง”

“เราเพิ่งเลี้ยงแมว คือมันเป็นแมวจรจัดที่มาคลอดที่บ้านเราเมื่อต้นปีก็เลยเพิ่งเลี้ยงแล้วก็รู้สึกผูกพันมากก็เลยเห่อมาก งานเซ็ตนี้จะมีแมวแทรกๆ อยู่เพราะว่าเรากำลังอินกับแมว ก่อนหน้านี้เราเฉยๆ กับสัตว์มากแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจคนที่เขารักสัตว์เลี้ยงมากๆ แต่ว่าเข้าใจแล้ว (หัวเราะ)”

“เราคิดว่าบ้านก็คือบ้าน ยังไงก็ต้องกลับมา คือเราสนิทกับที่บ้านมากจนสมมติว่าถ้ามีครอบครัวอย่างนี้ก็คงเอาแม่ พ่อ ยายกับชาร์ลีไปอยู่ด้วย อยู่คนเดียวมันอยู่ได้ช่วงสั้นๆ แต่ว่ามันเหงาเกินไปที่จะอยู่ยาวๆ”

เซฟโซนที่ไกลบ้านก็มีเหมือนกัน

“จริงๆ เวลาที่เราผูกพันกับอะไรมากๆ หรือว่ากับบุคคลคนไหนมากๆ มันก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านนะ อย่างเช่น คุยกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันตั้งแต่อนุบาลหนึ่งอย่างนี้มันก็ทำให้รู้สึก cozy เราไม่ต้องเล่าอะไรย้อนหลังไปมากเพราะมันรู้จักเราทั้งชีวิต เราก็แค่นั่งเฉยๆ แล้วพูดเรื่องมั่วๆ ซั่วๆ ไปก็มีความสุขดี”

“อย่างเวลาไปเที่ยว ไปอยู่ที่แฟลตที่เป็น shared flat ตอนแรกที่เราไปเราอาจจะไม่ได้รู้สึกเหมือนอยู่บ้านแต่พอได้รู้จัก flat mate เริ่มสนิทกันสักพักหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าที่นั่นเป็นที่บ้าน กลับมาที่นั่นเราก็รู้สึกเหมือนเรากลับบ้าน”

เซฟโซนคืออาหารของยาย

“เราเป็นภูมิแพ้ กลิ่นพวกสังเคราะห์ พวกน้ำหอมเราจะเหม็น ก็จะมีกลิ่นอาหารนี่แหละที่ชอบ ปกติยายเราเป็นคนชอบทำอาหาร ตอนเด็กๆ เราเป็นเด็กที่อ้วนมากเพราะว่าเวลายายทำอาหารจะมีกับข้าวไม่ต่ำกว่าสองอย่างบนหนึ่งโต๊ะกับข้าว รสชาติมันหากินที่อื่นไม่ได้ เหมือนรสชาติของยายจะมีหลายเลเยอร์ คือไม่ใช่แค่เค็มหวาน แต่มีเค็ม หวาน เผ็ด เปรี้ยว ซ่อนอยู่ เราว่ามันอร่อย

“เมนูเด็ดเลยคือทอดหัวปลี แม่บอกว่าเป็นอาหารเหนือแต่เราเคยไปกินที่ถนนคนเดินแล้วมันรสไม่เหมือนของยายเราก็เลยไม่รู้ว่าอันไหนคือออริจินอล คืออันนี้อาจจะเป็นสูตรพิเศษของยายเอง มันจะหน้าตาคล้ายๆ ทอดมันแต่ใช้หัวปลีซอยใส่หมูสับ เราชอบกินมาก จะต้องกินเป็นมื้อสุดท้ายก่อนเดินทางไปเที่ยว แล้วก็มื้อแรกหลังกลับมา”

เซฟโซนเสียงเพลงของ The Beatles

“เราโตมากับเพลงของ The Beatles ตอนเด็กๆ เราแอนตี้มากเพราะพ่อเราชอบ The Beatles มากเกินกว่าคนทั่วไป (หัวเราะ) ถ้าใครมาบ้านเราจะรู้ คือ The Beatles อยู่ทุกที่จนเรารู้สึกเป็นปมเพราะว่าแม้กระทั่งวันเกิดเรา พ่อเราตัดหน้าเราไปใส่ในรูปวง The Beatles แล้วทำเป็นกล่องดินสอมาให้ เราก็รู้สึกอายเพื่อนเพราะเพื่อนก็ไม่รู้ว่าผู้ชายสี่คนนี้เป็นใคร นึกออกมั้ย เด็กยุคนั้น แต่พอโตมา เราบังเอิญได้ฟังเพลงของ The Beatles จากที่อื่น พอเราลองมาหาฟังก็กลายเป็นว่าเราก็ชอบมันอยู่ดี มันเลยกลายเป็นสิ่งที่คุ้นหูเพราะเราฟังตั้งแต่เด็ก”

“ตอนที่ไปอยู่สเปนเรามีช่วงเหงาเพราะว่าเขาพูดภาษาสเปนกัน มีอยู่วันหนึ่งเราก็ไปบาร์ริมทะเล วันนั้นเราเหงามาก แต่บาร์นั้นอยู่ริมทะเลที่บรรยากาศดีมากแล้วเขาเปิดเพลงของ The Beatles เรารู้สึกดีมากวันนั้น เหมือนได้กลับบ้านแค่เพราะเขาเปิดเพลง The Beatles เป็นโมเมนต์ที่เราจดไว้ในไดอารี่เลย”

เซฟโซนคือศิลปะ

“ศิลปะเป็นพาร์ตใหญ่ในคอมฟอร์ตโซน ของเราเลย เรารู้สึกว่าเวลาที่เราวาดรูปเราเหมือนมีบับเบิลหุ้มตัว ไม่ว่าเราจะไปวาดรูปที่ไหนก็ตามบนโลกนี้เราจะรู้สึกว่าที่นั่นเป็นเซฟโซนของเรา”

“แต่สไตล์วาดรูปที่เป็นคอมฟอร์ตโซนก็ไม่ควรมีเนอะ จริงๆ เราก็คงมีเหมือนกันมั้งแต่เราก็พยายามจะให้มันไม่เป็นแบบเดิมน่ะ มันก็จะมีศิลปินที่เขาวาดแบบเดิมแล้วดีนะ อย่างพี่ตั้ม วิศุทธิ์ แต่ว่าเราอาจจะไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราอยากจะลองทำหลายๆ แบบไปเรื่อยๆ พยายามจะไม่ให้มีคอมฟอร์ตโซน พยายามศึกษางานใหม่ๆ แต่ว่าสไตล์เรามันคงคงเดิมเพราะว่าอะไรที่เราชอบคงเปลี่ยนไม่ได้”

“เราคิดไว้ว่าถ้ามีนิทรรศการครั้งหน้าเราอยากทำงานที่เราใช้มือซ้ายทำทั้งงานเลย (หัวเราะ) แต่ก็ยังไม่แน่ใจนะ เพิ่งคิดได้เมื่อสองสามวันที่แล้ว น่าสนุกดี”

น่าสนุกดี เรา (ผู้เขียน) เองก็คิดว่าจะรอชมผลงานจากทั้งมือซ้ายและที่สร้างในเซฟโซนของเธอเสมอ

 


นิทรรศการ PLEASE, MAKE YOURSELF AT HOME by juli baker and summer จัดที่ The Jam Factory ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน – 8 ตุลาคม เปิดทำการทุกวันตั้งแต่ 11.00 – 20.00 น.

 

Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed