มาราโดน่า เมสซี่ เคิร์ท โคเบน พอจะเดาออกไหมว่าพวกเขาเหล่านี้มีอะไรที่คล้ายกัน
แฟนๆ คงตอบได้ทันควันว่าเป็นความถนัดในอาชีพกับความถนัดในชีวิตประจำวัน ปกติแล้วเราคาดหวังว่าคนถนัดขวาก็ควรจะขวาไปทุกอย่าง ถนัดซ้ายก็ซ้ายไปทุกอย่าง
ลองนึกภาพตามก็คงเท่ไม่หยอก หากเราเห็นใครสักคนเซ็นชื่อด้วยมือขวา แต่พอลุกไปเตะบอลกลับใช้เท้าซ้าย (แถมยังทำได้ดีด้วย) แต่ละคนที่ยกตัวอย่างมา ก็ล้วนเป็นอัจฉริยะของวงการนั้นๆ หรือว่าการถนัดไขว้คือพรสวรรค์ที่ทำให้พวกเขาเก่งกาจกว่าคนอื่นกันนะ
ความถนัดที่ไม่ได้นัดกันมา
ถนัดไขว้ (Cross-Dominance) คือภาวะที่ร่างกายเราไม่ได้ถนัดข้างเดียวกันหมดทุกส่วน เราอาจถนัดทำอะไรด้วยมือขวา แต่พอเป็นเท้ากลับถนัดข้างซ้าย หรือบางคนซับซ้อนกว่านั้นคือถนัดมือขวา แต่ตาข้างที่ใช้เป็นตาหลัก (dominant eye) กลับเป็นตาซ้าย ทั้งนี้ ภาวะนี้มันไม่ได้นับว่าเป็นความผิดปกติหรือความบกพร่องทางร่างกายใดๆ
ถนัดไขว้ มักเอาไว้เรียกคนที่ถนัดข้างหนึ่งสำหรับงานหนึ่ง แต่ถนัดอีกข้างสำหรับอีกงานหนึ่ง แต่มีอีกคำหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน Ambidexterity ถนัดสองมือเท่ากัน คือการที่มือทั้งสองข้างทำงานได้ดีเท่ากันในกิจกรรมเดียวกัน อย่างคนที่เตะบอลได้ทั้ง 2 เท้า เขียนหนังสือได้ทั้ง 2 มือ ได้ดีเท่ากัน หรือต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แล้วคนถนัดไขว้มีเยอะแค่ไหนในโลก งานวิจัยหัวข้อ Human handedness: A meta-analysis ในปี 2020 พบว่ากลุ่มคนที่มีความถนัดปะปนกัน มีเพียงประมาณ 9.33% เท่านั้น แต่ตัวเลขของภาวะถนัดไขว้โดยรวมนั้นมีความหลากหลายพอสมควร แล้วแต่งานวิจัยแต่ละชิ้น บ้างก็รายงานว่าอยู่ที่ราว 3-9% ในผู้ใหญ่ บ้างก็รายงานตัวเลขสูงถึง 13% ในกลุ่มเด็ก หากจะให้ระบุแบบฟันธงไปเลย อาจต้องบอกตามตรงว่ายังไม่มีตัวเลขที่ตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ บางชิ้นวัดแค่มือ บางชิ้นวัดทั้งมือ-เท้า-ตา-หู ไปพร้อมกัน ตัวเลขเลยแกว่งได้ตามนิยามที่ใช้
แต่สิ่งที่พอสรุปได้ชัดเจนคือ ไม่ว่าจะใช้ตัวเลขไหน ชาวถนัดไขว้ก็ยังถือเป็นของหายาก กว่าคนถนัดข้างเดียวทั้งตัวอยู่ดี และความหายากนี้เองที่อาจเป็นจุดตั้งต้นที่คนส่วนใหญ่นับว่าเป็นความพิเศษ แล้วความพิเศษที่ว่านั้น มันทำให้พวกเขาเป็นอัจฉริยะ หรือเก่งกาจกว่าคนอื่นจริงหรือเปล่า

เก่งกว่าใครทั้งซ้ายและขวา (หรือเปล่า?)
เกมกีฬาส่วนใหญ่มักมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือร่างกายต้องพร้อมตอบสนองตลอดเวลา หากเราถนัดไขว้ จะทำให้เราตอบสนองได้ทันท่วงทีเท่าคนถนัดข้างใดข้างหนึ่งหรือเปล่า งานวิจัยในหัวข้อ Handedness, achievement in sport and boxing พบว่าคนที่มีความถนัดแบบผสมหรือไขว้กันระหว่างมือ เท้า ตา มักทำผลงานได้ดีกว่าคนที่ถนัดข้างเดียว ในกีฬาอย่างเบสบอล บาสเกตบอล ฟุตบอล ฟิลด์ฮอกกี้ ฮอกกี้น้ำแข็ง และยิมนาสติก
สอดคล้องกับงานวิจัยในหัวข้อ Footedness Is Associated with Self-reported Sporting Performance and Motor Abilities พบว่า คนที่เท้าถนัดแบบผสม (mixed-footedness) มักเล่นกีฬาประเภททีม ศิลปะการต่อสู้ เต้นรำ สกี และว่ายน้ำ ซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวแบบไม่ตายตัว ปรับตัวตามสถานการณ์ตลอดเวลาได้ดีกว่า
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนถนัดไขว้จะเก่งด้านกีฬาไปเสียทุกอย่างเหมือนกัน ในกีฬาที่ต้อง นิ่งและแม่นยำซ้ำๆ แบบเดิมทุกครั้ง อย่างกีฬายิงเป้า เทนนิส กอล์ฟ กลับเป็นความถนัดแบบสม่ำเสมอจะทำได้ดีกว่า เพราะร่างกายไม่ต้องคอยแปลสัญญาณข้ามฝั่งให้ยุ่งยากในทุกครั้ง
การถนัดไขว้จึงไม่ได้เป็นพลังพิเศษที่ทำให้กลายเป็นนักกีฬาระดับโลก หรือทำให้คนนั้นเก่งกว่าคนอื่น มันเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งที่เอื้อต่อกีฬาประเภทที่ต้องปรับตัวเคลื่อนไหวแบบไม่แน่นอน แต่กลับทำได้ไม่ดีนักในกีฬาที่ต้องทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ให้แม่นยำ
นั่นหมายความว่าการถนัดไขว้ ไม่ได้เป็นอาวุธลับที่ทำให้ใครคนนั้นเป็นอัจฉริยะได้ แล้วทำไมสังคมถึงมองว่าคนถนัดไขว้เก่งกว่ามาตลอด

คนพิเศษหรือคนเก่ง หรือเป็นทั้ง 2 อย่าง
ทั้งที่ไม่มีหลักฐานในวงการวิทยาศาสตร์ยืนยัน แต่ทำไมความเชื่อที่ว่าถนัดไขว้คืออัจฉริยะ ถึงยังฝังแน่นอยู่ในหัวเราได้ขนาดนี้ นั่นอาจเพราะมันขึ้นอยู่กับความเชื่อมากกว่า
เราลองมาเริ่มกันที่มายาคติเรื่องคนถนัดซ้าย Left-handed exceptionalism ที่เชื่อว่าคนถนัดซ้ายมักมีสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ หรือความได้เปรียบทางระบบประสาทที่เหนือกว่าคนถนัดขวา โดยเฉพาะด้านความคิดสร้างสรรค์ แต่ แดเนียล คาซาซานโต (Daniel Casasanto) รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา กลับบอกว่าคนถนัดซ้ายดูเหมือนจะไม่ได้สร้างสรรค์กว่าขนาดนั้นน่ะสิ จากการค้นคว้าของเขา พบหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่าความถนัดมือแทบไม่ส่งผลถึงความแตกต่าง จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และแน่นอนว่าไม่มากพอที่จะบอกว่าคนถนัดมือไหนเก่งเรื่องใดมากกว่ากัน
อาจเพราะสมองเรามีนิสัยชอบจับคู่ของหายากเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ ถนัดไขว้ก็หายาก อัจฉริยะก็หายาก พอ 2 อย่างนี้บังเอิญมาเจอกันในคนคนเดียว (อย่างเมสซี่) สมองเราก็รีบสรุปว่ามันต้องเกี่ยวข้องกันแน่ๆ ทั้งที่จริงแล้วมันอาจจะแค่บังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกันเฉยๆ ก็ได้
เราเรียกสิ่งนี้ว่า cherry-picking คือ การเลือกมองเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิม เราจำเมสซี่กับมาราโดน่าในฐานะนักบอลถนัดไขว้ได้ เพราะพวกเขาเก่งระดับตำนานอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยไปนับว่าในบรรดาคนถนัดไขว้หลายล้านคนทั่วโลก มีกี่คนที่เตะบอลได้ธรรมดาๆ หรือไม่เก่งเลยด้วยซ้ำ
สมองเรามักจดจำอะไรที่โดดเด่นมากพอจะจำได้ มักจะเป็นเคสที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วเสมอ เหมือนเวลาเราจำได้แม่นว่าทายผลบอลถูกกี่คู่ แต่ก็ลืมคู่ที่ทายแป้กไปเสียสนิท
พอมีลักษณะทางกายภาพที่ดูแปลกกว่าคนทั่วไปอย่างถนัดไขว้โผล่ขึ้นมา มันยิ่งตอบโจทย์ narrative ที่เราคุ้นเคยอยู่แล้วในใจ จนสุดท้ายความเชื่อนี้ไม่ได้ต้องพึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เลยด้วยซ้ำ มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง
สุดท้ายแล้ว เบื้องหลังความเก่งกาจของใครสักคน อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถนัดในมือ เท้า หรือสายตาข้างใด มันอาจเกิดขึ้นมาในช่วงเวลาซ้อมนับพันหมื่นชั่วโมงก็ได้
อ้างอิงจาก